มติล่าสุดของคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านนโยบายวัคซีนของสหรัฐอเมริกา ที่เสนอให้จำกัดการใช้ “ไธเมอโรซอล” สารกันเสียที่มีปรอทเป็นส่วนประกอบในวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ได้จุดประกายการถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนให้กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง โดยเฉพาะการขุดโยงกับกระแสข่าวเก่าที่เคยเชื่อมโยงวัคซีนกับภาวะออทิสติก แม้ข้อกล่าวหานี้จะถูกหักล้างไปนานแล้วก็ตาม เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าประเด็นส่วนประกอบในวัคซีนที่เคยเป็นที่กังขามานานหลายทศวรรษ ยังคงมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายสาธารณสุข แม้ว่าทั่วโลกจะมีฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันถึงความปลอดภัยของวัคซีนแล้วก็ตาม
สำหรับสังคมไทย ประเด็นเรื่องไธเมอโรซอลไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของข้อมูลที่บิดเบือนซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจด้านสุขภาพของผู้คน ทั้งยังเป็นความท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบวัคซีน และผลกระทบที่ข้อถกเถียงในระดับสากลอาจส่งแรงกระเพื่อมมาถึงโครงการฉีดวัคซีนในประเทศ ปัจจุบันวัคซีนไข้หวัดใหญ่ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย การติดตามและเรียนรู้จากบทเรียนในต่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้กำหนดนโยบายต้องตระหนัก เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับกระแสความไม่ไว้วางใจที่อาจเกิดขึ้น
ในสหรัฐฯ มีการเลิกใช้สารไธเมอโรซอลในวัคซีนสำหรับเด็กเกือบทั้งหมดมานานกว่า 20 ปีแล้ว คงเหลือเพียงวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขวดรวม (หลายโดส) เท่านั้น รายงานจาก The New York Times ระบุว่า คณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ได้ลงมติด้วยคะแนน 5 ต่อ 1 ให้ยุติการแนะนำวัคซีนที่มีสารกันเสียชนิดนี้ ซึ่งสะท้อนอิทธิพลของทีมผู้บริหารด้านสาธารณสุขชุดปัจจุบัน ที่มีบทบาทสนับสนุนกลุ่มวิจารณ์วัคซีนอย่างแข็งขัน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นทนายความด้านสิ่งแวดล้อมและเป็นผู้สนับสนุนแนวคิดต้านวัคซีน ได้แต่งตั้งบุคคลที่มีทัศนคติคลางแคลงใจต่อไธเมอโรซอลเข้ามาเป็นที่ปรึกษาหลายคน ตัวรัฐมนตรีเองยังเคยออกหนังสือและรณรงค์ถึงอันตรายจากไธเมอโรซอลมาตั้งแต่ปี 2557 แม้ว่าองค์กรวิทยาศาสตร์ชั้นนำจะยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่พบความเสี่ยงต่อสุขภาพจากสารดังกล่าวก็ตาม (nytimes.com)
หัวใจของข้อถกเถียงนี้คือคำกล่าวอ้างที่ว่า ไธเมอโรซอลเป็น “สารพิษทำลายระบบประสาทอย่างรุนแรง” ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบางรายที่เคยเป็นแกนนำรณรงค์ต่อต้านปรอทในวัคซีนยังคงหยิบยกมานำเสนอ หนึ่งในนั้นซึ่งเป็นพยาบาลและอดีตผู้ก่อตั้งองค์กรอิสระต้านปรอทระบุว่า แม้ปัจจุบันจะไม่ได้เน้นย้ำเรื่องความเชื่อมโยงกับออทิสติกแล้ว แต่ยังคงตั้งคำถามถึงความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์และทารก โดยอ้างอิงงานวิจัยที่ชี้ถึงความสัมพันธ์กับอาการกระตุกเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม รายงานของสถาบันการแพทย์แห่งชาติสหรัฐฯ เมื่อปี 2004 และการศึกษาทบทวนข้อมูลทางวิชาการขนาดใหญ่ในปี 2010 ต่างยืนยันตรงกันว่า ไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับอันตรายของไธเมอโรซอลในวัคซีน หรือความเชื่อมโยงกับภาวะออทิสติกแต่อย่างใด (IOM Report, 2004; Austin S, MMWR, 2010) เช่นเดียวกับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) ที่ยังคงยืนยันว่าวัคซีนที่มีไธเมอโรซอลนั้นปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาด้านพัฒนาการของเด็ก
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า การหยิบยกข้อมูลความเสี่ยงที่ถูกหักล้างไปแล้วมาพูดซ้ำ จะยิ่งสร้างความสับสนและบั่นทอนความเชื่อมั่นในวัคซีน ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนจากโรงพยาบาลเด็กฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเคยเป็นกรรมการด้านวัคซีนในช่วงปลายทศวรรษ 2540 วิจารณ์การหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาอีกครั้งว่า เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนประเด็นไปเรื่อย ๆ เมื่อข้อกล่าวอ้างเดิมถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง โดยเปรียบเทียบว่า “มันเหมือนเกมตีตัวตุ่น พอหักล้างเรื่องหนึ่งได้ ก็เปลี่ยนไปเล่นเรื่องอื่นต่อ” และชี้ว่ามติครั้งนี้สะท้อนแนวโน้ม “ต่อต้านวิทยาศาสตร์” ที่อาจกัดกร่อนความไว้วางใจของสังคมต่อการฉีดวัคซีนได้ (nytimes.com)
สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีการใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบไม่มีไธเมอโรซอลในบางสถานพยาบาล แต่ยังคงใช้วัคซีนสูตรหลายโดสที่มีสารนี้ในโครงการฉีดวัคซีนสำหรับประชาชนกลุ่มใหญ่ กระแสที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ จึงเป็นบทเรียนสำคัญ โดยหน่วยงานสาธารณสุขไทยยึดตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ยืนยันว่า การใช้ไธเมอโรซอลในวัคซีนตามปริมาณที่กำหนดนั้นไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ (WHO Statement) ปัจจุบันประเทศรายได้สูงและปานกลางส่วนใหญ่ได้ทยอยลดหรือเลิกใช้ไธเมอโรซอลในวัคซีน ซึ่งบางครั้งเป็นการทำเพื่อตอบสนองต่อกระแสสังคมมากกว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง ด้านผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขไทยท่านหนึ่งชี้ว่า “แม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะชี้ชัดว่าปริมาณไธเมอโรซอลในวัคซีนที่ไทยใช้อยู่ไม่เป็นอันตราย แต่ความกังวลของสังคมก็ควรได้รับการอธิบายอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา”
ต้นตอของข้อถกเถียงเรื่องไธเมอโรซอลนั้นหยั่งรากลึกจากความกลัวของผู้ปกครอง ความรอบคอบของหน่วยงานกำกับดูแล และผลกระทบจากงานวิจัยที่ถูกเปิดโปงในภายหลังว่าเป็นการฉ้อฉลในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ซึ่งอ้างว่าวัคซีน MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) เป็นสาเหตุของภาวะออทิสติก แม้งานวิจัยดังกล่าวจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับไธเมอโรซอลโดยตรง แต่ด้วยช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้สังคมเกิดความสับสนและเหมารวมเรื่องส่วนประกอบในวัคซีน เพื่อตัดความกังวล หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ จึงแนะนำให้ถอดไธเมอโรซอลออกจากวัคซีนส่วนใหญ่ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งหลายประเทศรวมถึงไทยก็ได้นำแนวทางนี้ไปปรับใช้ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งกระแสข่าวลวงได้ เพราะกลุ่มต่อต้านวัคซีนยังคงนำนโยบายดังกล่าวไปบิดเบือนว่าเป็น “หลักฐานยืนยันความอันตราย” ทั้งที่ไม่มีข้อมูลใหม่มาสนับสนุน
ปฏิกิริยาของภาครัฐที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างข้อมูลวิทยาศาสตร์ การเมือง และความรู้สึกของประชาชน ได้ส่งผลต่อแนวทางการสื่อสารและสร้างความเชื่อมั่นในสังคม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเตือนว่า การตัดส่วนประกอบวัคซีนออกไปเพียงเพื่อตอบสนองกระแสสังคม อาจส่งผลย้อนกลับมาทำลายความเชื่อมั่นได้ในระยะยาว ขณะที่บางฝ่ายมองว่าการใช้หลัก “ป้องกันไว้ก่อน” ในบางกรณีอาจช่วยสร้างความอุ่นใจได้ แม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดถึงความเสี่ยง ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ยังคงปรากฏให้เห็นในข้อถกเถียงเชิงนโยบายด้านวัคซีนทั้งในสหรัฐฯ และไทย
นอกเหนือจากมิติทางสุขภาพ กรณีนี้ยังให้บทเรียนสำคัญแก่ประเทศไทย ในยุคที่ข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดียสามารถขยายข้อสงสัยเล็ก ๆ ให้กลายเป็นความตื่นตระหนกในวงกว้าง และอาจส่งผลกระทบต่ออัตราการรับวัคซีนที่จำเป็น ทั้งวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนในเด็ก ข้อมูลสำรวจโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อปี 2563 พบว่ากว่า 90% ของผู้ปกครองชาวไทยเชื่อมั่นในวัคซีน แต่ยังมีเกือบ 1 ใน 10 ที่ลังเลใจ เพราะได้รับข้อมูลที่ทำให้สับสนทางออนไลน์ (Bangkok Post) ผู้เชี่ยวชาญไทยจึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารเชิงรุกที่ชัดเจนและเปิดเผยจากภาครัฐและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อรักษาความไว้วางใจของสังคม และป้องกันผลกระทบจากข้อถกเถียงที่อาจข้ามพรมแดนเข้ามา
ในอนาคต ผลการลงมติในสหรัฐฯ อาจกระตุ้นให้ผู้ผลิตเร่งพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่สูตรไม่มีไธเมอโรซอลเพื่อส่งมอบให้แก่สถานพยาบาลในไทยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณและการกระจายวัคซีน มีแนวโน้มว่าประเทศไทยอาจยังต้องใช้วัคซีนที่มีไธเมอโรซอลต่อไปในบางสถานการณ์ ซึ่งทั้งองค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุขต่างยืนยันว่าวัคซีนเหล่านี้ยังคงปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญที่สุดจึงเป็นการยึดมั่นในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับการสื่อสารที่โปร่งใสและชัดเจนต่อประชาชน
ข้อแนะนำสำหรับคนไทยคือ ควรตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น กระทรวงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก และคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำ ควรพูดคุยกับคนในครอบครัวและชุมชนเพื่อส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องและช่วยกันไขข้อสงสัยต่าง ๆ เพื่อให้สังคมไทยยังคงได้รับการปกป้องจากโรคที่ป้องกันได้ และไม่ตื่นตระหนกไปกับประเด็นที่วิทยาศาสตร์มีคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: