งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Family Medicine เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 เผยข้อมูลที่อาจสั่นคลอนความเชื่อเดิมๆ ในแวดวงสาธารณสุข โดยพบว่าเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat Percentage: BF%) สามารถทำนายความเสี่ยงการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แม่นยำกว่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่วัย 20–49 ปี ข้อมูลใหม่นี้อาจถึงเวลาที่บุคลากรทางการแพทย์และหน่วยงานด้านสุขภาพของไทยต้องหันมาทบทวนแนวทางการประเมินโรคอ้วนและความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนไทยครั้งใหญ่
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ BMI ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการคัดกรองภาวะอ้วนตามสถานพยาบาลทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพประจำปี โปรแกรมสุขภาพในองค์กร หรือการสำรวจระดับชาติ อย่างไรก็ตาม BMI ซึ่งคำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูงเท่านั้น ก็ตกเป็นเป้าวิจารณ์มาตลอดว่าไม่สามารถจำแนกมวลกล้ามเนื้อและไขมันออกจากกันได้ ข้อจำกัดนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นจากงานวิจัยล่าสุดที่ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งระบุว่าเครื่อง BIA (Bioelectrical Impedance Analysis) ที่ใช้วัดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายราคา กลับให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่าในการประเมินความเสี่ยงเสียชีวิตในระยะยาว
ทีมวิจัยซึ่งนำโดยรองศาสตราจารย์และรองหัวหน้าฝ่ายวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ 4,252 คน ในการสำรวจสุขภาพและโภชนาการแห่งชาติของสหรัฐฯ ระหว่างปี 2542–2547 โดยเปรียบเทียบความเสี่ยงเสียชีวิตในรอบ 15 ปีจากทุกสาเหตุและจากโรคหัวใจ ผ่านการวัดทั้งค่า BMI และเปอร์เซ็นต์ไขมัน (BF%) ด้วยเครื่อง BIA ผลลัพธ์ชี้ชัดว่า ผู้ที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันในระดับที่ไม่เหมาะสม (ตั้งแต่ 27% ในผู้ชาย และ 44% ในผู้หญิง) มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงขึ้นถึง 78% และเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 2.6 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันในเกณฑ์ปกติ ในทางกลับกัน ค่า BMI กลับไม่แสดงความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญต่ออัตราการเสียชีวิตในกลุ่มนี้
หนึ่งในคณะผู้วิจัยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์คลินิกและผู้อำนวยการแพทย์จากหน่วยเวชศาสตร์ครอบครัวฯ กล่าวว่า เครื่อง BIA ในปัจจุบันใช้งานง่าย ราคาเข้าถึงได้ และให้ผลลัพธ์รวดเร็วภายในไม่กี่นาที ซึ่งต่างจากเครื่อง DEXA ที่แม้จะวัดองค์ประกอบร่างกายได้แม่นยำสูง แต่มีราคาแพงและไม่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ที่น่าสนใจคือ งานวิจัยนี้ใช้เครื่อง BIA รุ่นเก่าที่มีอายุกว่า 25 ปี แต่ยังให้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าเครื่องรุ่นใหม่ๆ ที่วางขายในท้องตลาด แม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้น ก็ยังสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้
สาระสำคัญของงานวิจัยนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ นักโภชนาการ และนักวิจัยในไทยย้ำเตือนมาโดยตลอด ว่าไขมันส่วนเกินในร่างกาย โดยเฉพาะไขมันที่มองไม่เห็นจากภายนอก เป็นต้นตอสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่กำลังระบาดในไทย เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และกลุ่มอาการเมตาบอลิก ตัวอย่างเช่น สมาชิกคนสำคัญของสมาคมโรคอ้วนแห่งประเทศไทย เคยกล่าวในงานสัมมนาว่า มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ค่า BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่กลับมีไขมันในช่องท้องสูง ซึ่งเสี่ยงต่อโรคตับแข็งและความดันโลหิตสูงโดยไม่รู้ตัว
ข้อมูลใหม่นี้จึงเป็นเหมือนการตอกย้ำข้อเรียกร้องให้องค์กรด้านสุขภาพของไทยหันมาทบทวนแนวทางการคัดกรองโรคอ้วนในโรงเรียน ที่ทำงาน และโรงพยาบาล พร้อมส่งเสริมให้มีการใช้เครื่อง BIA อย่างแพร่หลายมากขึ้น แม้ปัจจุบันโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะยังคงยึดเกณฑ์ BMI ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข แต่ก็มีสถานพยาบาลเพียงไม่กี่แห่งที่วัดเปอร์เซ็นต์ไขมันเป็นมาตรฐาน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าแนวโน้มนี้กำลังจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะหากมีการกำหนดนิยามของ “ระดับไขมันที่เหมาะสม” ที่ชัดเจนขึ้นจากการศึกษาขนาดใหญ่ในอนาคต
ปัจจัยด้านราคาก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ในขณะที่เครื่อง DEXA มีราคาสูงถึง 500,000 บาท เครื่อง BIA กลับมีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับฟังก์ชันการใช้งาน ทำให้เข้าถึงได้ง่ายในทุกระดับ ตั้งแต่โรงพยาบาลของรัฐ คลินิกเอกชน ไปจนถึงศูนย์สุขภาพในชุมชนห่างไกล ด้านข้าราชการอาวุโสจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยังชี้ว่า การประเมินองค์ประกอบร่างกายที่สะดวกและแม่นยำ จะช่วยให้การวางแผนป้องกันโรคมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญคือ ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานสากลที่ชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์เปอร์เซ็นต์ไขมันที่เหมาะสมตามเพศ อายุ และเชื้อชาติ การวิเคราะห์ข้อมูลจากเครื่อง BIA ยังต้องการทักษะเบื้องต้น และอาจมีความคลาดเคลื่อนในการแปลผลได้ สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีปัจจัยทางพันธุกรรม อาหาร และวิถีชีวิตที่แตกต่างจากชาติตะวันตก นักวิจัยจึงเสนอว่า จำเป็นต้องมีการศึกษาขนาดใหญ่ในประชากรไทย เพื่อกำหนดเกณฑ์ไขมันที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งข้อเสนอนี้เคยถูกหยิบยกขึ้นมาโดยคณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ ที่เรียกร้องให้มีการวิจัยในกลุ่มประชากรไทยเพื่อสร้างมาตรฐานเปอร์เซ็นต์ไขมันของคนไทยเอง
งานวิจัยนี้ยังจุดประกายข้อถกเถียงเดิมเกี่ยวกับข้อจำกัดของ BMI ซึ่งถูกคิดค้นในยุโรปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์ ในสังคมไทยที่วิถีชีวิตและอาหารการกินเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กลุ่มคนที่เรียกว่า “ผอมแต่มีไขมันแอบแฝง” หรือ TOFI (Thin Outside Fat Inside) กำลังได้รับความสนใจจากแพทย์ไทยมากขึ้น คนกลุ่มนี้แม้ภายนอกจะดูไม่อ้วน แต่กลับมีไขมันสะสมในช่องท้องสูง ทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ลักษณะเช่นนี้พบได้บ่อยในคนไทย ญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์ ซึ่งประเทศเหล่านี้เริ่มปรับแนวทางปฏิบัติโดยหันมาให้ความสำคัญกับองค์ประกอบร่างกายมากกว่าการชั่งน้ำหนักเพียงอย่างเดียว (Medscape)
ปฏิกิริยาจากบุคลากรสาธารณสุขไทยเป็นไปในทิศทางบวก แต่ยังคงความระมัดระวัง ที่ปรึกษาสมาคมโรคอ้วนศึกษาแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ผลวิจัยนี้ตรงกับสิ่งที่พบในการปฏิบัติงานจริงในโรงพยาบาล ว่าค่า BMI มักประเมินความเสี่ยงได้ไม่แม่นยำ โดยเฉพาะในคนไข้ที่ดูมีรูปร่างปกติ แต่กลับมีความผิดปกติของไขมันและระบบเผาผลาญในร่างกาย พร้อมชี้ว่าการเข้าถึงเครื่อง BIA ที่แพร่หลายขึ้น จะช่วยลดภาระโรคเบาหวานและโรคหัวใจของประเทศได้ในระยะยาว
ในเชิงนโยบาย กระทรวงสาธารณสุขเคยมีโครงการนำร่องในการนำเครื่องมือวัดองค์ประกอบร่างกายที่ทันสมัยมาใช้ในโรงพยาบาลระดับภูมิภาคบางแห่ง แต่ยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ปัจจุบันมีศูนย์บริการสาธารณสุขบางแห่งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และขอนแก่น ที่เริ่มใช้เครื่อง BIA ในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงแล้ว โดยผู้อำนวยการโครงการสุขภาพของกรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลว่าหน่วยงานกำลังจับตาแนวโน้มจากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด และพร้อมพิจารณานำการวัดเปอร์เซ็นต์ไขมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานสุขภาพระดับเมืองหากมีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ
แนวโน้มการยอมรับการวัดไขมันร่างกายอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ตั้งแต่การคำนวณเบี้ยประกันชีวิต หลักสูตรสุขศึกษาในโรงเรียน ไปจนถึงธุรกิจสุขภาพภาคเอกชน โรงพยาบาลชั้นนำบางแห่งในกรุงเทพฯ ได้บรรจุบริการวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกายไว้ในแพ็กเกจตรวจสุขภาพสำหรับผู้บริหารแล้ว ขณะที่คลินิกควบคุมน้ำหนักหลายแห่งก็ใช้เครื่อง BIA เพื่อออกแบบโปรแกรมโภชนาการและการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตลาดเครื่อง BIA ที่ราคาไม่แพงและใช้งานง่ายจะเติบโตขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ
สำหรับค่านิยมเรื่องรูปร่างของคนไทย ซึ่งมีรากฐานผสมผสานระหว่างแนวคิดทางพุทธศาสนาที่เน้นความพอดีกับกระแสตะวันตก งานวิจัยของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2567 สะท้อนว่าวัยรุ่นไทยยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับองค์ประกอบร่างกายมากกว่าน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังการสร้างทัศนคติเชิงลบต่อรูปร่างและการควบคุมน้ำหนักที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ กระทรวงศึกษาธิการจึงแนะนำว่าโรงเรียนควรนำเครื่องมือประเมินใหม่ๆ มาใช้ควบคู่กับการให้ความรู้ด้านสุขภาพเชิงบวก ที่ไม่เน้นการตีตราหรือสร้างปมด้อยเรื่องรูปร่าง
ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที มีดังนี้
- บุคคลทั่วไป: หากสามารถเข้าถึงเครื่อง BIA ได้ ไม่ว่าจะที่โรงพยาบาล คลินิก หรือฟิตเนส ลองขอวัดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายดู พร้อมตั้งเป้าหมายลดไขมันส่วนเกินด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการแบบไทยที่เน้นผัก ผลไม้ และโปรตีนไขมันต่ำ
- บุคลากรทางการแพทย์: พิจารณาใช้เครื่อง BIA เพื่อประเมินระดับไขมันในคนไข้ โดยเฉพาะผู้ที่มีค่า BMI ปกติแต่มีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจหรือเบาหวาน พร้อมหารือกับฝ่ายบริหารเพื่อผลักดันการใช้เทคโนโลยีนี้ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
- ผู้กำหนดนโยบาย: สนับสนุนโครงการนำร่องเพื่อใช้เครื่อง BIA ในโรงพยาบาลของรัฐและศูนย์สุขภาพชุมชน รวมถึงส่งเสริมการวิจัยเพื่อหาเกณฑ์เปอร์เซ็นต์ไขมันที่เหมาะสมกับคนไทยในแต่ละช่วงวัย
- สื่อมวลชนและครู: ร่วมรณรงค์ให้ความรู้แก่สาธารณชนว่าสุขภาพที่ดีไม่ได้วัดจากตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองลึกถึงองค์ประกอบของร่างกาย ควบคู่ไปกับการลดอคติเรื่องรูปร่าง
ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลงและอัตราโรคไม่ติดต่อที่เพิ่มสูงขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้เปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญที่ย้ำเตือนว่า ความเข้าใจเรื่องสุขภาพต้องลึกซึ้งกว่าตัวเลขบนตาชั่ง และถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะหันมาใส่ใจสุขภาพในแบบองค์รวม
อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ Medscape ข้อมูลวิจัยโรคอ้วนในไทยเพิ่มเติมที่ The Lancet Regional Health – Western Pacific และบทความล่าสุดในวารสารโรคอ้วนแห่งประเทศไทย (TJO)