งานวิจัยชิ้นล่าสุดจากศูนย์ Pew Research Center เผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจว่า สหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ผู้คนส่วนใหญ่ยึดโยงกับศาสนาและมีความเชื่อทางจิตวิญญาณในระดับสูง เมื่อเทียบกับประเทศร่ำรวยอื่น ๆ ทั่วโลก ผลการสำรวจนี้ไม่เพียงฉายภาพความเชื่อที่หลากหลายในระดับสากล แต่ยังเผยให้เห็นเอกลักษณ์ความศรัทธาในแบบฉบับอเมริกัน

สำหรับสังคมไทยที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางคุณค่าและความเชื่อ รายงานจากการสำรวจ 36 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมประชากรกว่าครึ่งโลกนี้ จะช่วยเปิดมุมมองให้เห็นถึงแนวโน้มด้านศาสนาและจิตวิญญาณในเวทีโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อวิธีคิด นโยบายสาธารณะ และบทสนทนาในสังคมไทยต่อไปในอนาคต

อเมริกาท่ามกลางกระแสความเชื่อโลก

หนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดคือ ชาวอเมริกันราว 7 ใน 10 (หรือประมาณ 70%) ยังคงระบุว่าตนนับถือศาสนา ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ พุทธ ยูดาห์ ฮินดู อิสลาม หรือศาสนาอื่น ๆ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันนี้ยังเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย และเกือบครึ่งหนึ่งเชื่อว่าสรรพสิ่งในธรรมชาติ เช่น ภูเขา แม่น้ำ หรือต้นไม้ใหญ่ อาจมีพลังงานหรือจิตวิญญาณสถิตอยู่ ความเชื่อเหล่านี้ยังคงหยั่งรากลึกในชีวิตของชาวอเมริกัน แม้ว่าอัตราการเข้าโบสถ์จะลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ตาม

อัตราการนับถือศาสนาในอเมริกายังคงสูงกว่าประเทศร่ำรวยอื่น ๆ ในยุโรปตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นมีผู้ใหญ่เพียง 44% และเนเธอร์แลนด์ 46% ที่ระบุว่าตนนับถือศาสนา ทำให้อเมริกายังคงเป็นดินแดนที่รักษาแนวคิดเรื่องจิตวิญญาณไว้อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายและพลังในธรรมชาติ (ข้อมูลอ้างอิง Pew Research Center, 2568)

ในเวทีโลก ผลสำรวจยังพบว่าประชากรในอินโดนีเซียและอิสราเอลนับถือศาสนาในระดับเกือบ 100% แต่ที่น่าสนใจคือ แม้ในประเทศที่ดูเหมือนจะเคร่งศาสนา ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อเรื่องโลกหลังความตายเหมือนกัน เช่น ชาวอิสราเอลเพียง 61% ที่เชื่อว่ามีชีวิตหลังความตายอย่างแน่นอนหรืออาจจะมี สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่คนส่วนใหญ่ผูกพันกับวิถีพุทธอย่างเหนียวแน่น ก็พบกระแสความสนใจในแนวคิดจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงกับสิ่งลี้ลับหรือไสยศาสตร์มากขึ้นเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบความศรัทธาในยุคสังคมเมืองนี้มีลักษณะคล้ายกับสังคมอเมริกันที่เปิดกว้างต่อแนวทางจิตวิญญาณที่หลากหลาย (อ่านเพิ่มเติม Bangkok Post)

เปรียบเทียบกิจวัตรทางศาสนาในชีวิตประจำวัน

เมื่อมองในแง่ของการปฏิบัติศาสนกิจในแต่ละวัน ชาวอเมริกันจัดอยู่ในระดับกลาง ๆ เมื่อเทียบกับอีก 35 ประเทศในผลสำรวจ โดยกลุ่มประเทศที่ผู้คนเคร่งศาสนากว่าอย่างไนจีเรียหรือฟิลิปปินส์ มีสัดส่วนผู้สวดภาวนาทุกวันสูงกว่าอย่างมาก ในทางกลับกัน คนอเมริกันสวดมนต์บ่อยกว่าชาวยุโรปตะวันตกหรือชาวเอเชียที่มีฐานะดีอย่างชัดเจน ขณะที่ในประเทศอย่างญี่ปุ่นและฝรั่งเศส มีคนเพียงส่วนน้อยที่สวดมนต์เป็นกิจวัตร ปรากฏการณ์นี้คล้ายคลึงกับกลุ่มคนทำงานออฟฟิศในไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคร่งครัดหรือปฏิบัติศาสนกิจเป็นประจำ แต่ยังคงเห็นช่องว่างทางความคิดระหว่างวัยอย่างชัดเจน

ความเชื่อเรื่องธรรมชาติและจิตวิญญาณ

สำหรับความเชื่อเกี่ยวกับพลังในธรรมชาติ ชาวอเมริกันเกือบครึ่งหนึ่งเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ เช่น ต้นไม้หรือแม่น้ำ อาจมีจิตวิญญาณสถิตอยู่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใกล้เคียงกับอินเดียและเปรู และยังสอดคล้องกับคติความเชื่อของไทย ที่ยังคงนิยมสร้างศาลพระภูมิ จัดพิธีกรรมบูชาแม่น้ำและภูเขา ควบคู่ไปกับการนับถือศาสนาพุทธที่เป็นกระแสหลัก ในทางตรงกันข้าม มีชาวโปแลนด์เพียง 30% ที่ยอมรับความเชื่อนี้ สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดที่ว่า ‘ธรรมชาติมีจิตวิญญาณ’ นั้นถูกหล่อหลอมจากประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างกัน

พฤติกรรมทางจิตวิญญาณอื่น ๆ ที่พบได้ในไทยและเอเชีย

ผลสำรวจยังสอบถามถึงกิจกรรมทางจิตวิญญาณอื่น ๆ เช่น การดูหมอ ตรวจดวงชะตา หรือทำนายอนาคต ซึ่งในกลุ่มประเทศที่สำรวจ มีไม่ถึง 20% ที่ทำกิจกรรมเหล่านี้ แต่ที่น่าสนใจคือ ในอินเดียมีผู้สนใจเกือบครึ่งหนึ่ง ขณะที่ในประเทศไทย การดูดวงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และหมอดูกลายเป็นที่ปรึกษาสำคัญทั้งเรื่องการงาน ความรัก ไปจนถึงการเมือง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในทุกช่วงการเลือกตั้งหรือเทศกาลสำคัญประจำปี (อ่านเพิ่ม The Diplomat)

มุมมองนักวิชาการไทยต่อแนวโน้มดังกล่าว

จากการให้สัมภาษณ์ของนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์อาวุโสจากมหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย ชี้ว่าความเชื่อทางจิตวิญญาณที่หยั่งรากลึกทั้งในประเทศร่ำรวยและประเทศรายได้ต่ำ เป็นสัญญาณของ “ความต้องการค้นหาความหมายของชีวิตและหลักประกันความมั่นคงทางใจ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” ซึ่งสะท้อนภาพของทั้งชาวอเมริกันและคนไทยที่ยังให้ความสำคัญกับศาสนาและจิตวิญญาณในรูปแบบที่หลากหลาย ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาของอเมริกาที่ Pew อ้างถึง กล่าวเสริมว่า “พฤติกรรมการปฏิบัติศาสนกิจและการแสวงหาทางจิตวิญญาณยังคงดำรงอยู่ แม้จะเคยมีผู้ทำนายว่าโลกกำลังจะเข้าสู่ยุคไร้ศาสนาอย่างถาวรก็ตาม”

ความหมายและผลกระทบต่อสังคมไทย

สำหรับคนไทย ผลวิจัยนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเรื่องของจิตวิญญาณยังคงเป็นรากฐานสำคัญของตัวตน แม้จะอยู่ในยุคสังคมเมืองที่พัฒนาและทันสมัยมากขึ้น นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงโจทย์สำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายและบุคลากรทางการศึกษา ที่ต้องทำความเข้าใจแนวโน้มเหล่านี้เพื่อนำไปใช้ส่งเสริมสุขภาวะทางใจ สร้างสันติสุข และเปิดพื้นที่สำหรับการพูดคุยข้ามพรมแดนความเชื่อทางศาสนา สำหรับชุมชนศาสนาเอง นี่คือความท้าทายที่ต้องเผชิญด้วยการเปิดรับแนวปฏิบัติและความเชื่อใหม่ ๆ พร้อมกับกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัย และยอมรับความหลากหลายของที่มาแห่งความหมายในชีวิต

ในอดีต สังคมไทยได้เดินอยู่บนเส้นทางสายกลางระหว่างศาสนาพุทธแบบทางการ ความเชื่อเรื่องผีสาง และอิทธิพลจากต่างชาติ ทำให้สามารถผสมผสานวัฒนธรรมใหม่ ๆ ได้โดยไม่สูญเสียแก่นของพิธีกรรมท้องถิ่น ความยืดหยุ่นเช่นนี้ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในยุคโลกาภิวัตน์ วัฒนธรรมดิจิทัล และการเคลื่อนย้ายของผู้คนที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีความคาดหวังต่อศรัทธาในรูปแบบใหม่ ๆ และยังพบแนวโน้มที่คนหนุ่มสาวไทยจำนวนมากขึ้นนิยามตัวเองว่า “เป็นสายจิตวิญญาณแต่ไม่ยึดติดกับศาสนา” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกับในสหรัฐอเมริกาและบางประเทศในยุโรป (อ่านเพิ่ม BBC)

ทิศทางในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้จะเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวของเมือง การเสพสื่อออนไลน์ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ มีแนวโน้มจะผลักดันให้ผู้คนสร้างรูปแบบความศรัทธาที่เป็นของตัวเองมากขึ้น หลายคนหันไปหาแอปพลิเคชันฝึกสมาธิ การเข้ารีทรีตเพื่อดูแลจิตใจ หรือตีความเรื่องกรรมและโชคชะตาในมุมมองใหม่ ๆ ซึ่งในกรุงเทพฯ เองก็เห็นได้ชัดว่าตลาดสายจิตวิญญาณกำลังเติบโตและคึกคักอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Pew ยืนยันว่าศรัทธาจะยังคงเป็นรากฐานของชีวิตทั้งในระดับบุคคลและสังคมต่อไป แม้ว่าแนวโน้มบางอย่างจะลดลงก็ตาม

ข้อเสนอแนะสำหรับสังคมไทยที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงนี้ คือ การส่งเสริมพื้นที่พูดคุยข้ามศาสนาในสถานศึกษา สนับสนุนโครงการสุขภาพจิตที่เชื่อมโยงกับความเชื่อ และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นหาและสร้างสรรค์พิธีกรรมหรือกิจกรรมที่ให้ความหมายทางใจ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางดั้งเดิมหรือรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างสมดุลทั้งทางกายและใจ การเปิดรับทั้งความเหมือนและความต่างจากสังคมโลก จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถกำหนดเส้นทางด้านจิตวิญญาณของตนเองในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่งได้


แหล่งข้อมูล: