งานวิจัยล่าสุดเผยข้อมูลน่าสนใจว่า ชายหนุ่มที่ไม่ยืดหยุ่นทางความคิดและยึดติดกับพฤติกรรมบางอย่างเกี่ยวกับรูปร่างและการออกกำลังกาย มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับภาวะเสพติดการออกกำลังกายจนเป็นอันตราย โดยเฉพาะกลุ่มที่มุ่งมั่นสร้างกล้ามเนื้ออย่างหนัก ผลการศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสาร Eating Behaviors และรายงานโดย PsyPost ซึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ที่ชายหนุ่มในไทยและหลายประเทศหมกมุ่นกับการออกกำลังกายอย่างหักโหมจนส่งผลเสียต่อร่างกาย

ประเด็นนี้กำลังเป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อค่านิยมเรื่องรูปร่างและความงามแบบตะวันตกหลั่งไหลเข้ามามีอิทธิพลต่อเยาวชนผ่านโซเชียลมีเดีย เหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายฟิตเนส และตลาดอาหารเสริมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ภาพชายหนุ่มที่มุ่งมั่นปั้นหุ่นในฟิตเนสและยิมใจกลางกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ต่างๆ เพื่อให้ได้รูปร่างในอุดมคติตามที่สื่อนำเสนอ กลายเป็นภาพที่คุ้นตา สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิตและการรับรู้คุณค่าในตัวเองของคนรุ่นใหม่ งานวิจัยชิ้นนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งเสียงสะท้อนที่สำคัญ

เจาะลึกข้อมูลจากนักศึกษา: เมื่อความอยากมีกล้ามมาพร้อมกับความคิดที่ไม่ยืดหยุ่น

การศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาชายระดับปริญญาตรี 243 คน โดยมุ่งวัดสองปัจจัยหลัก ได้แก่

  • “ความต้องการอยากมีกล้าม” (drive for muscularity) หรือแรงผลักดันอย่างสูงในการสร้างร่างกายให้ใหญ่และมีกล้ามเนื้อคมชัด
  • “ความไม่ยืดหยุ่นทางความคิด” (cognitive inflexibility) หรือความยากลำบากในการปรับเปลี่ยนแนวคิดหรือพฤติกรรมเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ใหม่ๆ

ทีมวิจัยใช้แบบสอบถามมาตรฐานในการประเมิน และพบว่ากลุ่มชายหนุ่มที่ยึดติดกับความคิดเรื่องรูปร่าง น้ำหนัก อาหาร หรือการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับความต้องการมีกล้ามเนื้อสูง มักจะมีพฤติกรรมการออกกำลังกายที่ขาดความยืดหยุ่น เช่น ฝืนซ้อมหนักแม้ร่างกายบาดเจ็บ ยึดติดกับตารางฝึกอย่างเคร่งครัดเกินไป หรือให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเหนือสิ่งอื่นใด จนกระทบต่อสุขภาพกายและใจ

ทีมวิจัยสรุปว่า “ข้อมูลชี้ชัดว่า ความคิดที่ยึดติดตายตัวในเรื่องร่างกาย เป็นตัวเร่งที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดพฤติกรรมการออกกำลังกายที่ผิดปกติในกลุ่มคนที่อยากมีกล้ามมากๆ” นั่นหมายความว่า ไม่ใช่แค่ความปรารถนาอยากมีหุ่นล่ำเท่านั้นที่เป็นปัญหา แต่การขาดความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกกำลังกายให้เหมาะสม ก็เป็นตัวการสำคัญที่นำไปสู่ผลเสียได้เช่นกัน

ทำความเข้าใจภาวะ “ความคิดยึดติด” ในบริบทสังคมไทย

แม้ในวัฒนธรรมไทย แนวคิดเรื่องความยืดหยุ่นและการประนีประนอมจะเป็นสิ่งที่ถูกให้คุณค่า แต่เมื่อเยาวชนไทยเสพสื่อสากลที่ตอกย้ำมาตรฐานรูปร่างของผู้ชายที่ตายตัวและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ก็อาจทำให้บางคนนำกรอบความคิดที่แข็งตัวมาใช้กับเรื่องรูปร่างและการออกกำลังกายมากเกินไป จนกลายเป็นบ่อเกิดของพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การออกกำลังกายที่ขับเคลื่อนด้วยความวิตกกังวลหรือความหมกมุ่น แทนที่จะเป็นความสุขหรือการดูแลสุขภาพ

เทคนิคการวิจัยที่ใช้ เช่น แบบประเมินความต้องการอยากมีกล้าม (Drive for Muscularity Scale) แบบสอบถามความยืดหยุ่นในผู้ที่มีภาวะการกินผิดปกติ (Eating Disorder Flexibility Index Questionnaire) และแบบประเมินภาวะเสพติดการออกกำลังกาย (Exercise Dependence Scale–21) ช่วยทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า คนที่ “ติดกรอบ” ในเรื่องรูปร่าง ไม่ใช่แค่คนดื้อรั้นทั่วไป แต่เป็นคนที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองได้ยากเฉพาะในเรื่องนี้ เช่น เชื่อว่ามี “รูปร่างที่ดีที่สุด” เพียงแบบเดียว หรือมี “ท่าออกกำลังกายที่ถูกต้อง” เพียงวิธีเดียว วิธีคิดเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อการปรับแผนเมื่อร่างกายอ่อนล้าหรือบาดเจ็บ จนท้ายที่สุดอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งกายและใจ

ผลกระทบของการออกกำลังกายที่ผิดปกติ

งานวิจัยก่อนหน้านี้หลายชิ้นพบว่า การหมกมุ่นกับการออกกำลังกายเกินพอดี อาจนำไปสู่การบาดเจ็บเรื้อรัง ภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือแม้กระทั่งโรคการกินผิดปกติ เช่น โรคคลั่งผอมในคนเล่นกล้าม (muscle dysmorphia) ซึ่งแพทย์ในไทยก็เริ่มพบผู้ป่วยลักษณะนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาจากสถาบันที่มีการแข่งขันสูงในกรุงเทพฯ ซึ่งมีแรงกดดันเรื่องภาพลักษณ์อย่างชัดเจน ผู้ให้คำปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งเปิดเผยว่า พบผู้ป่วยชายหนุ่มที่ออกกำลังกายอย่างหักโหม ละเลยสัญญาณเตือนของร่างกาย และมีข้อจำกัดเรื่องการกินและการนอนที่เข้มงวดเกินไป “ในคลินิก เราพบคนกลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาฝึกซ้อมเกินพอดี ไม่สนใจอาการบาดเจ็บ เพราะกลัวจะหลุดตารางหรือหมกมุ่นกับความคิดที่ว่าต้องเจ็บปวดถึงจะเห็นผล” คลินิกจิตวิทยาวัยรุ่นแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

แนวทางป้องกันในกลุ่มเยาวชนไทย

ทีมวิจัยยอมรับข้อจำกัดว่างานวิจัยนี้มุ่งเน้นที่กลุ่มนักศึกษาชายในประเทศเดียว ซึ่งอาจไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของประชากรทั้งหมดได้ อย่างไรก็ตาม รูปแบบทางจิตใจที่ค้นพบนี้สามารถนำไปปรับใช้เพื่อวางแผนป้องกันในระดับมหาวิทยาลัย ฟิตเนส และพื้นที่ออนไลน์ในไทยได้ เช่น

  • ส่งเสริมกรอบความคิดที่ยืดหยุ่นเกี่ยวกับสุขภาพ
  • กระตุ้นให้ลองปรับเปลี่ยนรูปแบบการฝึกหรือการออกกำลังกาย
  • ท้าทายทัศนคติแบบสุดโต่งที่มีต่อรูปร่างหรือความเป็นชาย

แนวทางเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงในสังคมไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมที่ซับซ้อนจากการผสมผสานระหว่างแนวคิดดั้งเดิมและกระแสจากตะวันตก

ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงสำหรับเยาวชน ครู หรือแม้แต่เจ้าของยิม เช่น

  • เปิดพื้นที่ให้เกิดการพูดคุยเกี่ยวกับค่านิยมเรื่องรูปร่างและความเสี่ยงจากการออกกำลังกายที่ซ้ำซากจำเจ
  • สอนให้รู้จักฟังเสียงร่างกายของตนเองและปรับเปลี่ยนแผนเมื่อจำเป็น
  • จัดหาบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตสำหรับผู้ที่เริ่มมีสัญญาณของความหมกมุ่นกับรูปลักษณ์ของตนเอง

ศูนย์ให้คำปรึกษาในมหาวิทยาลัยและองค์กรด้านสุขภาพเยาวชนอาจเริ่มใช้แบบคัดกรอง “ความไม่ยืดหยุ่นทางความคิด” เพื่อประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับภาวะเครียดจากการออกกำลังกาย และในขณะที่การรณรงค์ด้านสุขภาพจิตในผู้หญิงมีอยู่แพร่หลาย ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ชายที่อาจกำลังเผชิญกับปัญหานี้อย่างเงียบๆ เช่นกัน

สำหรับผู้อ่านที่กำลังเป็นห่วงตนเองหรือเพื่อน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลองถามตัวเองว่า “ถ้าวันนี้ไม่ได้ออกกำลังกายจะรู้สึกแย่แค่ไหน” “คุณสามารถปรับแผนการฝึกตามสภาพร่างกาย พลังงาน หรือภาระหน้าที่อื่นๆ ได้หรือไม่ หรือยังฝืนทำต่อไปแม้จะเสี่ยงอันตราย” หากคำตอบของคุณเอนเอียงไปทางหลัง อาจถึงเวลาที่ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เทรนเนอร์ หรือผู้นำในชุมชนที่คุณไว้วางใจ

อ่านข้อมูลสรุปของงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ PsyPost และสามารถขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปัญหาการกินหรือการออกกำลังกายในไทยได้ การสร้างทัศนคติที่สมดุลและยืดหยุ่นต่อการดูแลตัวเอง คือรากฐานสำคัญของสุขภาพกายที่แข็งแรง และยังนำมาซึ่งความสุขและการยอมรับในตนเองอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว