ความเชื่อที่ว่าคนมีความวิตกกังวลมักจะจดจ่ออยู่กับสิ่งอันตรายรอบตัวเสมอ กำลังถูกท้าทายครั้งสำคัญจากงานวิจัยทางจิตวิทยาชิ้นล่าสุด ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Cognition & Emotion และสรุปเนื้อหาโดยเว็บไซต์ PsyPost งานวิจัยนี้ชี้ว่า แม้แต่คนที่มีระดับความวิตกกังวลสูงก็สามารถเบี่ยงเบนความสนใจออกจากสิ่งคุกคามได้ดีไม่ต่างจากคนทั่วไป หากมีแรงจูงใจที่มากพอ ข้อค้นพบนี้อาจพลิกโฉมความเข้าใจ การวินิจฉัย และแนวทางการดูแลผู้มีภาวะวิตกกังวลของบุคลากรสาธารณสุขทั้งในไทยและทั่วโลก

ที่ผ่านมา เรามักเข้าใจกันว่าคนวิตกกังวลจะละสายตาจากสัญญาณอันตรายได้ยาก ทำให้ต้องอยู่ในภาวะเฝ้าระวังภัยตลอดเวลา โมเดลความคิดนี้ถูกนำไปต่อยอดเป็นทฤษฎีและการบำบัดหลากหลายรูปแบบ เช่น กลยุทธ์ฝึกปรับการจดจ่อของความสนใจ (attentional bias modification) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยหลุดพ้นจากการคิดวนเวียนถึงแต่เรื่องร้ายๆ ยิ่งในสังคมไทยที่ปัญหาความวิตกกังวลกำลังเป็นที่พูดถึงมากขึ้น ประกอบกับบริบททางวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับ “ความสงบ” และการไม่แสดงอารมณ์ ซึ่งทำให้หลายคนลังเลที่จะเปิดเผยปัญหาสุขภาพใจ การทำความเข้าใจธรรมชาติของความสนใจที่สัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ในการศึกษานี้ ทีมนักวิจัยจากสหราชอาณาจักรได้ทำการทดลอง 3 ชุดกับผู้เข้าร่วมกว่า 500 คน เพื่อพิสูจน์ว่าความเชื่อที่ว่า “คนวิตกกังวลจะจ้องจับแต่ภัยเสมอ” เป็นความบกพร่องที่ควบคุมไม่ได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงพฤติกรรมที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และแรงจูงใจ นักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีติดตามการมอง (eye-tracking) ร่วมกับการฝึกสร้างเงื่อนไขแบบพავლอฟ (Pavlovian conditioning) และแบบทดสอบปฏิกิริยา เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเบี่ยงเบนความสนใจระหว่างกลุ่มที่มีความวิตกกังวลสูงและต่ำ โดยใช้เสียงที่ไม่พึงประสงค์เป็นตัวกระตุ้นเชิงลบ (การลงโทษ) และใช้รางวัลเป็นเงินเป็นตัวกระตุ้นเชิงบวก

การทดลองแรก มีนักศึกษา 142 คนเข้าร่วม โดยพวกเขาถูกฝึกให้เชื่อมโยงสีของวงกลมเข้ากับเสียงดังที่น่ารำคาญ เมื่อเข้าสู่การทดสอบจริง ผู้เข้าร่วมจะต้องเบนสายตาจากวงกลมสีที่เป็นสัญญาณอันตรายไปยังเป้าหมายอื่นบนจอให้เร็วที่สุด หากทำช้าเกินไปก็จะถูกลงโทษด้วยเสียงดังกล่าว ผลปรากฏว่า ไม่ว่าผู้เข้าร่วมจะมีความวิตกกังวลในระดับสูงหรือต่ำ ทุกคนต่างก็ละสายตาจากสัญญาณอันตรายได้ช้าลงในอัตราที่ไม่ต่างกัน เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพิ่มเติม ก็ไม่พบหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่าคนวิตกกังวลสูงจะมีปัญหาในการเบี่ยงเบนความสนใจมากกว่าคนอื่นเมื่ออยู่ภายใต้แรงจูงใจเดียวกัน

ในการทดลองอีก 2 ชุดถัดมา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 190 คนในแต่ละชุด นักวิจัยได้เปลี่ยนสิ่งกระตุ้นจากวงกลมสีเป็นภาพใบหน้าคนแสดงอารมณ์โกรธหรือตกใจ และภาพสัตว์อย่างงูและแมงมุม พร้อมเพิ่มเงื่อนไขการให้รางวัลเป็นเงินเพื่อสร้างแรงจูงใจ ผลลัพธ์โดยรวมยังคงเหมือนเดิม คือไม่ว่าสิ่งกระตุ้นจะเป็นภาพอะไร หรือผู้เข้าร่วมจะมีความวิตกกังวลมากน้อยเพียงใด พวกเขาก็ไม่ได้จดจ่อกับสิ่งคุกคามนานเป็นพิเศษ ยกเว้นในกรณีของภาพงูและแมงมุมที่ทุกคนจะเบนสายตาได้ช้าลง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสัญชาตญาณการระวังภัยในอดีตของมนุษย์ แต่ความกลัวนี้ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับระดับความวิตกกังวลส่วนบุคคลแต่อย่างใด

นักวิจัยอธิบายว่า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าแนวคิดที่ว่า “คนวิตกกังวลจะละสายตาจากภัยคุกคามได้ยากกว่าคนทั่วไปเสมอ” อาจไม่ใช่คุณสมบัติที่ติดตัวถาวร แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และแรงจูงใจที่เกี่ยวข้องกับสิ่งกระตุ้นนั้นๆ มากกว่า สอดคล้องกับที่ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาระดับโลกอย่าง คอลิน แม็คลอยด์ เคยชี้ไว้ว่าความเอนเอียงทางความสนใจนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและเป้าหมายของภารกิจในขณะนั้น (ดูสรุปผลงาน)

สำหรับบริบทของประเทศไทย ข้อค้นพบเหล่านี้มีความหมายอย่างยิ่ง ในสังคมที่เรื่องสุขภาพจิตยังคงเป็นประเด็นที่เปราะบาง หลายคนไม่กล้าขอความช่วยเหลือเพราะกลัวการถูกตีตราหรือทำให้คนรอบข้างผิดหวัง ในขณะที่งานวิจัยในไทยหลายชิ้นชี้ว่าภาวะวิตกกังวลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มนิสิต นักศึกษา และพนักงานออฟฟิศ ที่ต้องเผชิญแรงกดดันทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ (อ่านบทความ Bangkok Post) การมองว่า “คนวิตกกังวลติดอยู่ในกับดักความคิดลบ” อาจนำไปสู่แนวทางการดูแลแบบเหมารวมที่ไม่ตอบโจทย์รายบุคคล แต่งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ชี้ว่าเราควรออกแบบการดูแลที่เฉพาะเจาะจงและสอดคล้องกับแรงจูงใจและบริบททางจิตใจของแต่ละคนมากขึ้น

เดิมทีระบบการดูแลสุขภาพจิตในสังคมไทยมักเน้นการสนับสนุนจากครอบครัวและคนใกล้ชิด และในช่วงหลัง การฝึกสติเจริญภาวนาตามแนวทางพุทธศาสนาก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่งหัวใจสำคัญคือการควบคุมและกำกับความสนใจให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับแนวคิดเรื่องการเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งรบกวน ผลการวิจัยนี้ช่วยยืนยันว่ากลไกการควบคุมความสนใจของคนที่มีความวิตกกังวลสูงนั้น “ไม่ได้บกพร่องอย่างถาวร” ดังนั้น หากมีกิจกรรมและบริบทที่ช่วยสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม การฝึกสติและกิจกรรมอื่นๆ ในแนวทางเดียวกันก็น่าจะยิ่งส่งผลดีต่อคนไทย

ข้อค้นพบนี้ยังนำไปสู่คำถามใหม่ๆ ต่อนโยบายการดูแลผู้มีภาวะวิตกกังวลทั้งในไทยและต่างประเทศ หากแรงจูงใจสามารถช่วยให้คนเราเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งคุกคามได้จริง การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เกม (Gamification) การให้รางวัล หรือการแข่งขัน มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ ก็น่าจะส่งผลดี โดยเฉพาะกับกลุ่มเยาวชนที่คุ้นเคยกับโลกดิจิทัล (ดูข้อมูลจาก WHO) แนวทางนี้สามารถช่วยเสริมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม และอาจช่วยลดปัญหาการหยุดรักษากลางคันที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยชาวไทย หลักฐานล่าสุดยังชี้ว่า การฝึกปรับการจดจ่อของความสนใจ (attentional bias modification) ไม่ควรเป็นเครื่องมือแบบสำเร็จรูปที่ใช้กับทุกคน แต่ควรปรับให้เข้ากับความต้องการและแรงจูงใจของแต่ละบุคคล

จุดเด่นของการศึกษานี้คือการออกแบบการทดลองที่สามารถแยกแยะระหว่าง “การละสายตาจากภัย” (disengagement) และ “การสังเกตเห็นภัยตั้งแต่แรก” (initial orienting) ได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นที่งานวิจัยก่อนหน้านี้มักมองข้ามไป อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยยอมรับว่าสิ่งกระตุ้นในห้องทดลอง เช่น วงกลมสี ใบหน้าโกรธ หรือภาพงู อาจไม่สะท้อนความกลัวหรือความกังวลที่แท้จริงในบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น คนไทยจำนวนมากอาจไม่ได้กลัวภาพงูเหมือนกับคนในโลกตะวันตก ขณะที่ใบหน้าโกรธหรือตกใจก็อาจถูกตีความในความหมายที่ต่างออกไป

ในอนาคต นักวิจัยเสนอว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติมโดยใช้สิ่งกระตุ้นที่ตรงกับความเครียดในบริบทของสังคมไทยมากขึ้น เช่น ความกลัวสอบตก ปัญหาหนี้สิน หรือความขัดแย้งในที่ทำงานและครอบครัว นอกจากนี้ ยังต้องศึกษาต่อไปว่าข้อค้นพบนี้จะสามารถนำไปปรับใช้ในโรงเรียน สถานพยาบาล และที่ทำงานในไทยได้รวดเร็วเพียงใด เพราะทัศนคติต่อภาวะวิตกกังวลในไทยยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเครื่องมือดูแลสุขภาพจิตออนไลน์ต่างๆ ก็จำเป็นต้องอัปเดตองค์ความรู้ให้ทันสมัยอยู่เสมอ

สำหรับคนทั่วไป ข้อมูลล่าสุดนี้มอบความหวังและมุมมองใหม่ที่นำไปใช้ได้จริง การมีความวิตกกังวลไม่ได้แปลว่าเราจะต้องจมอยู่กับความคิดลบไปตลอดชีวิต แต่สภาพแวดล้อม แรงผลักดัน และการมีส่วนร่วม สามารถเปลี่ยนวิธีที่เราตอบสนองต่อสิ่งคุกคามได้ ไม่ว่าจะบนท้องถนน ที่โรงเรียน หรือที่ทำงาน สำหรับคนไทย การมีกลไกสร้างแรงจูงใจ การสนับสนุนจากคนรอบข้าง และการฝึกสติที่เหมาะสมกับบริบท ล้วนเป็นทางเลือกที่ช่วยพัฒนาการจัดการความสนใจของเราได้อย่างสร้างสรรค์ แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมากมายในชีวิต

สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับความวิตกกังวล บุคลากรด้านสุขภาพจิตในไทยแนะนำให้ลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ทำได้จริง ขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิด และใช้ประโยชน์จากบริการให้คำปรึกษาหรือสื่อดิจิทัลที่มีอยู่ พร้อมทั้งผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิม เช่น การฝึกขอบคุณสิ่งดีๆ ในชีวิตและการเจริญสติ เข้ากับความรู้ใหม่ๆ เรื่องแรงจูงใจและความสนใจ เพื่อดูแลสุขภาพจิตองค์รวม สำหรับหน่วยงานภาครัฐ นี่คือโอกาสในการทบทวนและออกแบบนโยบายที่อิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์และประสบการณ์จริงของคนไทย แทนที่จะยึดติดกับแนวคิดสำเร็จรูปที่อาจใช้ไม่ได้ผลกับทุกคน

ผู้อ่านที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและทำแบบประเมินตนเองเบื้องต้นได้จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น กรมสุขภาพจิต (DMH) องค์การอนามัยโลก และแพลตฟอร์มดูแลสุขภาพใจต่างๆ ที่สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำ การติดตามข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ อยู่เสมอจะช่วยให้เราทุกคน ครอบครัว และสังคมไทย สามารถรับมือกับภาวะวิตกกังวลได้อย่างเข้มแข็งและมีความหวังมากขึ้น