งานวิจัยชิ้นใหม่จากมหาวิทยาลัยอาร์คันซอ สหรัฐอเมริกา เผยว่าความเครียดมีผลโดยตรงทำให้คนเรามีแนวโน้มตัดสินใจเสี่ยงกว่าปกติ และยังพบความแตกต่างที่น่าสนใจระหว่างเพศชายและหญิงเมื่อต้องตัดสินใจภายใต้ความกดดัน ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Psychoneuroendocrinology ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจว่าความเครียดเข้ามาเปลี่ยนวิจารณญาณของเราได้อย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นที่ใกล้ตัวคนไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนเช่นนี้

เจ็บตอนเสีย มากกว่าดีใจตอนได้: จุดเปลี่ยนเมื่อความเครียดมาเยือน

หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้คือแนวคิดที่เรียกว่า “ความกลัวการสูญเสีย” (loss aversion) ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มักจะรู้สึกเจ็บปวดกับการสูญเสียมากกว่าดีใจเมื่อได้มาในจำนวนเท่ากัน เช่น เราจะรู้สึกแย่กับการเสียเงิน ๓,๖๐๐ บาท มากกว่าความรู้สึกดีใจที่ได้เงินมาในจำนวนเดียวกัน แต่เมื่อเราเผชิญกับความเครียด สัญชาตญาณที่คอยปกป้องเรานี้กลับอ่อนแอลง ส่งผลให้เราตัดสินใจเสี่ยงมากขึ้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยให้ข้อมูลว่า “ในชีวิตจริง เมื่อคนเรารู้สึกเครียด ก็มักจะเลื่อนการตัดสินใจที่อาจนำไปสู่การสูญเสียออกไป” ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่คล้ายกับคนทำงานในไทย ที่มักลังเลจะลงทุนหรือตัดสินใจเรื่องการเงินสำคัญๆ เมื่อต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในหน้าที่การงานหรือภาวะเศรษฐกิจ

ในการทดลอง นักวิจัยได้สร้างสถานการณ์ให้ผู้เข้าร่วม ๑๔๗ คนเผชิญกับความเครียดในห้องปฏิบัติการ จากนั้นจึงให้ตัดสินใจเลือกทางการเงินในสถานการณ์จำลอง แล้วนำรูปแบบการตัดสินใจมาวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เรียกว่า cumulative prospect theory ซึ่งอธิบายองค์ประกอบทางจิตวิทยา ๔ ด้าน ได้แก่ ความกลัวการสูญเสีย, การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง, ความไม่แน่นอนในการตัดสินใจ และการให้น้ำหนักต่อความน่าจะเป็นอย่างบิดเบือน ซึ่งหมายถึงแนวโน้มที่เรามักจะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่โอกาสเกิดน้อยแต่ผลกระทบใหญ่ เช่น การจดจ่ออยู่กับโอกาสถูกรางวัลที่หนึ่ง มากกว่าความเป็นไปได้ที่จะเสียเงินค่าสลากไปเปล่าๆ ทฤษฎีนี้ยังเป็นรากฐานสำคัญในการวางนโยบายเศรษฐกิจและคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งมักมีการรณรงค์เตือนภัยเรื่องการพนันและการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงอยู่เสมอ (MedicalXpress)

ความต่างระหว่างเพศ: เมื่อความเครียดส่งผลไม่เท่ากัน

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจของงานวิจัยชิ้นนี้ คือผลกระทบของความเครียดที่ไม่เท่ากันในแต่ละเพศ โดยพบว่าความเครียดส่งผลให้ผู้ชายเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและการตัดสินใจมากกว่าผู้หญิง กล่าวคือ ผู้ชายจะลดความกลัวการสูญเสียลงและกล้าเสี่ยงมากขึ้น ในขณะที่ผู้หญิงซึ่งมีความเครียดกลับคาดเดาผลลัพธ์ในระยะสั้นได้แม่นยำกว่า แต่ผู้ชายจะมองเห็นภาพรวมในระยะยาวได้ดีกว่า ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับงานวิจัยด้านจิตวิทยาหลายชิ้นก่อนหน้า และตอกย้ำว่าคำแนะนำด้านการเงินและสุขภาพจิตควรออกแบบให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย (MedicalXpress)

ในสังคมไทย ภาระทางเศรษฐกิจและครอบครัวมักถูกแบ่งตามบทบาทที่แตกต่างกันระหว่างเพศ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ภาระการหาเลี้ยงครอบครัวมักตกอยู่กับผู้ชายเป็นหลัก ซึ่งอาจทำให้พวกเขาเปราะบางต่อความเครียดและนำไปสู่การตัดสินใจที่เสี่ยงได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ผู้หญิงมักมีบทบาทบริหารการเงินในบ้านและดูแลสมาชิกในครอบครัว จึงมักใส่ใจกับผลกระทบระยะสั้นมากกว่าเมื่อต้องตัดสินใจภายใต้ความกดดัน

สัญชาตญาณโบราณในโลกยุคใหม่

นักวิจัยยังมองเรื่องนี้ในมุมวิวัฒนาการด้วยว่า พฤติกรรมกล้าเสี่ยงเมื่อเครียดอาจเป็นกลไกเอาตัวรอดที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ในอดีต เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอันตราย การตัดสินใจที่เด็ดขาดและรวดเร็วแม้จะเสี่ยงอาจเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอด แต่ในโลกปัจจุบัน พฤติกรรมเดียวกันนี้อาจนำไปสู่ผลเสียมากกว่าผลดี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในสังคมไทย เช่น เกษตรกรที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการลงทุนที่ไม่น่าเชื่อถือในช่วงที่กำลังเครียดหนัก หรือเจ้าของธุรกิจที่กู้ยืมเงินเกินตัวในภาวะเศรษฐกิจซบเซา

หากมองย้อนกลับไปในช่วงการระบาดของโควิด-๑๙ จะเห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างความเครียดสะสมให้กับคนไทยทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน เจ้าของกิจการ หรือแม้แต่นักเรียนนักศึกษา งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งในไทยชี้ตรงกันว่าความเครียดในช่วงนั้นมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ขาดคนคอยช่วยเหลือดูแล ในขณะที่ปัญหาสุขภาพจิตก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มนักเรียนที่รู้สึกกดดันเรื่องการเรียน การรู้วิธีรับมือและจัดการความเสี่ยงจึงเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในสังคมไทยยุคนี้ (Thai PBS World)

เคล็ดลับจัดการใจ: เรื่องสำคัญในวิถีไทย

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและการเงินในไทยต่างเน้นย้ำว่า การตระหนักรู้ว่าความเครียดส่งผลต่อการตัดสินใจของเราอย่างไร คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในการสร้างพฤติกรรมที่ปลอดภัย ข้าราชการระดับสูงในกรมสุขภาพจิตท่านหนึ่งระบุว่า “การช่วยให้คนไทยรู้เท่าทันว่าความเครียดกำลังเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเอง จะเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญในการควบคุมตนเองและตัดสินใจอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเรื่องเงินหรือสุขภาพ” ประเด็นนี้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่พยายามขยายบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถานประกอบการให้ครอบคลุมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (Bangkok Post)

ในวัฒนธรรมไทยเอง คุณค่าเรื่องความสุขุม ความอดทน และการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ก็เป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังผ่านสถาบันครอบครัวและหลักธรรมคำสอนมาโดยตลอด คำแนะนำที่คุ้นหูอย่าง “ให้นับ ๑ ถึง ๑๐ ก่อนตัดสินใจ” ที่ผู้ใหญ่พร่ำสอนลูกหลาน ก็ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยแล้วว่า การให้เวลาตัวเองได้หยุดพักเมื่อรู้สึกเครียด สามารถช่วยให้เรากลับมาตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและเรียกคืนความกลัวการสูญเสียตามธรรมชาติกลับมาได้จริง

ก้าวต่อไปที่สังคมไทยต้องร่วมมือกัน

ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความท้าทายจากเทคโนโลยี การทำความเข้าใจกลไกที่ความเครียดส่งผลต่อการตัดสินใจจึงเป็นวาระสำคัญของสังคม ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจ ควรส่งเสริมกลยุทธ์การดูแลตนเองและทักษะการรับมือกับความกดดัน ทั้งในรูปแบบของการฝึกสติ การเข้าถึงบริการให้คำปรึกษา และการสร้างวัฒนธรรมที่เอื้ออาทรต่อกัน

งานวิจัยชิ้นนี้ยังเสนอให้มีการศึกษาเพิ่มเติมในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่หลากหลาย สำหรับสังคมไทย อาจหมายถึงการปรับหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้เจาะจงและเข้าถึงง่ายขึ้น การพัฒนามาตรการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตที่เหมาะกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย และการส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ช่วยลดความเครียดที่ไม่จำเป็น ขณะที่ในระดับบุคคล การชะลอการตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการเงินและสุขภาพเมื่อรู้สึกกดดันอย่างหนัก หรือการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อรู้สึกว่าความเครียดกำลังครอบงำ คือวิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันไม่ให้ความเครียดพาชีวิตเราออกนอกลู่นอกทาง

สรุป

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นล่าสุดยืนยันชัดเจนว่า ความเครียดบั่นทอนความรอบคอบตามธรรมชาติและผลักดันให้เรากล้าเสี่ยงมากขึ้น การฝึกสังเกตอารมณ์ตัวเอง หยุดพักเพื่อไตร่ตรอง และขอคำแนะนำเมื่อจำเป็น จึงเป็นแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ที่ทุกคนนำไปใช้ได้ เพื่อสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้กับอนาคตของตนเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: