Microsoft กำลังเอาจริงกับการผลักดันให้พนักงานทุกคนหันมาใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการทำงาน โดยส่งเมโมภายในที่ระบุชัดว่า “การใช้ AI ไม่ใช่เรื่องทางเลือกอีกต่อไป” ตามรายงานของ Business Insider นโยบายใหม่นี้ตอกย้ำว่าบริษัทให้ความสำคัญกับ AI ในฐานะเครื่องมือหลักสำหรับการทำงานในแต่ละวัน โดยผู้จัดการทุกแผนกได้รับคำสั่งให้นำการใช้งาน AI ของพนักงานมาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลงานด้วย ตัวอย่างเช่น การใช้งาน GitHub Copilot จะถูกนำมาพิจารณาเป็นตัวชี้วัดในรอบประเมินผลงานประจำปีงบประมาณหน้า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้วงการเทคโนโลยีทั่วโลกต้องจับตา รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อนวัตกรรมดิจิทัลในไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
เมโมดังกล่าวมาจากผู้บริหารระดับสูงฝ่ายเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาของ Microsoft ซึ่งมีใจความสำคัญระบุชัดว่า “จากนี้ไป AI คือหัวใจของการทำงานในทุกตำแหน่ง ทุกระดับ และการใช้งาน AI ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือภารกิจหลัก” พร้อมเน้นย้ำว่าผู้จัดการจะต้องนำการปรับใช้ AI มาเป็นเกณฑ์สำคัญในการประเมินผลการปฏิบัติงานโดยรวมของพนักงานแต่ละคนอย่างจริงจัง
เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มาจากการที่ Microsoft พบว่าอัตราการใช้งาน Copilot ซึ่งเป็น AI ช่วยเขียนโค้ดของบริษัท ยังไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ เป้าหมายหลักคือต้องการให้พนักงาน โดยเฉพาะกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ได้ทดลองใช้และทำความเข้าใจเครื่องมือ AI อย่างลึกซึ้งด้วยตนเอง แนวทางนี้สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่เริ่มนำ AI เข้ามาเป็นแกนหลักของการดำเนินงาน ไม่ใช่แค่โครงการเสริมอีกต่อไป และใครที่ปรับตัวไม่ทันก็อาจเสียเปรียบในตลาดแรงงานยุคนี้
ปัจจุบัน สงครามเครื่องมือ AI สำหรับนักพัฒนากำลังดุเดือด แม้ GitHub Copilot จะเป็นเครื่องมือเรือธงของ Microsoft แต่ก็ต้องเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่อย่าง Cursor และ Windsurf ล่าสุด ข้อมูลจาก Barclays ยังพบว่าในกลุ่มนักพัฒนาบางตลาด ยอดผู้ใช้งานของ Cursor เริ่มแซงหน้า Copilot ไปแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะเป็นเจ้าตลาดก็ยังต้องเร่งปรับตัว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ Copilot จะเป็นกลยุทธ์สำคัญ แต่พนักงาน Microsoft ยังคงได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องมือจากภายนอกบางตัวได้ ตราบใดที่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยของบริษัท เช่น บริการเขียนโค้ดของ Replit
การเร่งผลักดันให้ใช้ AI ภายใน Microsoft เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ซับซ้อนทั้งในแง่การแข่งขันและความร่วมมือในวงการเทคฯ เช่น กรณีการเจรจาระหว่าง Microsoft กับ OpenAI ที่มีรายงานว่า OpenAI อาจสนใจเข้าซื้อกิจการ Windsurf ซึ่งเป็นคู่แข่งของ Copilot แต่ข้อตกลงระหว่าง Microsoft และ OpenAI มีเงื่อนไขที่อาจทำให้ Microsoft เข้าถึงทรัพย์สินทางปัญญาของ Windsurf ได้ด้วย ส่งผลให้เกิดการคัดค้านจากทั้งสองฝ่าย
สำหรับคนทำงานสายเทคฯ และธุรกิจในไทย แนวคิด “AI-first” ของ Microsoft ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่า ทักษะด้าน AI ไม่ได้จำเป็นแค่ในองค์กรข้ามชาติอีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของหลากหลายอาชีพในอนาคต โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในไทย ควรเตรียมพร้อมรับความต้องการใช้ AI ที่จะเพิ่มสูงขึ้นตามเทรนด์โลก ทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยที่กำลังทำ Digital Transformation สามารถนำกรณีของ Microsoft ไปเป็นต้นแบบในการวางนโยบายระดับชาติหรือมาตรการภายในองค์กรได้เช่นกัน
