หลายคนคงคิดว่า หากต้องห่างจากกิจกรรมที่รักหรือคนรู้ใจไปนานเป็นปี ๆ เมื่อโอกาสกลับมาอยู่ตรงหน้า เราคงรีบคว้าไว้ทันที แต่ผลการศึกษาล่าสุดกลับชี้ไปในทางตรงกันข้าม เพราะยิ่งคิดถึงมากเท่าไหร่ ก็อาจยิ่งนำไปสู่การผัดวันประกันพรุ่ง ตั้งใจเลื่อนช่วงเวลาดี ๆ ออกไป เพียงเพื่อรอให้การกลับมาพบกันครั้งนั้น “พิเศษ” ยิ่งกว่าเดิม งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร PNAS Nexus และสรุปโดย Neuroscience News เผยให้เห็นความเชื่อมโยงซ่อนเร้นระหว่างความสุขและการผัดวันประกันพรุ่ง ซึ่งส่งผลกระทบสำคัญต่อชีวิตและความสัมพันธ์ของเราอย่างไม่น่าเชื่อ

ปรากฏการณ์นี้อาจฟังดูคุ้น ๆ สำหรับคนไทย โดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด-19 ที่เราต้องห่างหายจากกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นมื้อค่ำกับครอบครัวใหญ่ หรือการรวมญาติในเทศกาลสงกรานต์ ข้อมูลนี้จึงท้าทายความเข้าใจเดิม ๆ เกี่ยวกับแรงจูงใจของมนุษย์ และชวนให้เราสำรวจอุปสรรคในใจที่ทำให้เราลังเลจะคว้าโอกาสดี ๆ ที่หวนกลับมา

งานวิจัยนี้ดำเนินการโดยทีมนักวิทยาศาสตร์พฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตั้งคำถามว่า ทำไมคนเราถึงลังเลหรือขาดความกระตือรือร้นที่จะกลับไปทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ทั้งที่ไม่มีอุปสรรคภายนอกมาขวางกั้น จากการสำรวจและทดลองหลายครั้ง พวกเขาพบรูปแบบที่น่าสนใจคือ ยิ่งเราห่างจากกิจกรรมหรือความสัมพันธ์ที่เคยสร้างความสุขเป็นเวลานานเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะรีบกลับไปหาสิ่งนั้นกลับยิ่งน้อยลง ที่สำคัญ การเลื่อนออกไปนี้ไม่ได้เกิดจากความกลัว แต่มาจากการพยายามสร้าง “พิธีกรรม” ทางใจ เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุด ทำให้การกลับมาครั้งนั้นน่าจดจำไม่รู้ลืม

หนึ่งในการทดลองที่เห็นภาพชัด คือการให้นักศึกษามหาวิทยาลัยกว่า 200 คน เลือกระหว่างการส่งข้อความขอบคุณเพื่อนกับการทำงานเอกสารที่น่าเบื่อ ผลปรากฏว่ากลุ่มที่เพิ่งคุยกับเพื่อนไปเมื่อสัปดาห์ก่อน มีถึง 55% ที่เลือกจะส่งข้อความเพื่อสานสัมพันธ์ต่อ ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้คุยกับเพื่อนมานานกว่าหนึ่งปี มีเพียง 41% เท่านั้นที่เลือกทำเช่นเดียวกัน ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่า ยิ่งห่างกันนาน “ช่องว่างทางเวลา” ก็ยิ่งกลายเป็นกำแพงทางใจที่ขวางกั้นแม้กระทั่งเรื่องน่ายินดี

ลักษณะเดียวกันนี้ยังพบในการสำรวจระดับชาติในสหรัฐฯ ช่วงหลังการล็อกดาวน์จากโควิด-19 ผู้ที่รู้สึกว่าห่างหายจากกิจกรรมโปรด เช่น การไปทานข้าวนอกบ้าน ดูหนัง หรือเยี่ยมครอบครัวมานาน กลับมีแนวโน้มที่จะรอก่อน ไม่รีบร้อนกลับไปทำสิ่งเหล่านั้นทันที โดยให้เหตุผลว่าอยากรอให้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะจริง ๆ ซึ่งสวนทางกับความเชื่อที่ว่าคนเราจะรีบโหยหาและเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในทันที ทีมวิจัยระบุว่า “สำหรับหลายคน ช่วงเวลานั้นกลับยังไม่พิเศษพอ”

เมื่อเจาะลึกลงไปถึงเหตุผล คนส่วนใหญ่ตอบว่าต้องการให้การกลับไปทำสิ่งนั้นมีความหมายเหมือน “การเฉลิมฉลอง” มากกว่าเป็นเพียงกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ผลที่ตามมาคือ บางคนกลับติดอยู่ในวังวนของการผัดวันประกันพรุ่ง แม้จะโหยหาและคิดถึงสิ่งนั้นมากเพียงใด จนสุดท้ายก็พลาดโอกาสที่จะได้ใช้เวลาดี ๆ อย่างที่ใจต้องการ

งานวิจัยนี้จึงช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมทั้งในระดับบุคคลและปรากฏการณ์ทางสังคมในบริบทไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในครอบครัว มิตรภาพ และชุมชนอย่างยิ่ง นักวิทยาศาสตร์พฤติกรรมชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไทยบางส่วนลังเลที่จะฟื้นฟูประเพณีหรือกลับไปพบปะญาติมิตรหลังห่างหายไปนาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือหลังเกิดเหตุการณ์สำคัญอย่างโรคระบาด

นักจิตวิทยาอาวุโสจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ ให้ความเห็นว่า “ในสังคมไทย เรามีแนวคิดเรื่อง ‘วันพิเศษ’ หรือ ‘ฤกษ์ยามที่ดี’ ที่อยากให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบในวาระสำคัญ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นอีกด้านว่า ความคิดเช่นนี้ก็มีข้อเสียเหมือนกัน เพราะเราอาจมัวแต่รอโอกาสที่สมบูรณ์แบบจนมันไม่เคยมาถึง” ความเห็นดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างค่านิยมแบบไทยกับจิตวิทยาสากลได้เป็นอย่างดี

ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและจิตวิทยาสังคม และยิ่งเด่นชัดขึ้นในสังคมไทยช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่การรวมตัวในเทศกาลใหญ่ ๆ ทำไม่ได้ ความโหยหาที่จะได้พบหน้ากันจึงเพิ่มทวีคูณ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย กลับเกิดความลังเลใจ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความต้องการให้การกลับมาเจอกันนั้นยิ่งใหญ่หรือสมบูรณ์แบบ ปรากฏการณ์นี้อาจเกี่ยวโยงกับแนวคิดเรื่องหน้าตาทางสังคมและความเกรงใจแบบไทย ๆ ที่ทำให้การนัดหมายแต่ละครั้งต้องคิดอย่างรอบคอบ (Neuroscience News)

ในมิติสาธารณสุข งานวิจัยนี้ยังช่วยอธิบายพฤติกรรมการเก็บตัวและความล่าช้าในการขอความช่วยเหลือทางใจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการเว้นระยะห่างทางสังคม วังวนของความคิดถึงที่นำไปสู่การผัดวันประกันพรุ่ง อาจส่งผลให้เกิดความเหงาเรื้อรัง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังหรือขาดคนดูแล เจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขให้ข้อมูลว่า “ภาวะเช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิตของกลุ่มเสี่ยง การทำความเข้าใจกลไกทางใจนี้จะช่วยให้เราออกแบบแคมเปญที่กระตุ้นให้คนกลับมาเชื่อมต่อกันได้ โดยไม่ต้องรอจังหวะที่สมบูรณ์แบบ”

ต้นตอของพฤติกรรมนี้อยู่ที่มุมมองของเราที่มองว่าการกลับมาต้องเป็นเหตุการณ์ที่พิเศษสุด ๆ แต่หากเราถูกกระตุ้นให้เห็นว่า “ทุกโอกาสในการกลับมาเจอกันล้วนมีความหมาย” โดยไม่ต้องตั้งเป้าให้สูงเกินจริง แนวโน้มที่จะเลื่อนการพบปะก็จะลดลง กล่าวคือ แค่เปลี่ยนมุมมอง ก็อาจช่วยให้เรากล้าลงมือทำในสิ่งที่รอคอยได้เร็วขึ้น

แม้กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยจะเป็นชาวอเมริกัน แต่บทเรียนที่ได้กลับสะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยอย่างน่าสนใจ นักวิชาการวิเคราะห์ว่า ค่านิยมแบบไทย เช่น “สนุก” (การแสวงหาความรื่นเริง) หรือ “เกรงใจ” อาจเป็นได้ทั้งตัวส่งเสริมและขัดขวางการกลับมาสานสัมพันธ์ ตัวอย่างเช่น ความตั้งใจที่จะจัดงานรวมญาติให้สมบูรณ์แบบที่สุด อาจกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้การพบปะแต่ละครั้งยิ่งห่างไกลออกไป โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่ชีวิตเต็มไปด้วยความซับซ้อน

นักวิจัยเตือนว่า ผลกระทบของการ “รอความสุข” หรือ “joy delay” นี้ มักจะยืดเยื้อ เพราะยิ่งรอนาน การเชื่อมต่อทางอารมณ์ก็ยิ่งทำได้ยาก และอาจแปรเปลี่ยนเป็นการหลีกเลี่ยงในที่สุด แม้ว่าใจจริงจะยังปรารถนาอยู่ก็ตาม สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับความวิตกกังวล ความโศกเศร้า หรือภาวะซึมเศร้า เพราะการพลาดโอกาสดี ๆ อาจยิ่งตอกย้ำความรู้สึกห่างเหินในใจ

หากมองย้อนในประวัติศาสตร์ไทย เราจะเห็นปรากฏการณ์นี้ได้เช่นกัน เช่น หลังเหตุการณ์สึนามิปี พ.ศ. 2547 ชุมชนหลายแห่งในภาคใต้ลังเลที่จะกลับมาจัดงานรื่นเริงสำคัญของหมู่บ้าน บางครอบครัวถึงกับบอกว่า “ยังไม่ถึงเวลาที่จะเฉลิมฉลอง” เช่นเดียวกับหลังเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ๆ ที่สังคมมักต้องการระยะเวลาทำใจจนกว่าจะรู้สึกว่า “เหมาะสม” ที่จะกลับมารื่นเริงอีกครั้ง

ข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญคือการค่อย ๆ ปรับมุมมอง และตระหนักว่าการกลับไปสานสัมพันธ์เป็นสิ่งที่ดีและมีความหมายได้เสมอ ไม่จำเป็นต้องรอวาระพิเศษ ผู้นำชุมชน ผู้จัดกิจกรรม หรือบุคลากรสาธารณสุข อาจช่วยสร้างโอกาสในการพบปะที่เรียบง่าย ไม่ต้องเตรียมการมาก เพื่อให้ทุกคนเข้าร่วมได้บ่อยขึ้น สำหรับครอบครัวไทย อาจเริ่มจากการพูดคุยผ่านกิจกรรมเล็ก ๆ โดยไม่ต้องรอให้ถึงเทศกาลใหญ่เพียงอย่างเดียว

สำหรับองค์กรและสถาบันการศึกษาในไทย ที่มักเลื่อนงานสังสรรค์หรืองานเลี้ยงรุ่นออกไปเพราะอยากให้ทุกอย่างออกมาดูดีที่สุด งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคทางใจที่เกิดขึ้นและวิธีรับมือกับมัน บุคลากรฝ่ายบุคคลของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในไทยเสนอว่า “บางครั้งแค่การได้ดื่มกาแฟหรือพูดคุยกันสั้น ๆ ก็นับเป็นการเชื่อมต่อที่มีความหมายแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกอย่างพร้อมหรือยิ่งใหญ่เสมอไป หัวใจสำคัญคือการหาทางกลับมาเชื่อมโยงกันอีกครั้ง”

ในชีวิตประจำวัน เราอาจลองเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ เช่น ส่งข้อความทักทายเพื่อนเก่า นัดดื่มกาแฟแบบไม่ต้องมีวาระพิเศษ หรือใช้เทคโนโลยีอย่าง LINE Group หรือ Facebook เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในช่วงที่ยังหาเวลาเจอกันยาก

ผลกระทบของ “การรอความสุข” นี้ ชวนให้เราขบคิดถึงจังหวะ ความหมาย และการใช้ชีวิต ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาธรรมเนียมอันดีงามกับการคว้าโอกาสในแต่ละวัน ในยุคที่โลกกำลังฟื้นตัว คนไทยอาจได้แรงบันดาลใจจากบทเรียนที่ว่า บางที…จังหวะที่ดีที่สุดอาจเป็นโอกาสที่อยู่ตรงหน้าเราในขณะนี้เอง

สำหรับใครก็ตามที่เคยรู้สึกว่ากำลังเฝ้ารอ “เวลาที่เหมาะสม” เพื่อกลับไปหาสิ่งที่รักหรือคนสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญอยากให้เรากล้าลงมือทำ อย่ารอเพียงโอกาสพิเศษ เพราะทุกนาทีต่อจากนี้สามารถสร้างความทรงจำใหม่ได้เสมอ เพราะความสุขของการได้กลับมาเจอกันอีกครั้งนั้น แท้จริงแล้วอาจขึ้นอยู่กับ “การเริ่มต้น” ไม่ใช่ “จังหวะเวลา” ที่สมบูรณ์แบบ

อ่านงานวิจัยต้นฉบับและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: Neuroscience News ; PNAS Nexus “Lost time undermines return behavior”