ผลสำรวจระดับโลกชิ้นล่าสุดเผยว่า ปัจจุบันครูเกือบ 3 ใน 10 คน เริ่มใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการทำงานเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งช่วยลดภาระงานของครูได้เฉลี่ยถึง 6 สัปดาห์ต่อปี แนวโน้มนี้กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการเตรียมสอน การตรวจงาน และการดูแลนักเรียนครั้งใหญ่ โดยมี AI เป็นหัวใจสำคัญในการพลิกโฉมห้องเรียน ซึ่งถือเป็นโอกาสและความท้าทายที่วงการศึกษาไทยต้องปรับตัวให้ทัน

ข้อมูลดังกล่าวมาจากรายงานของ Gallup ที่อ้างอิงในบทความล่าสุด สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทในแวดวงการศึกษาทั่วโลกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มครูที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาและรับมือกับภาระงานมหาศาล สำหรับประเทศไทยซึ่งกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนครูและภาระงานเอกสารที่ล้นมือ การเปิดรับเทรนด์ใหม่นี้อาจเป็นคำตอบที่ช่วยยกระดับทั้งคุณภาพการศึกษาและสุขภาวะของครูได้ในระยะยาว

AI ได้กลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญของครูยุคใหม่ เพราะสามารถช่วยลดงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ เช่น การวางแผนการสอน การสร้างแบบทดสอบ หรือการตรวจงาน ทั้งยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยแนะนำและสอนเสริมให้นักเรียนเป็นรายบุคคลได้ ผลสำรวจของ Gallup พบว่าครูที่ใช้ AI เป็นประจำสามารถประหยัดเวลาทำงานได้เฉลี่ยปีละ 6 สัปดาห์ โดยเวลาที่ได้คืนมาส่วนใหญ่มาจากการตรวจงานและจัดการเอกสารที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงการสร้างสื่อการสอนที่สะดวกกว่าเดิม

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ อธิบายว่า “ทุกวันนี้ครูไม่ต้องมานั่งตรวจข้อสอบทีละแผ่น แต่สามารถใช้ AI สร้างข้อเสนอแนะให้นักเรียนแต่ละคนได้ทันที พอเวลาที่ใช้กับงานเอกสารลดลง ครูจึงมีเวลามากขึ้นที่จะใส่ใจนักเรียนแบบตัวต่อตัว ดูแลเด็กที่มีความต้องการแตกต่างกัน และยังมีเวลาไปพัฒนาตัวเองได้อีกด้วย”

ในบริบทของไทย กระทรวงศึกษาธิการและสตาร์ทอัปด้านเทคโนโลยีการศึกษาหลายแห่งได้เริ่มนำร่องใช้เครื่องมือ AI ในห้องเรียนแล้ว โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีความพร้อมด้านอินเทอร์เน็ต ครูในโรงเรียนรัฐบาลหลายแห่งของกรุงเทพฯ ยอมรับว่าโปรแกรม AI ช่วยลดภาระงานเอกสารได้อย่างเห็นผลจริง ขณะที่ครูในพื้นที่ห่างไกลยังคงเผชิญความท้าทายในการเข้าถึงเทคโนโลยีและทักษะดิจิทัลที่ไม่เท่าเทียม

ทัศนคติของสังคมไทยต่อเทคโนโลยีในแวดวงการศึกษาก็กำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นการท่องจำและการสอนโดยมีครูเป็นศูนย์กลาง กระแสการปฏิรูปการศึกษายุคดิจิทัล ซึ่งถูกเร่งปฏิกิริยาขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 ทำให้การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ปัจจุบัน หลายโรงเรียนเริ่มนำ AI มาใช้ช่วยตรวจการบ้าน ตรวจสอบการคัดลอกผลงาน และสร้างสื่อการเรียนรู้แบบอินเทอร์แอคทีฟมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญได้ย้ำเตือนว่า ประโยชน์สูงสุดของ AI จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการฝึกอบรมครูอย่างต่อเนื่องและจัดสรรทรัพยากรอย่างทั่วถึง นักพัฒนาหลักสูตรจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งหนึ่งในภาคกลางกล่าวว่า “ครูไทยจำนวนมากอยากใช้เทคโนโลยี แต่การอบรมพัฒนาวิชาชีพก็ต้องตามให้ทันการเปลี่ยนแปลงของ AI ด้วย ไม่เช่นนั้นช่องว่างระหว่างโรงเรียนที่มีความพร้อมกับโรงเรียนที่ขาดแคลนจะยิ่งถ่างกว้างออกไปอีก”

ประเด็นการใช้ AI ในการศึกษายังคงเป็นที่ถกเถียง ทั้งในหมู่ครูและผู้ปกครอง โดยมีความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของอัลกอริทึม การปกป้องข้อมูลส่วนตัวของนักเรียน และบทบาทของจิตวิญญาณความเป็นครูที่อาจลดทอนลง นักวิเคราะห์นโยบายการศึกษาจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติให้ความเห็นว่า “AI เป็นเครื่องมือแบ่งเบาภาระงานที่จำเจได้ดี แต่ไม่สามารถมาแทนที่หัวใจและความผูกพันระหว่างครูกับนักเรียนได้ การใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือการผสานระบบอัตโนมัติเข้ากับความใส่ใจของมนุษย์”

ขณะที่ครูไทยซึ่งเริ่มทดลองใช้ AI ต่างสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ครูมัธยมศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ท่านหนึ่งเล่าว่า “ตั้งแต่ใช้ AI ก็รู้สึกว่ามีเวลาให้นักเรียนมากขึ้น ไม่ต้องจมอยู่กับกองเอกสารเหมือนเมื่อก่อน ตอนแรกก็ยังลังเล แต่ตอนนี้มองว่า AI เป็นเหมือนผู้ช่วยคู่ใจ ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแย่งงานครู”

ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการชี้ว่ามีโครงการอบรมทักษะดิจิทัลและโครงการนำร่องเพื่อส่งเสริมการใช้ AI ในโรงเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่รายงานของรัฐบาลเมื่อเดือนมกราคม 2567 กลับพบว่า โรงเรียนในไทยยังไม่ถึงครึ่งที่นำแพลตฟอร์ม EdTech มาใช้นอกเหนือจากการเรียนออนไลน์ขั้นพื้นฐาน

ในระดับนานาชาติ รายงานของ Gallup ระบุว่ากลุ่มประเทศที่ครูใช้ AI ในสัดส่วนสูงมักเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งและมีนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง สำหรับประเทศไทย หากต้องการให้ครูได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างทัดเทียม จำเป็นต้องลงทุนอย่างจริงจังในการพัฒนาครู การเข้าถึงอุปกรณ์ และการปรับหลักสูตรให้สอดรับกับยุคดิจิทัล

ในวันที่ระบบการศึกษาไทยต้องเผชิญความท้าทายทั้งด้านประชากรและเศรษฐกิจ การนำ AI มาใช้อย่างชาญฉลาดอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นสำหรับคนไทยรุ่นต่อไป

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่า การพัฒนาทักษะดิจิทัลอย่างไม่หยุดนิ่ง การปฏิรูปนโยบาย และความร่วมมือกับภาคเอกชน คือปัจจัยชี้ขาดที่จะดึงศักยภาพของ AI มาใช้ในห้องเรียนไทยให้ได้มากที่สุด โดยมีข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมดังนี้

  • ขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกโรงเรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีได้
  • จัดอบรมครูเกี่ยวกับการใช้ AI อย่างต่อเนื่อง พร้อมปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านการเป็นพลเมืองดิจิทัล
  • สนับสนุนสตาร์ทอัป EdTech ของไทยให้พัฒนาเครื่องมือ AI ที่สอดคล้องกับบริบทภาษาและหลักสูตรของประเทศ
  • สร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นด้าน AI ความเป็นส่วนตัว และจริยธรรมทางการศึกษา

สำหรับครูไทย การเปิดใจเรียนรู้เกี่ยวกับ AI การเข้าร่วมโครงการนำร่อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้พัฒนา จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เทคโนโลยีกลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในภารกิจสร้างอนาคตของชาติ

หากต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติมในหัวข้อนี้ สามารถศึกษาได้จาก บทความข่าวของ Gallup, แนวปฏิบัติของ UNESCO ด้าน AI ในการศึกษา และ รายงานโครงการนำร่อง EdTech ของกระทรวงศึกษาธิการ