ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ข้าพเจ้าได้รับจ้างเลี้ยงโคของคนเหล่าอื่น ต่อมามีสมณะมาหาข้าพเจ้า โคทั้งหลายได้ไปกินถั่วราชมาษ ข้าพเจ้าต้องกระทำกิจสองอย่างในวันนี้ ท่านเจ้าข้า ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้คิดอย่างนั้น ภายหลังกลับได้สัญญา ความสำคัญโดยแยบคาย จึงวางห่อขนมสดลงในมือพระเถระ พร้อมกับกล่าวว่า ข้าพเจ้าถวาย เจ้าข้า.

โคปาลวิมาน

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๖. โคปาลวิมาน

ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่คนเลี้ยงโคผู้ถวายขนมแด่ภิกษุ

             (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า)

             [๑๑๕๙] ภิกษุรูปหนึ่งเห็นเทวดาแล้ว สอบถามว่า ท่านสวมเครื่องประดับข้อมือ มีบริวารยศ รุ่งเรืองอยู่ในวิมานสูงซึ่งตั้งอยู่ชั่วกาลนาน เหมือนจันทเทพบุตรรุ่งเรืองอยู่ในทิพยวิมาน

             [๑๑๖๐] ท่านประดับแล้ว ทัดทรงดอกไม้ ทรงพัสตราภรณ์สวยงาม ใส่ต่างหูงดงาม ตัดผมโกนหนวดเรียบร้อย สวมเครื่องประดับข้อมือ มีบริวารยศ รุ่งเรืองอยู่ในทิพยวิมานดังดวงจันทร์

             [๑๑๖๑] อนึ่ง ทวยเทพพากันมาบรรเลงพิณทิพย์ดังไพเราะ และเทพกัญญา ๖๔,๐๐๐ นางมีรูปงาม ท่องเที่ยวไปมาอย่างสำราญในภพดาวดึงส์ มีสมบัติมากมาย เป็นผู้ชำนาญการ พากันมาฟ้อนรำขับร้อง ให้ความบันเทิงใจอยู่

             [๑๑๖๒] ท่านได้บรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้

             [๑๑๖๓] เทพบุตรนั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า

             [๑๑๖๔] เมื่อข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ รับจ้างเลี้ยงโคนมทั้งหลายของคนเหล่าอื่น ต่อมามีสมณะมาหาข้าพเจ้า และฝูงโคได้พากันไปเพื่อจะกินถั่วราชมาส

             [๑๑๖๕] อนึ่ง วันนี้ข้าพเจ้าต้องทำกิจสองอย่างควบคู่กันไป ท่านขอรับ ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้คิดอย่างนั้นแหละ แต่นั้นจึงกลับได้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง จึงวางห่อขนมถวายในมือพร้อมกับกราบเรียนว่า ผมขอถวาย ขอรับ

             [๑๑๖๖] ข้าพเจ้านั้นรีบรุดไปยังไร่ถั่วราชมาส ก่อนที่ไร่ถั่วราชมาสซึ่งเป็นทรัพย์สินของเจ้าของไร่จะถูกฝูงโคทำลาย ณ ที่นั้น งูเห่ามีพิษร้ายได้กัดเท้าข้าพเจ้าผู้กำลังรีบด่วน

             [๑๑๖๗] ข้าพเจ้านั้นถูกความทุกข์เบียดเบียนบีบคั้น และภิกษุได้แก้ห่อขนมนั้นออก แล้วฉันขนมเพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตายเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วตายไปเกิดเป็นเทวดา

             [๑๑๖๘] ข้าพเจ้ากระทำกุศลกรรมนั้นไว้เท่านี้ ตนเองจึงได้เสวยผลกรรมที่นำความสุขมาให้ เพราะพระคุณเจ้าอนุเคราะห์ไว้มากแล้ว ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระคุณเจ้าด้วยความกตัญญู

             [๑๑๖๙] ในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลกและมารโลก ไม่มีมุนีท่านอื่นผู้อนุเคราะห์เช่นกับพระคุณเจ้า เพราะพระคุณเจ้าอนุเคราะห์ไว้มากแล้ว ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระคุณเจ้าด้วยความกตัญญู

             [๑๑๗๐] อนึ่ง ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกหน้า ไม่มีมุนีท่านอื่นผู้อนุเคราะห์เช่นกับพระคุณเจ้า เพราะพระคุณเจ้าอนุเคราะห์ไว้มากแล้ว ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระคุณเจ้าด้วยความกตัญญู

โคปาลวิมานที่ ๖ จบ

---------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗

๖. โคปาลวิมาน

               อรรถกถาโคปาลวิมาน               

               โคปาลวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์.
               สมัยนั้น คนเลี้ยงโคชาวราชคฤห์คนหนึ่ง ถือขนมสดที่ห่อด้วยผ้าเก่าเพื่อเป็นอาหารเช้า ออกจากเมืองไปถึงโคจรภูมิซึ่งเป็นที่เที่ยวไปของแม่โคทั้งหลาย.
               ท่านพระมหาโมคคัลลานะทราบว่า เขาผู้นี้จักตายในบัดนี้เอง และจักเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพราะถวายขนมสดแก่เรา ดังนี้ จึงได้ไปใกล้เขา.
               เขาดูเวลาแล้วประสงค์จะถวายขนมสดแด่พระเถระ ขณะนั้นแม่โคทั้งหลายเข้าไปยังไร่ถั่ว
               ครั้งนั้น คนเลี้ยงโคคิดว่า เราควรจะถวายขนมสดแด่พระเถระ หรือว่าควรจะไล่แม่โคทั้งหลายออกจากไร่ถั่ว
               ตอนนั้นเขาคิดว่า พวกเจ้าของไร่ถั่วจงทำกะเราตามที่ต้องการเถิด แต่เมื่อพระเถระไปเสียแล้ว เราจะไม่ได้ถวายขนมสด เอาเถิด เราจักถวายขนมสดแด่พระผู้เป็นเจ้าก่อนละ ได้นำขนมสดนั้นเข้าถวายแด่พระเถระ.
               พระเถระรับเพื่ออนุเคราะห์เขา.
               ขณะที่เขาวิ่งไปโดยเร็วเพื่อจะไล่ต้อนแม่โคทั้งหลายให้กลับ มิทันได้พิจารณาถึงอันตราย งูพิษที่ถูกเขาเหยียบก็กัดเอา แม้พระเถระเมื่ออนุเคราะห์เขา ก็เริ่มฉันขนมสดนั้น คนเลี้ยงโคต้อนแม่โคทั้งหลายกลับมาแล้ว เห็นพระเถระกำลังฉันขนมอยู่ มีจิตเลื่อมใสนั่งเสวยปีติโสมนัสอย่างยิ่ง พิษงูแล่นท่วมทั่วสรีระของเขาในขณะนั้นเอง เมื่อพิษแล่นถึงศีรษะ เขาตายในครู่นั้นแหละ ครั้นตายแล้ว เขาไปบังเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
               ท่านพระมหาโมคคัลลานะไปพบเขาจึงไต่ถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
               ภิกษุเห็นเทพบุตรผู้สวมเครื่องประดับมือ ผู้มียศ ในวิมานสูง ซึ่งตั้งอยู่สิ้นกาลนาน รุ่งโรจน์อยู่ในทิพยวิมาน ดุจพระจันทร์ จึงไต่ถามว่า
               ท่านเป็นผู้ประดับองค์ ทรงมาลัย มีพัสตราภรณ์สวย มีกุณฑลงาม แต่งผมและหนวดแล้ว สวมเครื่องประดับมือ มียศ รุ่งโรจน์อยู่ในทิพยวิมาน เหมือนพระจันทร์ พิณทิพย์ทั้งหลายก็บรรเลงไพเราะ เหล่าเทพอัปสรชั้นไตรทศจำนวน ๖๔,๐๐๐ ล้วนแต่คนดี ผู้ชำนาญศิลป์ พากันฟ้อนรำขับร้องทำความบันเทิงอยู่
               ท่านบรรลุเทพฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรแม้นั้น ก็ได้พยากรณ์แก่พระมหาโมคคัลลานเถระนั้นว่า
               เทพบุตรนั้นถูกพระโมคคัลลานะถามแล้วดีใจ ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
               ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ข้าพเจ้าได้รับจ้างเลี้ยงโคของคนเหล่าอื่น ต่อมามีสมณะมาหาข้าพเจ้า โคทั้งหลายได้ไปกินถั่วราชมาษ ข้าพเจ้าต้องกระทำกิจสองอย่างในวันนี้ ท่านเจ้าข้า ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้คิดอย่างนั้น ภายหลังกลับได้สัญญา ความสำคัญโดยแยบคาย จึงวางห่อขนมสดลงในมือพระเถระ พร้อมกับกล่าวว่า ข้าพเจ้าถวาย เจ้าข้า.
               ข้าพเจ้านั้นได้รีบรุดไปไร่ถั่ว ก่อนที่ไร่ถั่วซึ่งเป็นทรัพย์ของเจ้าของจะถูกฝูงโคทำลาย ณ ที่นั้น งูเห่ามีพิษมากได้กัดเท้าของข้าพเจ้าผู้กำลังเร่งรีบไป ข้าพเจ้าถูกความทุกข์เบียดเบียนบีบคั้น และภิกษุได้ฉันขนมสดที่ข้าพเจ้าถวายนั้นเอง เพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากระทำกาลกิริยาตายไปจุติจากอัตภาพนั้น บังเกิดเป็นเทวดา. กุศลกรรมนั้นเอง ข้าพเจ้ากระทำไว้ ข้าพเจ้าจึงได้เสวยผลกรรมอันเป็นสุขด้วยตนเอง เจ้าข้า.
               พระคุณเจ้าอนุเคราะห์ข้าพเจ้ามากแล้ว ข้าพเจ้าขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วยความเป็นผู้กตัญญู ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกและมารโลก ไม่มีมุนีอื่นที่อนุเคราะห์ยิ่งกว่าพระคุณเจ้า ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้าอนุเคราะห์ข้าพเจ้ามากแล้ว ข้าพเจ้าขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วยความเป็นผู้กตัญญู ในโลกนี้หรือในโลกอื่น ไม่มุนีอื่นที่อนุเคราะห์ยิ่งกว่าพระคุณเจ้า ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้าอนุเคราะห์ข้าพเจ้ามากแล้ว ข้าพเจ้าขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วยความเป็นผู้กตัญญู.
               ครั้งนั้น ท่านพระโมคคัลลานะได้กราบทูลเรื่องนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ตามทำนองที่ตนและเทพบุตรพูดกัน.
               คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.


               จบอรรถกถาโคปาลวิมาน               
               -----------------------------------------------------