วิกฤตสุขภาพจิตในหมู่อาจารย์มหาวิทยาลัยกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง งานวิจัยล่าสุดเผยว่าภาระงานที่ “หนักหนาสาหัส” และความคาดหวังที่สูงขึ้น กำลังบั่นทอนสุขภาพของบุคลากรสายวิชาการทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ผลการศึกษาจาก Times Higher Education ชี้ให้เห็นภาพตรงกันว่า ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเกินวันละ 9 ชั่วโมงกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัย ทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเลือนรางลง นำไปสู่ความเครียดและปัญหาสุขภาพมากมาย ขณะที่ข้อมูลจากไทยก็สะท้อนภาพที่ไม่ต่างกัน ทั้งอัตราภาวะหมดไฟและความเครียดที่พุ่งสูงจนน่ากังวล ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่ออนาคตของแวดวงอุดมศึกษาและคุณภาพชีวิตของผู้สอน

แม้ในอดีตอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยจะมาพร้อมสวัสดิการที่ดีกว่าอาชีพอื่น แต่เมื่อเทียบกับภาระงานที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน แรงจูงใจเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะไม่สมดุลกับความเป็นจริงอีกต่อไป ทุกวันนี้อาจารย์ต้องสวมหมวกหลายใบ ทั้งสอนหนังสือ ทำวิจัย ดูแลนักศึกษา วิ่งเต้นหาทุน ไปจนถึงจัดการงานเอกสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายคนรู้สึกไม่พอใจกับค่าตอบแทนและสภาพการทำงาน อีกทั้งยังชี้ว่าการขาดสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวได้ส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ตลอดจนคุณภาพการสอนและการดูแลนักศึกษา

วิกฤตในรั้วอุดมศึกษาไทย

ปัจจุบัน วงการอุดมศึกษาไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนนักศึกษา การเร่งสร้างผลงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ หรือการผลักดันมหาวิทยาลัยสู่เวทีโลก ทำให้ปัญหาภาระงานของอาจารย์ในไทยเริ่มคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งปริมาณงานที่หนักอึ้ง การสนับสนุนที่ไม่เพียงพอ และจำนวนอาจารย์ที่ต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งย่อมส่งผลเป็นโดมิโนต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศ

ผลวิจัยในไทยตอกย้ำวิกฤต

งานวิจัยเชิงสำรวจล่าสุด (อ่านเพิ่มเติม: Burnout and well-being among higher education teachers: Influencing factors of burnout) ที่เก็บข้อมูลจากอาจารย์มหาวิทยาลัยกว่า 410 คนทั่วประเทศ พบว่าส่วนใหญ่ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมีจำนวนไม่น้อยที่ต้องทำงานวันละ 9 ชั่วโมง ติดต่อกัน 6 วันต่อสัปดาห์ ภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์ (emotional exhaustion) ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญของภาวะหมดไฟ พบในกลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 36 ขณะที่อาการเฉยชาและตีตัวออกห่างจากคนรอบข้าง (depersonalization) พบเกือบร้อยละ 30 และที่น่าตกใจที่สุด คืออาจารย์เกือบ 9 ใน 10 คน (ร้อยละ 89) รู้สึกว่าตนเองไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การสอนเลย ซึ่งสะท้อนถึงความรู้สึกไร้ประสิทธิภาพและขาดแรงบันดาลใจในการทำงานอย่างรุนแรง

ผลกระทบต่อสุขภาพที่หนักกว่าที่เห็น

อาจารย์ที่ตกอยู่ในภาวะหมดไฟไม่ได้เผชิญแค่ปัญหาสุขภาพจิต แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ปัญหานอนไม่หลับ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไปจนถึงภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล โดยพบความเชื่อมโยงชัดเจนว่ายิ่งชั่วโมงการทำงานยาวนานเท่าไร คุณภาพชีวิตก็ยิ่งลดลงเท่านั้น ขณะเดียวกัน สุขภาวะทางจิตซึ่งวัดจากความพึงพอใจในชีวิตและความสามารถในการจัดการความเครียด ก็มีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับความเหนื่อยล้าทางอารมณ์และสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน

ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในไทยหรือเฉพาะสายวิชาการเท่านั้น งานวิจัยจากเยอรมนี (BMC Psychology) พบว่าอัตราการหมดไฟในนักศึกษาบางสาขาสูงถึงร้อยละ 70 ซึ่งสะท้อนว่าอาจารย์ผู้สอนก็มีความเสี่ยงสูงไม่แพ้กัน ภาวะหมดไฟซึ่งประกอบด้วยความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ การแยกตัว และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง ย่อมส่งผลเสียทั้งต่อตัวบุคคลและองค์กรโดยรวม

เสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารไทย

นักจิตวิทยาได้ออกมาเตือนว่าภาวะเช่นนี้นำไปสู่ “วงจรอุบาทว์” กล่าวคือ เมื่อทำงานหนักจนร่างกายอ่อนล้า จะส่งผลให้นอนหลับยาก ความสามารถในการรับมือกับความเครียดจึงลดลง และทำให้ปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรังยิ่งขึ้น ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวเวชศาสตร์ของไทยก็ยอมรับว่า จำนวนอาจารย์ที่เข้ามาปรึกษาเรื่องอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง นอนไม่หลับ และวิตกกังวลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงระบบการทำงานในมหาวิทยาลัยควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ในระดับบุคคล

ด้านผู้บริหารมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสถาบันชั้นนำ ยอมรับว่าเป้าหมายการวิจัยระดับชาติและมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษา ได้เพิ่มภาระงานเอกสารให้อาจารย์อย่างมหาศาล โดยที่แทบไม่มีการเพิ่มอัตรากำลังหรือทรัพยากรสนับสนุน ซึ่งอาจนำไปสู่การด้อยคุณภาพทั้งในแง่ผลงานวิชาการและคุณภาพชีวิตของบุคลากร แม้ภาครัฐจะเริ่มมีมาตรการลดขั้นตอนงานเอกสาร ขยายบริการให้คำปรึกษา และรณรงค์เรื่องสมดุลชีวิตและการทำงาน แต่สถานการณ์โดยรวมยังต้องการการขับเคลื่อนที่จริงจังและต่อเนื่อง

บริบทไทยและความท้าทายทางวัฒนธรรม

บริบทของสังคมไทยมีความพิเศษเฉพาะตัว จากวัฒนธรรมที่ให้ความเคารพในอาชีพครูบาอาจารย์อย่างสูง ทำให้อาจารย์หลายคนรู้สึกผูกพันกับความรับผิดชอบต่อนักศึกษาจนยากที่จะปฏิเสธภาระงานหรือหาเวลาพักผ่อน นอกจากนี้ วัฒนธรรมแบบกลุ่มที่แม้จะช่วยสร้างเครือข่ายเกื้อกูลกัน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจทำให้หลายคนไม่กล้าเปิดเผยความทุกข์ใจของตนเอง เพราะกลัวถูกมองว่าอ่อนแอ ส่งผลให้บางคนต้องอดทนต่อสภาวะกดดันจนปัญหาสุขภาพลุกลามบานปลาย

เสียงเรียกร้องจากทั่วโลกและข้อเสนอเชิงระบบ

ทั่วโลกเริ่มตื่นตัวกับวิกฤตนี้มากขึ้น โดยองค์กรแรงงานและสหภาพวิชาชีพต่างออกมาเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างองค์กร ลดชั่วโมงการทำงาน สร้างทางเลือกการทำงานที่ยืดหยุ่น และเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต ข้อมูลจากออสเตรเลีย อังกฤษ และไทย ต่างสะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า การพึ่งพาเพียง “ความอดทนส่วนบุคคล” นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป และจำเป็นต้องมีการแก้ไขที่ระบบการทำงานโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากสถานการณ์ในไทยยังไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจัง เราอาจได้เห็นคลื่นการลาออกก่อนเกษียณหรือการสูญเสียบุคลากรคุณภาพสูง ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะ “สมองไหล” และส่งผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาโดยตรง เพราะประสิทธิภาพของอาจารย์ย่อมผูกติดกับคุณภาพการสอนอย่างแยกไม่ออก

ทางออกที่เริ่มต้นได้ทันที

นักวิจัยเสนอให้มหาวิทยาลัยไทยประเมินภาระงานของบุคลากรอย่างจริงจัง ทบทวนและลดขั้นตอนงานเอกสารที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งลงทุนในการพัฒนาศักยภาพและจัดหาบริการด้านสุขภาพจิตให้ทั่วถึง นอกจากนี้ ควรเปิดโอกาสให้อาจารย์ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรและมาตรฐานคุณภาพ เพื่อสร้างการทำงานที่มีเป้าหมายร่วมกัน การสร้างเครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อนหรือกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้พูดคุยเรื่องสุขภาพจิตได้อย่างปลอดภัยและไร้อคติก็เป็นสิ่งสำคัญ ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลก็สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและส่งเสริมการบริหารเวลาให้ดีขึ้น

ที่สำคัญที่สุด ผู้กำหนดนโยบายต้องมองว่าสุขภาวะของคณาจารย์คือ “หัวใจ” ของการพัฒนาการศึกษาในระยะยาว ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย ดังข้อสังเกตของคณะทำงานปฏิรูปอุดมศึกษาไทยที่ว่า “สุขภาวะที่ดีไม่ใช่ของแถม แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน” การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานและการเติบโตอย่างปลอดภัยจึงต้องอาศัยการขับเคลื่อนอย่างจริงจังและความรับผิดชอบในระดับสถาบัน

สำหรับอาจารย์ไทยที่กำลังเผชิญกับภาระงานล้นมือ สิ่งที่ทำได้ทันทีคือการกำหนดขอบเขตเวลาทำงานให้ชัดเจน พยายามไม่ทำงานล่วงเวลา ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน และใช้บริการสายด่วนหรือโปรแกรมดูแลสุขภาพจิตที่มหาวิทยาลัยจัดหาให้ ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารก็ควรพิจารณาปรับแก้เงื่อนไขที่ผลักภาระงานให้สูงขึ้น และลงทุนในระบบสนับสนุนที่ดูแลทั้งผลงานและคุณภาพชีวิตของบุคลากรไปพร้อมกัน

สรุป

งานวิจัยล่าสุดชี้ชัดว่า ภาระงานที่หนักหน่วงในสายวิชาการกำลังคุกคามทั้งสุขภาพของบุคลากรและคุณภาพขององค์กร แต่หากทุกฝ่ายยอมรับปัญหานี้ เรียนรู้จากประสบการณ์ของนานาชาติ และร่วมมือกันปรับปรุงระบบอย่างจริงจัง วงการอุดมศึกษาไทยก็ย่อมสามารถสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเปี่ยมด้วยสุขภาวะที่ดีได้อย่างแน่นอน


แหล่งข้อมูล: