งานวิจัยล่าสุดได้ส่องไฟไปยังภาวะที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักอย่าง “มิโซคีเนเซีย” (Misokinesia) หรือความรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรงเมื่อเห็นคนอื่นทำพฤติกรรมซ้ำไปซ้ำมา เช่น กระดิกนิ้ว เคาะปากกา หรือสั่นขา งานวิจัยชี้ว่าภาวะนี้อาจส่งผลกระทบต่อประชากรมากถึง 1 ใน 3 ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย แม้จะเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย แต่กลับยังไม่เป็นที่เข้าใจนัก และอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเข้าสังคมและสุขภาพจิต
มิโซคีเนเซีย คือภาวะที่คนคนหนึ่งเกิดอารมณ์ด้านลบ ตั้งแต่ความรำคาญเล็กน้อยไปจนถึงความทุกข์ทรมานอย่างหนัก เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการกระดิกนิ้ว สั่นขา เคาะปากกา เล่นของเล่นในมือ เคี้ยวอาหาร หรือแม้แต่กิริยาท่าทางที่แสดงความกระวนกระวายใจต่าง ๆ (อ่านงานวิจัยต้นทาง) แม้ชื่อนี้จะยังไม่คุ้นหูคนทั่วไป แต่ผลการศึกษาโดยทีมจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (UBC) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature/Scientific Reports เมื่อปี ๒๕๖๔ ยืนยันว่าภาวะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร
จากการสำรวจผู้เข้าร่วมกว่า ๔,๑๐๐ คน พบว่าราว ๑ ใน ๓ ของกลุ่มตัวอย่างมีอาการของภาวะมิโซคีเนเซียในระดับหนึ่ง สำหรับบางคน อาจเป็นเพียงความรำคาญหรือเสียสมาธิชั่วครู่ แต่สำหรับบางราย อาการอาจรุนแรงถึงขั้นต้องหลีกเลี่ยงสถานการณ์ทางสังคมบางอย่างไปเลย ทีมวิจัยชี้ว่าในกรณีที่อาการหนัก ภาวะนี้อาจส่งผลกระทบต่อการทำงาน การเรียน และความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลในสังคมไทยที่ผู้คนต้องทำงานและใช้ชีวิตร่วมกันอย่างใกล้ชิด
ข้อมูลสำคัญจาก UBC ชี้ว่า มิโซคีเนเซียแตกต่างจาก “มิโซโฟเนีย” (Misophonia) ซึ่งเป็นภาวะไวต่อ “เสียง” เช่น เสียงเคี้ยวอาหารหรือเสียงคลิกปากกา แต่มิโซคีเนเซียนั้นเกี่ยวข้องกับ “การมองเห็น” เป็นหลัก ดังนั้นพื้นที่ทำงานแบบเปิดโล่ง (Open Office) ห้องเรียน หรือพื้นที่สาธารณะที่คนพลุกพล่าน จึงอาจกลายเป็นสถานที่กระตุ้นอาการสำหรับผู้ที่มีภาวะนี้ได้ง่าย ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า “มิโซคีเนเซียคือปฏิกิริยาทางอารมณ์ในแง่ลบที่รุนแรง เมื่อเราเห็นการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ของคนอื่น” ขณะที่ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาในทีมวิจัยเสริมว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องจำกัดการเข้าสังคมเพราะภาวะนี้ โดยยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของคนใกล้ชิดที่รู้สึกทุกข์ใจอย่างมากเมื่อต้องเห็นการเคลื่อนไหวเหล่านั้น
คำถามที่ตามมาคือ ทำไมบางคนถึงไวต่อภาพเหล่านี้เป็นพิเศษ? นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าคำตอบอาจซ่อนอยู่ในระบบ “เซลล์ประสาทกระจกเงา” (Mirror Neurons) ซึ่งเป็นเซลล์สมองที่ทำงานทั้งตอนที่เราลงมือทำและตอนที่เรามองเห็นคนอื่นทำสิ่งเดียวกัน เซลล์ประสาทส่วนนี้ช่วยให้เราเข้าใจอารมณ์และเจตนาของผู้อื่นได้ นักวิจัยจาก UBC อธิบายว่า ในคนที่มีภาวะมิโซคีเนเซีย การเห็นคนอื่นขยับตัวซ้ำ ๆ อาจไปกระตุ้นเซลล์ประสาทกลุ่มนี้โดยไม่รู้ตัว ทำให้เรารับเอาความรู้สึกของคนที่กำลังขยับตัวเข้ามา ราวกับว่าเราตกอยู่ในสภาวะอารมณ์เดียวกับเขา ไม่ใช่แค่รู้สึกถูกรบกวน
นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ว่าการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ มักเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากความวิตกกังวลหรือความกระสับกระส่าย เมื่อคนที่มีภาวะมิโซคีเนเซียเห็นภาพเหล่านี้ ก็อาจเป็นการกระตุ้นอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองโดยไม่ตั้งใจ และยิ่งพยายามจะไม่สนใจ ก็อาจจะยิ่งหมกมุ่นมากขึ้น งานวิจัยในปี ๒๕๖๗ เสนอว่า มิโซคีเนเซียอาจมีกลไกทางสมองที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกหงุดหงิดหรือเสียสมาธิตามปกติ (ดูข้อมูลเพิ่มเติม)
แม้จะพบได้บ่อย แต่มิโซคีเนเซียยังคงเป็นภาวะที่ถูกมองข้ามและขาดการวิจัยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับภาวะไวต่อเสียง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพิ่งมีการบัญญัติศัพท์และเริ่มศึกษาอย่างเป็นระบบเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกทั้งสังคมมักมองว่าความรำคาญต่อพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ของผู้อื่นเป็นแค่เรื่องนิสัยส่วนตัว ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาในไทยเผยว่า ยังมีผู้คนจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้แต่ไม่กล้าบอกใครหรือไม่กล้าไปพบผู้เชี่ยวชาญ เพราะไม่แน่ใจว่าอาการของตน “แปลก” หรือเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจหรือไม่
ในบริบทของสังคมไทย มีมิติที่น่าสนใจให้พิจารณาเพิ่มเติม สังคมไทยให้ความสำคัญกับความอดทน การเห็นแก่ส่วนรวม และการรักษามารยาทในที่สาธารณะ คนที่ขยับตัวจนรบกวนผู้อื่นอาจถูกมองในแง่ลบ แต่ในทางกลับกัน คนที่ไวต่อภาพเหล่านี้ก็มักเลือกที่จะไม่แสดงออก วัฒนธรรม “ความเกรงใจ” อาจทำให้ผู้มีอาการเลือกที่จะเก็บความรู้สึกไว้กับตัวเองหรือหลีกเลี่ยงสถานการณ์นั้น ๆ ไปเลย แทนที่จะสื่อสารความรู้สึกของตนออกไป
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ กระแสเรื่อง “ความหลากหลายทางระบบประสาท” (Neurodiversity) และสุขภาพจิตในกลุ่มคนทำงาน นักเรียนนักศึกษาในไทย เริ่มทำให้สังคมหันมาสนใจประเด็นความไวต่อสิ่งเร้ามากขึ้น แต่มิโซคีเนเซียยังไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในตำราแพทย์หรือหลักสูตรอบรมด้านจิตวิทยา ทำให้ผู้ที่ประสบปัญหานี้จำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจในการรับมือกับอาการของตนเอง
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากสงสัยว่าตัวเองมีอาการ ควรเริ่มจากการสังเกตว่าอะไรคือสิ่งกระตุ้น ลองใช้เทคนิคการฝึกสติเพื่อดึงความสนใจกลับมาที่ลมหายใจหรือร่างกายของตัวเอง การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การขอเปลี่ยนที่นั่งในห้องประชุม การเลือกโต๊ะทำงานที่ห่างจากจุดที่มีคนเคลื่อนไหวบ่อย ๆ หรือการใช้ฉากกั้น ก็อาจช่วยลดการรบกวนทางสายตาได้ การเปิดใจพูดคุยกับเพื่อนหรือหัวหน้างานเพื่อขอความร่วมมือก็เป็นอีกทางออกหนึ่ง แม้จะต้องใช้ความกล้าหาญไม่น้อยในวัฒนธรรมไทย หากอาการรุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจกลไกทางประสาทสัมผัสจะช่วยให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม
ในอนาคต บุคลากรด้านสุขภาพจิตและผู้ดูแลสุขภาวะในองค์กรของไทยอาจนำองค์ความรู้ระดับโลกมาปรับใช้เพื่อสื่อสารและคัดกรองภาวะนี้ได้มากขึ้น สถาบันการศึกษาที่กำลังรณรงค์เรื่องสุขภาพจิตก็ควรสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีความไวต่อสิ่งเร้าเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ในยุคที่องค์กรต่าง ๆ กำลังปรับตัวหลังโควิด-19 การออกแบบพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นอาจเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้ที่มีภาวะมิโซคีเนเซียสามารถทำงานได้อย่างสบายใจไม่ต่างจากคนอื่น ๆ (ดูรายละเอียดงานวิจัย; Futura Sciences)
ในอดีต ความรำคาญต่อเสียงหรือภาพเคลื่อนไหวบางอย่างเคยถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว แต่ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา วงการประสาทวิทยาเริ่มยอมรับและให้พื้นที่กับภาวะอย่าง “มิโซโฟเนีย” และ “มิโซคีเนเซีย” ในงานวิจัยมากขึ้น โดยเชื่อว่าทั้งปัจจัยทางพันธุกรรม ประสบการณ์ในอดีต และบริบททางวัฒนธรรม ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายด้านสุขภาพของไทยในการศึกษาปรากฏการณ์นี้ในบริบทท้องถิ่นเพื่อวางแผนรับมืออย่างตรงจุด
ยิ่งเราเข้าใจภาวะมิโซคีเนเซียมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์สังคม โรงเรียน และที่ทำงานที่เห็นอกเห็นใจผู้ที่มีภาวะนี้มากขึ้นเท่านั้น หากเราเปิดใจรับฟังประสบการณ์ของผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้และร่วมกันสร้างกลไกสนับสนุน พวกเขาก็จะสามารถใช้ชีวิตและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ
สำหรับผู้อ่านที่กำลังกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือคนใกล้ชิด ขอแนะนำให้ลองเริ่มจากการสังเกตสิ่งกระตุ้น ค่อย ๆ ปรับสภาพแวดล้อม และหากอาการส่งผลกระทบต่อชีวิตจริง ๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้อยู่คนเดียว เพราะงานวิจัยล่าสุดยืนยันแล้วว่า ภาวะนี้พบได้บ่อยกว่าที่คิดและสมควรได้รับการยอมรับและดูแล
ที่มา: