ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งงานวิจัยและสื่อกระแสหลักต่างเริ่มเจาะลึกความจริงเกี่ยวกับความเปราะบางทางอารมณ์ของผู้ชาย โดยเฉพาะเมื่อต้องรับมือกับภาวะอกหัก การถูกเมิน (ghosting) หรือความเครียดในความสัมพันธ์ งานวิจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ชายนั้นรุนแรงกว่าที่สังคมเคยรับรู้ และเป็นประเด็นสำคัญที่คนไทยไม่ควรมองข้าม (KHOU) เพราะการทำความเข้าใจเรื่องนี้ คือก้าวแรกสู่การดูแลหัวใจของทุกคนอย่างเท่าเทียม

วาทกรรม “ลูกผู้ชายต้องอดทน” ที่กดทับความรู้สึกที่แท้จริง

สังคมไทยและอีกหลายวัฒนธรรมมักปลูกฝังค่านิยมว่าผู้ชายต้องเข้มแข็ง เก็บงำความรู้สึก และห้ามแสดงความอ่อนแอหรือเศร้าโศก วาทกรรมอย่าง “เป็นผู้ชายต้องอดทน” หรือ “ผู้ชายต้องแกร่ง” กลายเป็นสิ่งที่ได้ยินจนคุ้นชิน ทั้งที่ความรู้สึกเจ็บปวดเป็นเรื่องธรรมชาติ ในอดีต ความเสียใจจากเรื่องความรักแทบจะเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับผู้ชาย แต่ปัจจุบันนี้ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญต่างพยายามทลายกำแพงความเชื่อเดิมๆ เพื่อเปิดพื้นที่ให้สังคมได้พูดคุยถึงต้นทุนทางอารมณ์ที่ผู้ชายต้องแบกรับอย่างเงียบงัน

สุขภาพจิตชายไทยในภาวะน่าห่วง: ความเครียดรุมเร้า สังคมไม่เปิดรับ

ผลสำรวจในปี ๒๕๖๘ เผยข้อมูลน่ากังวลว่าผู้ชายเกือบครึ่งหนึ่งขาดเครือข่ายคนใกล้ชิดที่คอยสนับสนุน และ ๖๔ เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่าตนเองมีความเครียดในระดับปานกลางถึงสูง ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ (GlobeNewsWire) ความทุกข์ใจนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกตะวันตก เพราะผู้ชายไทยเองก็ต้องเผชิญแรงกดดันและความคาดหวังจากครอบครัวและสังคมไม่ต่างกัน หลายคนจึงเลือกเก็บซ่อนความเศร้าหรือภาวะใจสลายไว้กับตัว ไม่ยอมระบายออกมาจนกลายเป็นอาการเจ็บป่วยทางกาย หรือหันไปพึ่งพาสุราและยาเสพติด ด้านนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ชี้ว่ากฎเกณฑ์ทางอารมณ์เหล่านี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในสังคมไทย (Vanderbilt News)

เปิดอกคุย: ความรู้สึกผู้ชายก็เปราะบางไม่ต่างกัน

ในรายการสนทนา KHOU 11+ กลุ่มนักจิตบำบัดและศิลปินตลกได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเปิดเผย นักจิตบำบัดท่านหนึ่งชี้ว่าสังคมมักวางกรอบอันเข้มงวดให้ผู้ชายต้องจัดการอารมณ์ของตนเอง ซึ่งท้ายที่สุดนำไปสู่ความรู้สึกโดดเดี่ยวและเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความผูกพันทางใจในความสัมพันธ์ ประเด็นสำคัญคือ ความเจ็บปวดทางอารมณ์ของผู้ชายไม่ได้น้อยไปกว่าผู้หญิงอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่การเลือกที่จะเงียบกลับยิ่งซ้ำเติมความเครียด ภาวะซึมเศร้า และอาจนำไปสู่ความคิดทำร้ายตัวเองหรือวิกฤตทางจิตใจที่รุนแรงได้

ชายไทย: กลัวถูกมองว่าอ่อนแอ จนไม่กล้าขอความช่วยเหลือ

ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตยืนยันตรงกันว่า อัตราการเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของผู้ชายไทยนั้นน้อยกว่าผู้หญิงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี “ความอาย” และ “ความคิดว่าต้องจัดการปัญหาด้วยตัวเอง” เป็นกำแพงสำคัญ สอดคล้องกับผลสำรวจระดับโลกในปี ๒๕๖๘ ที่แม้จะชี้ว่าผู้ชายกว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตมากขึ้น และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการดูแลตัวเองของผู้ชายจะมีมูลค่าสูงถึง ๙ หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (Global Wellness Institute) แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาที่รากเหง้าได้ หากสังคมยังไม่เปิดใจยอมรับและสนับสนุนการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา

ความสัมพันธ์ที่ดี คือเกราะป้องกันใจสลาย

งานวิจัยหลายชิ้นทั้งในและต่างประเทศยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า การมีคนใกล้ชิดที่พร้อมรับฟัง และการได้ระบายความรู้สึกออกมา จะช่วยลดความเสี่ยงต่อความเหงา การใช้สารเสพติด หรือปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้ ในทางกลับกัน ผู้ที่เก็บงำความรู้สึกไว้เพียงลำพัง เมื่อเผชิญกับการสูญเสียหรือความขัดแย้งกับคนรัก ก็มักจะสะสมความเครียดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจในระดับที่เทียบเท่ากับภาวะเครียดรุนแรงทางคลินิก (Tava Health)

จากอดีตที่เปิดใจ สู่ปัจจุบันที่วัยรุ่นชายเผชิญภาพจำ “ชายแกร่ง”

ในอดีต สังคมไทยเคยมีพื้นที่ให้ระบายความเจ็บปวดใจผ่านบทกวี บทเพลง หรือการขอคำปรึกษาที่วัด แต่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ค่านิยม “ความเป็นชาย” กลับเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสอุดมคติ “ผู้ชายอัลฟ่า” (Alpha Male) ของตะวันตกที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้เด็กผู้ชายและวัยรุ่นชายจำนวนมากต้องเผชิญภาวะอกหักหรือความรู้สึกโดดเดี่ยวตามลำพัง และนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น

นักจิตวิทยาและนักรณรงค์ด้านสุขภาพจิตจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ สะท้อนว่า ก้าวแรกที่จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดนี้ คือการสร้างพื้นที่พูดคุยอย่างจริงจัง โดยจิตแพทย์จากสถาบันสุขภาพจิตแห่งหนึ่งให้ข้อมูลว่า “มักพบผู้ป่วยชายที่มีภาวะซึมเศร้า ดื่มหนัก หรือเจ็บป่วยทางกายจากความทุกข์เรื่องความรัก ซึ่งแค่การเปิดใจยอมรับความรู้สึกของตัวเองก็นับเป็นการดูแลสุขภาพที่สำคัญแล้ว”

สังคมไทยกำลังเปลี่ยน: พื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ชายเริ่มขยายตัว

ปัจจุบัน หลายองค์กรในไทยเริ่มผลักดันให้มีเวิร์กช็อปพัฒนาทักษะทางอารมณ์สำหรับผู้ชาย จัดตั้งกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน หรือนำเนื้อหาด้านความสัมพันธ์บรรจุในหลักสูตรการศึกษา ขณะเดียวกัน กระแสสากลที่เริ่มทบทวน “กฎเกณฑ์ทางความรู้สึกของผู้ชาย” ก็จุดประกายให้เกิดการปรับเปลี่ยนค่านิยมเรื่องความเป็นชาย สุขภาพจิต และความสัมพันธ์ในสังคมไทยเช่นกัน เห็นได้จากแคมเปญออนไลน์ ซีรีส์ หรือผลงานเพลงของไทยที่เริ่มนำเสนอด้านที่เปราะบางของผู้ชายในมิติที่สมจริงและหลากหลายมากขึ้น

ทางออกอยู่ที่นี่: เปิดใจ รับฟัง และขอความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าคุณจะกำลังเผชิญปัญหาความรักด้วยตัวเอง หรือต้องการเป็นที่พึ่งให้เพื่อนผู้ชายรอบข้าง สิ่งแรกที่ควรทำคือการสร้างบรรยากาศของการพูดคุยอย่างจริงใจ รับฟังกันและกันด้วยความเข้าใจ และยอมรับว่าทุกความรู้สึกนั้นมีความหมาย อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ตัวหรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะความเจ็บปวดจากความรักเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และการยอมรับว่า “วันนี้เราไม่โอเค” คือจุดเริ่มต้นของการเยียวยาหัวใจอย่างแท้จริง


แหล่งข้อมูล: