เคยรู้สึกผิดที่ปล่อยใจลอยหรือเดินเล่นแบบไร้จุดหมายไหม? เลิกคิดแบบนั้นได้เลย เพราะงานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกอย่าง Nature เผยว่า ช่วงเวลาที่เราปล่อยสมองให้ว่างนี่แหละ คือตอนที่มันทำงานอย่างหนักเพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ทีมนักวิจัยจาก Janelia Research Campus ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบัน HHMI ได้ติดตามการทำงานของเซลล์ประสาทนับหมื่นเซลล์ในสมองหนูทดลอง และค้นพบว่าการสำรวจโลกรอบตัวโดยไม่มีเป้าหมายหรือรางวัลล่อใจ กลับช่วยให้สมองส่วนการมองเห็นสร้าง “แผนที่” ในหัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต (Neuroscience News)

เรื่องนี้ถือเป็นข่าวดี โดยเฉพาะในสังคมไทยที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ จนหลายคนอาจมองว่าการฝันกลางวันหรือเดินเล่นเรื่อยเปื่อยเป็นการเสียเวลา สำหรับครู ผู้ปกครอง และนักเรียนที่อยู่ท่ามกลางระบบการศึกษาที่เน้นการแข่งขันสูง งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า สมองไม่ได้เรียนรู้แค่ในห้องสี่เหลี่ยมหรือจากการท่องจำตำราเท่านั้น แต่ยังซึมซับและเรียนรู้ได้เองตามธรรมชาติ แม้ในช่วงเวลาที่เราไม่ได้ตั้งใจจะจดจำอะไรเลยด้วยซ้ำ

ในการทดลองครั้งนี้ ทีมวิจัยซึ่งนำโดยนักวิจัยหลังปริญญาเอกแห่งห้องปฏิบัติการ Pachitariu และ Stringer ได้สร้าง “ทางเดินเสมือนจริง” ที่เต็มไปด้วยพื้นผิวและลวดลายหลากหลายให้หนูทดลองได้เดินสำรวจอย่างอิสระ บางเส้นทางมีรางวัลรออยู่ แต่บางเส้นทางก็ไม่มี นักวิทยาศาสตร์เฝ้าดูสัญญาณสมองในส่วนที่ประมวลผลภาพ และพบว่าสมองส่วนนี้ยังคงเก็บข้อมูลและทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมรอบตัวอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าหนูจะไม่ได้กำลังทำภารกิจหรือตามล่ารางวัลใดๆ เลยก็ตาม กระบวนการนี้เรียกว่า “การเรียนรู้แบบไร้ผู้ชี้แนะ” ซึ่งก็คือการที่สมองเรียนรู้ด้วยตัวเองโดยไม่มีใครมาคอยสอนหรือตั้งกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน

“เราเคยเชื่อกันว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราตั้งใจทำภารกิจอะไรสักอย่าง แต่งานวิจัยนี้กลับชี้ว่า การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัวระหว่างการสำรวจสิ่งต่างๆ อาจมีความสำคัญยิ่งกว่า” หัวหน้าทีมวิจัยกลุ่ม Janelia กล่าวกับสำนักข่าวของ HHMI (HHMI News) ผลลัพธ์ก็ชัดเจน หนูที่เคยได้เดินสำรวจ “โลกเสมือน” แบบไร้เป้าหมายมาก่อน สามารถเรียนรู้และทำภารกิจค้นหาเส้นทางเพื่อรับรางวัลได้เร็วกว่ากลุ่มที่ไม่เคยมีประสบการณ์นี้มาก่อนอย่างเห็นได้ชัด

ข้อมูลเชิงทดลองก็สนับสนุนเช่นกัน ผู้เข้าร่วมทดลองที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์เดินเล่นสำรวจทางเดินเสมือน (โดยไม่มีโจทย์หรือรางวัล) สุดท้ายกลับเชื่อมโยงสิ่งที่เห็นเข้ากับรางวัลและทำภารกิจได้เหนือกว่าผู้ที่เพิ่งเข้าทดลอง “สมองของคนเราสามารถเรียนรู้โลกรอบตัวได้โดยอัตโนมัติ และการเรียนรู้แบบนี้นี่เองที่ช่วยเตรียมเราให้พร้อมสำหรับอนาคต” นักวิจัยหลักของทีมให้ความเห็น

สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ ทีมนักวิจัยยังพบว่าสมองส่วนการมองเห็นมีการแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างชัดเจน โดยส่วนหนึ่งจะจัดการกับการเรียนรู้ที่เกิดจากการเดินเล่นสำรวจ ส่วนอีกส่วนหนึ่งจะรับผิดชอบการเรียนรู้แบบที่มีเป้าหมายและมีคนสอนโดยตรง ทำให้เห็นว่าสมองของเราไม่ได้ทำงานแบบรอรับคำสั่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงสำรวจและสร้างแบบจำลองของโลกใบใหม่อยู่เสมอ (Nature)

เมื่อมองในบริบทของประเทศไทย ที่ระบบการศึกษามักเน้นการท่องจำ การแข่งขัน และการวัดผลด้วยคะแนน งานวิจัยชิ้นนี้เปรียบเสมือนการเปิดมุมมองใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ผ่านโครงงาน การเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หรือการให้เด็กได้เล่นและสำรวจอย่างอิสระ ทั้งในและนอกห้องเรียน (Bangkok Post education) ปัจจุบัน ข้าราชการและนักการศึกษาไทยหลายท่านต่างก็พยายามผลักดันให้เกิดการปฏิรูป ลดการพึ่งพาการท่องจำ และเพิ่มโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เพื่อให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ งานวิจัยสมองชิ้นนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ช่วยตอกย้ำแนวคิดดังกล่าวให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อหายังเชื่อมโยงกับวิถีไทยดั้งเดิมอย่าง “การเรียนรู้นอกตำรา” และคุณค่าของ “ความใจเย็น” ที่ผู้ใหญ่พยายามปลูกฝังกันมานาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาว่างไปวัดทำบุญ เดินเล่นในงานวัด หรือท่องเที่ยวในป่าเขาตามต่างจังหวัด สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องวิ่งรอกเรียนพิเศษและกวดวิชาจนแทบไม่มีเวลาพักหายใจ ข้อมูลนี้อาจเป็นเหมือนกำลังใจที่บอกว่า การปล่อยให้ตัวเองได้คิดฝันอะไรไปเรื่อยเปื่อย หรือการได้ออกไปเดินเล่นในธรรมชาติ ก็เป็นการบำรุงสมองและส่งเสริมการเรียนรู้ในระยะยาวได้เช่นกัน

หากมองในภาพที่ใหญ่ขึ้น ผลวิจัยนี้อาจเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้สังคมไทยหันมาทบทวนมุมมองที่มีต่อเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ หากการสำรวจสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติคือรากฐานของการเรียนรู้จริง การเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้ออกไปสัมผัสประสบการณ์จริงอย่างอิสระ ก็อาจช่วยปลดล็อกศักยภาพของพวกเขาได้ทั้งในด้านการเรียนและชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ โรงเรียนหลายแห่งในไทยเริ่มนำแนวคิด “active learning” การทัศนศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ (STEM) และการเรียนรู้ในห้องเรียนเปิดมาปรับใช้มากขึ้น งานวิจัยระดับโลกเช่นนี้จึงน่าจะช่วยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างได้อย่างต่อเนื่อง

ในทางปฏิบัติ ผู้ปกครองสามารถจัดเวลาว่างที่ไม่มีตารางกิจกรรมให้ลูกมากขึ้น เช่น พาไปเดินเล่นในอุทยานแห่งชาติ สำรวจชุมชนรอบบ้าน หรือปล่อยให้เขาได้เล่นอย่างอิสระ โรงเรียนเองก็อาจแบ่งเวลาจากการสอนแบบดั้งเดิมมาเพิ่มโอกาสให้นักเรียนได้ออกไปสำรวจและพูดคุยถึงสิ่งที่พบเจอ ส่วนผู้กำหนดนโยบายก็ควรสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่สาธารณะและโครงการส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อให้เด็กไทยทั่วประเทศ ตั้งแต่กรุงเทพฯ บุรีรัมย์ ไปจนถึงเชียงราย ได้ประโยชน์จากแนวทางสมองสมัยใหม่นี้อย่างเท่าเทียม

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คุณเผลอเหม่อลอยบนรถไฟฟ้า หรือเห็นลูกหลานกำลังเดินเล่นสำรวจตามตรอกซอกซอย ก็ขอให้สบายใจได้ว่า นั่นไม่ใช่การเสียเวลาเปล่า แต่เป็นช่วงเวลาที่สมองกำลังเรียนรู้และสร้างรากฐานแห่งความสำเร็จในอนาคตอย่างเงียบๆ การผสมผสานระหว่างการเรียนรู้แบบมีเป้าหมายกับการปล่อยให้ตัวเองได้สำรวจอย่างอิสระ อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่การปลดล็อกศักยภาพใหม่ๆ ของการศึกษาไทยก็เป็นได้

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ Nature และอ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ Neuroscience News และ ข่าวอย่างเป็นทางการของ HHMI