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation ในต่างประเทศมองว่า การบังคับใช้ AI สามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดงานที่ซ้ำซ้อน และเสริมศักยภาพการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล แต่ก็มีคำเตือนว่าช่องว่างทางทักษะ (skill gap) จะยิ่งถ่างกว้างขึ้นระหว่างคนที่เชี่ยวชาญกับคนที่ปรับตัวไม่ทัน ขณะที่นักวิจัยจากภาคการศึกษาก็ชี้ว่า การบังคับใช้อย่างทั่วถึงอาจนำไปสู่ภาวะ “หมดไฟจาก AI” (AI fatigue) และเกิดแรงต่อต้านได้ หากพนักงานไม่ได้รับการฝึกอบรมและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยในไทย เคยมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอให้มีมาตรการพัฒนาทักษะเพื่อรับมือ AI ล่วงหน้า ทั้งในกลุ่มครูและแรงงานทั่วไป เพื่อรองรับยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน (อ่านเพิ่มเติมที่ Bangkok Post)
การเคลื่อนไหวของ Microsoft ครั้งนี้สอดคล้องกับเทรนด์ใหญ่ของโลกที่ปรากฏในงานวิจัยล่าสุดเช่นกัน โดยงานวิจัยจากวารสาร Nature พบว่าสัดส่วนขององค์กรที่นำ AI มาใช้งานเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าในช่วงปี 2563-2566 แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่ชัดเจน การฝึกอบรมที่ต่อเนื่อง และเกณฑ์วัดผลที่โปร่งใส ขณะที่ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า องค์กรที่ลงทุนในการฝึกอบรมและบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงด้าน AI จะมีอัตราการเติบโตของผลิตภาพสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 20% (ข้อมูลจาก OECD AI Policy Observatory)
สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญคือการพัฒนาทุนมนุษย์ด้าน AI โดยศูนย์วิจัย AI ของไทยเคยรายงานว่า ประเทศอาจขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI มากถึง 50,000 คนภายในปี 2570 หากไม่มีการเร่งสร้างทักษะที่จำเป็น (ข้อมูลจาก Thai PBS) การเปลี่ยนแปลงในองค์กรระดับโลกอย่าง Microsoft จึงยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า ทักษะ AI กำลังจะกลายเป็น “ทักษะภาคบังคับ” สำหรับการเติบโตในสายอาชีพและความอยู่รอดของธุรกิจในยุคใหม่
ในอดีต คนไทยขึ้นชื่อเรื่องการปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อมีนโยบายภาครัฐสนับสนุน หรือมีแรงผลักดันจากสถานการณ์โลก เช่น การมาถึงของสมาร์ทโฟนและบริการจ่ายเงินผ่านมือถือที่พลิกโฉมพฤติกรรมผู้คน แม้ครั้งนี้จะเป็นนโยบายภายในขององค์กรยักษ์ใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ด้วยความยืดหยุ่นของคนไทยและภาคธุรกิจ หากได้รับการสนับสนุนด้านการฝึกอบรมและมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ก็ย่อมสามารถปรับตัวได้อย่างแน่นอน
มองไปข้างหน้า คาดว่าองค์กรอื่นๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศจะเริ่มเดินรอยตาม Microsoft จนกระทั่งการใช้ AI กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาตนเองของบุคลากร องค์กรในทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นไอที การเงิน การศึกษา หรือการผลิต จะเล็งเห็นคุณค่าของพนักงานที่สามารถนำ AI มาเสริมประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างชาญฉลาด
สำหรับคนไทย ทางออกจึงชัดเจน คือ ต้องเริ่มเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้าน AI ตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สออนไลน์ หลักสูตรในมหาวิทยาลัย หรือการอบรมภายในบริษัท ฝั่งองค์กรเองก็ควรเริ่มสำรวจว่า AI จะเข้ามาช่วยยกระดับประสิทธิภาพและสร้างนวัตกรรมได้อย่างไร ส่วนพนักงานก็ไม่ควรรอให้กลายเป็นข้อบังคับ แต่ควรเริ่มนำเครื่องมือเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับงานของตนเองได้แล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงจากยุคการทำงานแบบเดิมไปสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด และผู้ที่ปรับตัวได้ก่อนเท่านั้นที่จะเป็นผู้กุมอนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
แหล่งข้อมูล: Business Insider, Bangkok Post, Nature, OECD, Thai PBS