บทสรุปและวิเคราะห์ The Perspective of the World (1979) เป็นเล่มที่ 3 ในไตรภาคหนังสือ Civilization and Capitalism, 15th-18th Century
หน้า 1: บทนำ - แว่นตาของบรัวเดลและโครงสร้างประวัติศาสตร์สามชั้น
ใครคือเฟอร์นันด์ บรัวเดล? เฟอร์นันด์ บรัวเดล (1902-1985) คือนักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 20 เขาเป็นผู้นำของสำนักประวัติศาสตร์ Annales School ซึ่งปฏิวัติการศึกษาประวัติศาสตร์โดยสิ้นเชิง จากเดิมที่เน้นเรื่องราวของกษัตริย์ การเมือง การทูต และสงคราม (ประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ หรือ histoire événementielle) ไปสู่การศึกษาโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้าในระยะยาว หรือที่เขาเรียกว่า “longue durée” (กาลอันยืนยาว)
หัวใจของไตรภาค “Civilization and Capitalism” เพื่อที่จะเข้าใจเล่มที่ 3 (The Perspective of the World) เราต้องเข้าใจกรอบการวิเคราะห์ (Framework) ที่บรัวเดลวางไว้ใน 2 เล่มแรกก่อน เขาแบ่งโลกแห่งความเป็นจริงออกเป็น 3 ชั้นที่ซ้อนทับกันอยู่ เปรียบเสมือนตึกสามชั้นที่ส่งผลกระทบต่อกันและกัน:
ชั้นล่างสุด: ชีวิตวัตถุ (Material Life / Vie matérielle) - (เนื้อหาหลักในเล่ม 1: The Structures of Everyday Life)
นี่คือชั้นของ longue durée ที่แท้จริง เป็นโลกที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงช้าที่สุด เป็นรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง มันคือเรื่องของภูมิศาสตร์ (Geography) ที่คุณกล่าวถึง, สภาพอากาศ, จำนวนประชากร, โรคระบาด, อาหารการกิน (ข้าวสาลี ข้าวเจ้า ข้าวโพด), เครื่องมือพื้นฐาน, กิจวัตรประจำวันของผู้คนส่วนใหญ่ บรัวเดลเรียกชั้นนี้ว่า “เขตแดนของสิ่งที่เป็นไปได้” (The limits of the possible) ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชั้นบนจะถูกจำกัดและกำหนดโดยโครงสร้างพื้นฐานในชั้นนี้เสมอ ประเทศไทยมีภูมิศาสตร์เป็นแบบใด ก็จะกำหนดวิถีชีวิตและโครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐานแบบนั้นไปอีกนานแสนนาน ชั้นกลาง: ชีวิตทางเศรษฐกิจ (Economic Life / Vie économique) - (เนื้อหาหลักในเล่ม 2: The Wheels of Commerce)
นี่คือชั้นของ “เศรษฐกิจตลาด” (Market Economy) เป็นโลกของการแลกเปลี่ยนที่มองเห็นได้ชัดเจน มันคือเรื่องของตลาดท้องถิ่น, ร้านค้า, พ่อค้าคนกลาง, เส้นทางการค้า, เมือง, การเปรียบเทียบราคา, อุปสงค์และอุปทานที่ค่อนข้างโปร่งใส เป็นโลกของอาดัม สมิธ (Adam Smith) ที่ “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible Hand) ทำงาน ชั้นนี้มีการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าชั้นล่าง แต่ก็ยังดำเนินไปตามจังหวะและฤดูกาล (Conjunctures) ชั้นบนสุด: ทุนนิยม (Capitalism) - (เนื้อหาหลักในเล่ม 3: The Perspective of the World)
นี่คือชั้นสูงสุดที่บรัวเดลให้ความสนใจในเล่มนี้ มันคือโลกของ “ทุนนิยมระดับสูง” (High Capitalism) ซึ่งเป็นกลไกที่ซับซ้อนและมีผู้เล่นน้อยราย มันไม่ใช่แค่เรื่องของการค้า แต่เป็นเรื่องของ การเงินระดับสูง (High Finance), การเก็งกำไร, การผูกขาด, การสร้างเครดิตขนาดใหญ่, และการค้าทางไกลที่อาศัยความได้เปรียบจากข้อมูลข่าวสาร จุดสำคัญที่สุด: บรัวเดลยืนยันว่า ทุนนิยมไม่ใช่สิ่งเดียวกับเศรษฐกิจตลาด แต่เป็นสิ่งที่อยู่ “เหนือ” และ “ควบคุม” เศรษฐกิจตลาดอีกทีหนึ่ง มันคือ “โซนพิเศษ” ที่ผู้เล่นไม่กี่รายสามารถบงการเกมและสร้างความมั่งคั่งมหาศาลได้ The Perspective of the World คือการพาเราขึ้นไปยืนอยู่บนชั้นสามของตึกนี้ แล้วมองลงมาเพื่อทำความเข้าใจว่า “ระบบทุนนิยมโลก” ทำงานอย่างไรผ่านประวัติศาสตร์
หน้า 2: แนวคิดแกนกลาง (1) - “เศรษฐกิจโลก” (L’économie-monde / World-Economy)
นี่คือเครื่องมือวิเคราะห์ที่สำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้ โปรดสังเกตว่า บรัวเดลใช้คำว่า “เศรษฐกิจโลก” (a world-economy) ซึ่งเป็นคำนามนับได้ ไม่ใช่ “เศรษฐกิจของโลก” (the world economy) ที่หมายถึงเศรษฐกิจทั้งหมดของดาวเคราะห์ใบนี้
นิยามของ “เศรษฐกิจโลก” “เศรษฐกิจโลก” คือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ขนาดใหญ่ที่มีลักษณะดังนี้:
มีขอบเขตของตัวเอง (Has boundaries): เป็นพื้นที่ที่มีความพอเพียงทางเศรษฐกิจในตัวเองระดับหนึ่ง และการแลกเปลี่ยนกับโลกภายนอกขอบเขตนี้มีน้อยมาก มีศูนย์กลางเสมอ (Always has a core or a pole): มีเมืองหลวงทางเศรษฐกิจ (a dominant capitalist city) ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบัญชาการทางการเงิน, เทคโนโลยี, และข้อมูลข่าวสาร มีลำดับชั้น (Is marked by a hierarchy): พื้นที่ภายในเศรษฐกิจโลกจะถูกแบ่งออกเป็น 3 โซนที่สัมพันธ์กันอย่างชัดเจน องค์ประกอบ 3 โซนของ “เศรษฐกิจโลก”
ศูนย์กลาง (The Core / Center):
คือเมืองที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้นๆ (เช่น เวนิส, อัมสเตอร์ดัม, ลอนดอน) เป็นที่รวมของสถาบันการเงินที่ทรงพลังที่สุด (ธนาคาร, ตลาดหลักทรัพย์), พ่อค้ารายใหญ่, นายทุน, และข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วที่สุด มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุด, ค่าแรงสูงที่สุด, และมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจมากที่สุด เป็นโซนที่ “คิดค้น” และ “บงการ” ระบบ กึ่งกลาง (The Semi-periphery):
คือพื้นที่โดยรอบศูนย์กลาง เป็นประเทศหรือเมืองที่เจริญรองลงมา (เช่น เมืองอื่นๆ ในอิตาลีตอนเหนือ, ฝรั่งเศสตอนใต้, อังกฤษในยุคที่อัมสเตอร์ดัมเป็นศูนย์กลาง) เป็นโซนที่มีทั้งความก้าวหน้าและความล้าหลังปะปนกัน ทำหน้าที่เป็น “กันชน” (Buffer) และ “ตัวกลาง” (Intermediary) รับคำสั่งจากศูนย์กลาง แต่ก็ขูดรีดผลประโยชน์จากขอบต่อไปอีกทอดหนึ่ง ขอบ (The Periphery):
คือพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่ห่างไกลออกไป (เช่น ยุโรปตะวันออก, อาณานิคมในอเมริกา, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เป็นแหล่งวัตถุดิบ, สินค้าเกษตร, และแรงงานราคาถูก ลักษณะเด่นคือ การขาดเสรีภาพ มีการใช้แรงงานทาส, ระบบทาสติดที่ดิน (Serfdom), และแรงงานบังคับในรูปแบบต่างๆ ความมั่งคั่งของ “ศูนย์กลาง” ถูกสร้างขึ้นบนการขูดรีดผลประโยชน์จาก “ขอบ” อย่างเป็นระบบ พลวัตของระบบ: สิ่งที่น่าสนใจคือ “ศูนย์กลาง” ของเศรษฐกิจโลกเหล่านี้ไม่เคยคงอยู่ถาวร มันมีการ “สลับสับเปลี่ยน” (Succession) อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเส้นเรื่องหลักของหนังสือเล่มนี้
หน้า 3: การเดินทางของศูนย์กลาง (ตอนที่ 1) - จากเวนิสสู่เจนัว
เรื่องราวใน The Perspective of the World คือการไล่ตามประวัติศาสตร์การขึ้นลงของเมืองที่เป็น “ศูนย์กลาง” ของเศรษฐกิจโลกในยุโรป
ยุคก่อนหน้า: การก่อตัวของเมือง (11th-13th Centuries) บรัวเดลมองย้อนกลับไปที่การเติบโตของเมืองต่างๆ ในยุคกลาง เช่น บรูจส์ (Bruges) หรือกลุ่มสันนิบาตฮันเซียติก (Hanseatic League) ในทะเลเหนือและบอลติก เมืองเหล่านี้สร้างเครือข่ายการค้าที่มั่งคั่ง แต่ยังไม่มีเมืองใดเมืองหนึ่งสามารถครองความเป็นใหญ่ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนกระทั่ง…
ศูนย์กลางที่ 1: เวนิส (Venice) - ราชินีแห่งเมดิเตอร์เรเนียน (ประมาณ ค.ศ. 1380 - 1500)
ทำไมต้องเวนิส?:
ภูมิศาสตร์คือราชา: ตำแหน่งที่ตั้งสมบูรณ์แบบในการเป็นตัวกลางการค้าระหว่างยุโรปกับโลกตะวันออก (Levant) โดยเฉพาะ การผูกขาดการค้าเครื่องเทศ ที่มีราคาสูงลิ่ว อำนาจรัฐที่เข้มแข็ง: มีกองเรือรบที่ทรงพลัง (Venetian Arsenal คือโรงงานที่ใหญ่และมีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนั้น) และมีรัฐบาลที่สนับสนุนการค้าอย่างเต็มที่ นวัตกรรมการเงิน: เป็นผู้บุกเบิกการธนาคาร, ตั๋วแลกเงิน, และระบบเครดิตที่ซับซ้อน เศรษฐกิจโลกของเวนิสทำงานอย่างไร:
ศูนย์กลาง: เมืองเวนิส กึ่งกลาง: เมืองอื่นๆ ในอิตาลีตอนเหนือ, เยอรมนีตอนใต้ ขอบ: ยุโรปส่วนที่เหลือ และโลกมุสลิมที่เวนิสไปทำการค้าด้วย จุดจบของยุคเวนิส:
การค้นพบเส้นทางเดินเรือไปอินเดียโดยตรงของโปรตุเกส (วาสโก ดา กามา, 1498) เป็นการ “ตัดตอน” เส้นทางการค้าเดิมของเวนิสอย่างรุนแรง ทำให้การผูกขาดสิ้นสุดลง ศูนย์กลางของเศรษฐกิจเริ่มขยับจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ช่วงเปลี่ยนผ่าน: อันท์เวิร์ปและเจนัว (Antwerp & Genoa) (ประมาณ ค.ศ. 1500 - 1590)
อันท์เวิร์ป (Antwerp): กลายเป็นเมืองท่าที่คึกคักที่สุดในยุโรปเหนือในช่วงศตวรรษที่ 16 เป็นตลาดกลางขนาดใหญ่ที่สินค้าจากทั่วโลก (เครื่องเทศจากโปรตุเกส, เงินจากสเปน, ผ้าจากอังกฤษ) มาเจอกัน แต่บรัวเดลชี้ว่าอันท์เวิร์ปเป็นเพียง “เวที” (Stage) แต่ไม่ใช่ “ผู้กำกับ” ที่แท้จริง มันขาดอำนาจทางการเงินและการเมืองของตัวเองที่จะควบคุมระบบได้อย่างสมบูรณ์ และถูกทำลายลงในสงครามประกาศอิสรภาพของเนเธอร์แลนด์
เจนัว (Genoa): คือกรณีที่น่าทึ่งที่สุด บรัวเดลชี้ว่าหลังยุคอันท์เวิร์ป ศูนย์กลางที่แท้จริงคือเจนัว เมืองคู่แข่งของเวนิส แต่เป็นการเป็นศูนย์กลางที่ “มองไม่เห็น”
นายธนาคารชาวเจนัวไม่ได้ควบคุมกองเรือหรือสินค้า แต่พวกเขา ควบคุมเงินทุน พวกเขาคือผู้ให้กู้รายใหญ่ที่สุดแก่จักรวรรดิสเปนที่กำลังรุ่งเรืองสุดขีด พวกเขาโยกย้ายเงินทุนจำนวนมหาศาลไปทั่วยุโรปเพื่อทำกำไรจากการเก็งกำไรและการแลกเปลี่ยนเงินตรา นี่คือตัวอย่างชั้นเลิศของ “ทุนนิยม” ที่ลอยอยู่เหนือการผลิตและการค้าปกติ พวกเขาคือ “นายทุนที่ไม่มีโรงงาน” เป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังมหาอำนาจทางการเมือง (สเปน) จนกระทั่งจักรวรรดิสเปนล้มละลายและฉุดให้ยุคของเจนัวสิ้นสุดลง
หน้า 4: การเดินทางของศูนย์กลาง (ตอนที่ 2) - ยุคทองของอัมสเตอร์ดัม
ศูนย์กลางที่ 2: อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) - ศูนย์กลางของโลก (ประมาณ ค.ศ. 1600 - 1780)
หลังความวุ่นวายในศตวรรษที่ 16 ศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกได้ย้ายขึ้นเหนืออย่างชัดเจนสู่เมืองอัมสเตอร์ดัม และนี่คือยุคที่บรัวเดลวิเคราะห์ไว้อย่างละเอียดที่สุด
ทำไมต้องอัมสเตอร์ดัม?:
นวัตกรรมทางทะเล: ชาวดัตช์สร้างเรือที่ปฏิวัติวงการคือ “ฟลายต์” (Fluyt) ซึ่งเป็นเรือขนส่งสินค้าที่ใช้ลูกเรือน้อยแต่บรรทุกได้มาก ทำให้ค่าขนส่งถูกกว่าคู่แข่งทั้งหมด การควบคุมการค้าที่สำคัญ: พวกเขาไม่ได้พึ่งพาแค่สินค้าฟุ่มเฟือย แต่เข้าควบคุมการค้าสินค้าจำเป็นที่มีปริมาณมหาศาล เช่น ธัญพืชจากทะเลบอลติก ซึ่งเปรียบเสมือน “น้ำมัน” ของยุคนั้น องค์กรทุนนิยมที่สมบูรณ์แบบ: การก่อตั้ง บริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ (VOC) ในปี 1602 ซึ่งถือเป็นบรรษัทข้ามชาติแห่งแรกของโลก มีอำนาจทั้งการค้า, การทำสงคราม, และการปกครองอาณานิคมด้วยตัวเอง สถาบันการเงินที่เหนือชั้น: ธนาคารแห่งอัมสเตอร์ดัม (Bank of Amsterdam) ในปี 1609 กลายเป็นศูนย์กลางการชำระเงินของยุโรป มีเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือสูงสุด ทำให้เงินทุนจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามา เสรีภาพและแรงงานทักษะ: การเปิดรับผู้ลี้ภัยทางศาสนา (เช่น ชาวยิวจากสเปน, โปรเตสแตนต์จากฝรั่งเศส) ทำให้เมืองเต็มไปด้วยช่างฝีมือและนายทุนที่มีความสามารถ เศรษฐกิจโลกของอัมสเตอร์ดัมทำงานอย่างไร:
ศูนย์กลาง: อัมสเตอร์ดัม กึ่งกลาง: พื้นที่โดยรอบในเนเธอร์แลนด์, อังกฤษ, ฝรั่งเศส ขอบ: ขยายไปทั่วโลกอย่างแท้จริง ตั้งแต่หมู่เกาะเครื่องเทศในอินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, ไปจนถึงอาณานิคมในอเมริกา จุดเด่นที่น่าสนใจในยุคอัมสเตอร์ดัม:
บรัวเดลแสดงให้เห็นว่าอัมสเตอร์ดัมสามารถ “เล่นกับระบบ” ได้อย่างเชี่ยวชาญ พวกเขาสามารถกักตุนสินค้าเพื่อปั่นราคา, ควบคุมข้อมูลข่าวสารผ่านเครือข่ายที่กว้างขวาง, และใช้เครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อนเพื่อดูดซับความมั่งคั่งจากทั่วโลกเข้ามาไว้ที่ตัวเอง นี่คือภาพที่ชัดเจนที่สุดของ “ศูนย์กลาง” ที่ไม่เพียงแค่ทำการค้า แต่ “จัดการ” การค้าของโลก จุดจบของยุคอัมสเตอร์ดัม:
ความมั่งคั่งทำให้เกิดความพึงพอใจในตัวเอง (Complacency) นายทุนชาวดัตช์เริ่มเปลี่ยนจากการลงทุนในการค้าที่เสี่ยง ไปสู่การปล่อยกู้กินดอกเบี้ยที่ปลอดภัยกว่าให้แก่รัฐบาลอื่นๆ (โดยเฉพาะอังกฤษ!) การแข่งขันและการทำสงครามกับอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่องได้บั่นทอนพลังของเนเธอร์แลนด์ลง อำนาจเริ่มค่อยๆ ถ่ายเทข้ามช่องแคบอังกฤษไปสู่คู่แข่งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
หน้า 5: การเดินทางของศูนย์กลาง (ตอนที่ 3) - ลอนดอนและจุดเริ่มต้นของโลกสมัยใหม่
ศูนย์กลางที่ 3: ลอนดอน (London) - จักรวรรดิและอุตสาหกรรม (ประมาณ ค.ศ. 1780 - 1914)
การขึ้นมาของลอนดอนไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเมืองหลวงทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการเปลี่ยน “กฎของเกม” ทั้งหมด
ทำไมต้องลอนดอน?:
การปฏิวัติอุตสาหกรรม (The Industrial Revolution): นี่คือปัจจัยเปลี่ยนโลก อังกฤษไม่ได้แค่ค้าขายเก่ง แต่สามารถ ผลิตสินค้าได้ในปริมาณมหาศาลและราคาถูก ผ่านโรงงานและเครื่องจักรไอน้ำ ทำให้สามารถทะลวงตลาดทั่วโลกได้ ตลาดขนาดใหญ่: การมี จักรวรรดิอังกฤษ (The British Empire) ที่แผ่ขยายไปทั่วโลก ทำให้มีทั้งแหล่งวัตถุดิบราคาถูก (ฝ้ายจากอินเดียและอเมริกา) และตลาดส่งออกที่ถูกบังคับให้ต้องซื้อสินค้าของตน อำนาจรัฐและการทหาร: ราชนาวี (The Royal Navy) ครองความเป็นเจ้ายุทธนาวีทั่วโลก คุ้มครองเส้นทางการค้าและรักษาอำนาจของจักรวรรดิ สถาบันการเงินที่แข็งแกร่ง: ธนาคารแห่งอังกฤษ (Bank of England) และเงินปอนด์สเตอร์ลิง กลายเป็นศูนย์กลางและสกุลเงินหลักของโลก เศรษฐกิจโลกของลอนดอนแตกต่างจากอัมสเตอร์ดัมอย่างไร:
ขนาด: เศรษฐกิจโลกของลอนดอนมีขนาดใหญ่กว่าและเป็น “โลก” อย่างแท้จริงยิ่งกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา ความลึก: อังกฤษไม่ได้เป็นแค่ศูนย์กลางทางการค้าและการเงิน แต่เป็น ศูนย์กลางการผลิตทางอุตสาหกรรม ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่อัมสเตอร์ดัมไม่เคยเป็น ตลาดภายในประเทศที่แข็งแกร่ง: บรัวเดลเน้นว่าอังกฤษมี “ตลาดระดับชาติ” (National Market) ที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์เป็นชาติแรก ซึ่งเป็นฐานที่มั่นคงให้กับการขยายตัวไปสู่ระดับโลก บทสรุปของบรัวเดลต่อการเปลี่ยนผ่าน:
การเปลี่ยนจากอัมสเตอร์ดัมมาสู่ลอนดอนไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เป็นกระบวนการที่ยาวนานเกือบศตวรรษ (c. 1750-1850) ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน, สงคราม, และการช่วงชิงความได้เปรียบ บรัวเดลปิดท้ายไตรภาคของเขาในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของยุคลอนดอน แต่ก็ได้ทิ้งท้ายเป็นนัยว่าศูนย์กลางต่อไปกำลังก่อตัวขึ้นข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก นั่นคือ นิวยอร์ก (New York) ซึ่งเป็นการยืนยันว่าโมเดล “การสลับสับเปลี่ยนของศูนย์กลาง” ของเขายังคงทำงานต่อไปในศตวรรษที่ 20 หน้า 6: แนวคิดแกนกลาง (2) - ทุนนิยม (Capitalism) vs. เศรษฐกิจตลาด (Market Economy) นี่คือข้อเสนอทางทฤษฎีที่สำคัญที่สุดและน่าถกเถียงที่สุดของบรัวเดล การแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันคือหัวใจในการทำความเข้าใจมุมมองของเขา
เศรษฐกิจตลาด (The Market Economy / L’économie de marché)
คืออะไร: คือโลกของการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เป็นโลก “ชั้นกลาง” ของบรัวเดล ลักษณะ: ความโปร่งใส (Transparency): พ่อค้าแม่ค้าและผู้ซื้อในตลาดท้องถิ่นมักจะรู้ราคาสินค้าของกันและกัน การแข่งขัน (Competition): มีผู้เล่นจำนวนมาก การแข่งขันเป็นไปอย่างปกติ การแลกเปลี่ยนโดยตรง (Direct Exchange): เป็นการค้าขายสินค้าที่จับต้องได้ เพื่อการบริโภคหรือการผลิตต่อ ตัวอย่าง: ชาวนาขายผักในตลาด, ช่างทำรองเท้าเปิดร้าน, พ่อค้าคนกลางที่ซื้อสินค้าจากหมู่บ้านหนึ่งไปขายอีกเมืองหนึ่ง ทัศนะของบรัวเดล: บรัวเดลมองเศรษฐกิจตลาดในแง่บวก เขาเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ, สร้างสรรค์, และเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนชีวิตทางเศรษฐกิจของผู้คนส่วนใหญ่
ทุนนิยม (Capitalism / Le capitalisme)
คืออะไร: คือโลกของ “ผู้เล่นรายใหญ่” ที่อยู่บน “ชั้นสูงสุด” ของตึก ลักษณะ: การต่อต้านตลาด (The Anti-Market): เป้าหมายของนายทุนไม่ใช่การแข่งขันอย่างเสรี แต่คือการ ทำลายการแข่งขัน และสร้าง การผูกขาด (Monopoly) เพื่อควบคุมราคาและทำกำไรสูงสุด โซ่ยาวของการแลกเปลี่ยน (Long Chains of Exchange): นายทุนไม่ได้ซื้อเพื่อบริโภคหรือขายต่อในทันที แต่พวกเขาควบคุม “โซ่” ทั้งหมด ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ (จาก “ขอบ”) ไปจนถึงการจัดจำหน่ายในตลาดที่ไกลออกไป โดยแต่ละข้อต่อของโซ่คือจุดที่พวกเขาสร้างกำไร การเก็งกำไรและการเงิน (Speculation and Finance): ทุนนิยมที่แท้จริงคือการทำเงินจาก “เงิน” ไม่ใช่แค่จาก “สินค้า” การให้กู้ยืม, การเก็งกำไรค่าเงิน, การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน คือกิจกรรมหลักของพวกเขา ความใกล้ชิดกับอำนาจรัฐ (Proximity to State Power): นี่คือประเด็นสำคัญที่สุด! บรัวเดลยืนยันว่าทุนนิยมจะรุ่งเรืองไม่ได้เลยหากปราศจากการสนับสนุนจากรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมปทานผูกขาด (เช่น กรณี VOC), การใช้อำนาจทางการทหารคุ้มครองการค้า, หรือการออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ ตัวอย่าง: ตระกูลฟุกเกอร์ (Fuggers) ที่ให้กษัตริย์กู้เงิน, บริษัท VOC, หรือบรรษัทข้ามชาติในปัจจุบัน สรุปความแตกต่าง: สำหรับบรัวเดล เจ้าของร้านขายของชำเล็กๆ ไม่ใช่นายทุน เขาคือส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจตลาด แต่นายธนาคารที่ให้เขากู้เงิน หรือบริษัทข้ามชาติที่ผลิตสินค้าให้เขาขาย นั่นต่างหากคือ “ทุนนิยม” ทุนนิยมคือเกมของผู้มีอำนาจที่เล่นอยู่เหนือหัวคนธรรมดา และมักจะเล่นโดยใช้กฎคนละข้อกับคนอื่นเสมอ
หน้า 7: ประเด็นน่าสนใจ
-
รัฐคือเครื่องมือของทุนนิยม: บรัวเดลแสดงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ชัยชนะของเมืองศูนย์กลาง (เวนิส, อัมสเตอร์ดัม, ลอนดอน) ไม่ได้มาจากความสามารถทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการที่กลุ่มนายทุนสามารถ “ยึดกุม” และใช้ “รัฐ” เป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบได้สำเร็จ รัฐที่เข้มแข็งและพร้อมจะรับใช้วงการทุนนิยมคือกุญแจสู่การเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก
-
ลำดับชั้นคือสิ่งสากล: โครงสร้าง Core-Periphery ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ระหว่างประเทศ แต่ยังเกิดขึ้น “ภายใน” ประเทศด้วย แม้แต่ในลอนดอนที่รุ่งเรืองที่สุด ก็มีทั้งย่านของนายธนาคารที่มั่งคั่งและสลัมของคนงานที่ยากจน ลำดับชั้นเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของระบบทุนนิยมที่สร้างความเหลื่อมล้ำในทุกระดับ
-
กาลเวลาที่เชื่องช้า (The Longue Durée): สิ่งที่น่าทึ่งคือการที่บรัวเดลแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ (เช่น การย้ายศูนย์กลางจากเมดิเตอร์เรเนียนสู่แอตแลนติก) ไม่ใช่ผลจากสงครามครั้งเดียวหรือการตัดสินใจของใครคนหนึ่ง แต่มันเป็นผลของแนวโน้มที่ค่อยๆ สั่งสมมานานหลายทศวรรษหรือนับศตวรรษ ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยพื้นฐานอย่างภูมิศาสตร์, เทคโนโลยี, และประชากรศาสตร์ นี่คือการมองประวัติศาสตร์ผ่านแว่นตาของ longue durée อย่างแท้จริง
-
การเชื่อมโยงกับปรัชญา “ปัจเจกสามารถโตมากกว่าประเทศได้”: “ประเทศ ถูกกำหนดด้วยภูมิศาสตร์”: นี่คือแก่นของชั้นล่างสุด (Vie matérielle) ของบรัวเดล ภูมิศาสตร์คือชะตากรรมเริ่มต้นของทุกประเทศ “ปัจเจกสามารถโตมากกว่าประเทศได้”: “ปัจเจก” ในที่นี้ก็คือ “นายทุน” (Capitalists) ที่บรัวเดลอธิบายนั่นเอง พวกเขาคือผู้เล่นที่อยู่ใน “ชั้นบนสุด” ของระบบ พวกเขาไม่ได้ถูกจำกัดโดย “เศรษฐกิจตลาด” ของประเทศตัวเอง พวกเขาเล่นเกมในระดับ “เศรษฐกิจโลก” นายธนาคารชาวเจนัวไม่ได้ร่ำรวยจากเศรษฐกิจของเมืองเจนัว แต่ร่ำรวยจากการให้จักรวรรดิสเปนกู้เงิน นายทุนชาวดัตช์ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยขนาดของประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่พวกเขาสร้างความมั่งคั่งจากหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บุคคลเหล่านี้คือผู้ที่เข้าใจและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างของ “เศรษฐกิจโลก” พวกเขาสามารถเคลื่อนย้ายทุน, ข้อมูล, และอิทธิพลข้ามพรมแดนได้ ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ยังคงถูกผูกติดอยู่กับชะตากรรมของเศรษฐกิจตลาดในประเทศของตน ดังนั้น “ปัจเจก” (นายทุน) จึงสามารถเติบโตได้ไกลกว่า “ประเทศ” (เศรษฐกิจตลาดระดับชาติ) ของตนเอง แม้ว่าพวกเขาจะยังต้องอาศัยอำนาจของรัฐในการสนับสนุนก็ตาม
หน้า 8: สรุปและมรดกทางความคิดของ The Perspective of the World
บทสรุปแก่นความคิดหลัก: The Perspective of the World คือบทสรุปอันยิ่งใหญ่ที่พยายามอธิบายการก่อกำเนิดและกลไกการทำงานของระบบทุนนิยมโลกในช่วง 400 ปี บรัวเดลได้มอบเครื่องมือและแนวคิดสำคัญไว้ให้เรา 3 ประการ:
ประวัติศาสตร์สามชั้น (Material Life, Market Economy, Capitalism): กรอบการวิเคราะห์เพื่อแยกแยะระดับต่างๆ ของกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลก (World-Economy): โมเดลสำหรับทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีศูนย์กลาง, กึ่งกลาง, และขอบ ซึ่งมีการสลับสับเปลี่ยนศูนย์กลางอยู่ตลอดเวลา ทุนนิยม vs. เศรษฐกิจตลาด: การยืนยันว่าทุนนิยมไม่ใช่เศรษฐกิจตลาดที่เสรี แต่เป็นกลไกการผูกขาดและการเงินระดับสูงที่ทำงานอยู่เหนือตลาดเพื่อสะสมทุน
มรดกและความสำคัญในปัจจุบัน:
รากฐานของทฤษฎีระบบโลก (World-Systems Theory): งานของบรัวเดลเป็นแรงบันดาลใจโดยตรงให้อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ (Immanuel Wallerstein) พัฒนาทฤษฎีระบบโลกที่โด่งดัง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่ำรวย (Global North) และประเทศยากจน (Global South) ในปัจจุบัน เลนส์ในการมองโลกาภิวัตน์: บรัวเดลช่วยให้เราเห็นว่าโลกาภิวัตน์ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ แต่เป็นกระบวนการที่ดำเนินมาแล้วหลายร้อยปี โครงสร้างของศูนย์กลาง-ขอบ ยังคงเห็นได้ชัดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางทางการเงินอย่างนิวยอร์ก/ลอนดอน/โตเกียว กับประเทศกำลังพัฒนาที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งวัตถุดิบและโรงงานผลิต ความเข้าใจในอำนาจของบรรษัทข้ามชาติ: การวิเคราะห์ “ทุนนิยม” ของบรัวเดลที่แยกขาดจาก “เศรษฐกิจตลาด” ช่วยให้เราเข้าใจอำนาจของบรรษัทข้ามชาติและสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ว่าเหตุใดพวกเขาจึงสามารถมีอิทธิพลเหนือนโยบายของรัฐและหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ที่คนทั่วไปต้องเผชิญ
บทส่งท้าย: The Perspective of the World ไม่ใช่หนังสือประวัติศาสตร์ที่อ่านง่าย แต่เป็นหนังสือที่มอบ “แผนที่” สำหรับการทำความมันเป็นแผนที่ของโครงสร้างอำนาจขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นการอธิบาย “กฎของเกม” ที่ขับเคลื่อนโลกของเรามานานหลายศตวรรษ และสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจว่าเหตุใดโลกจึงมีความเหลื่อมล้ำ, เหตุใดอำนาจทางเศรษฐกิจจึงกระจุกตัว, และปัจเจกบุคคลจะสามารถหาพื้นที่ของตัวเองในระบบอันไพศาลนี้ได้อย่างไร งานของบรัวเดลยังคงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทรงคุณค่าและหาที่เปรียบไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้
This book may serve well as a template for learning about socioeconomic of SEA. Though, we tend to consider only Bangkok and Singapore as centers of significance, we may have missed ‘development in time’.