ทุกวันนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่คำว่า “โปรตีนสูง” ปรากฏอยู่บนสินค้าสารพัด ตั้งแต่เครื่องดื่ม มิลค์เชค ไปจนถึงแพนเค้กและป๊อปคอร์น ทำให้หลายคนเชื่อว่าการอัดโปรตีนเสริมเข้าไปเยอะ ๆ คือกุญแจสู่สุขภาพดีและร่างกายที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม แต่ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัยล่าสุดกลับชี้ให้เห็นว่า สำหรับคนไทยส่วนใหญ่แล้ว อาหาร “เสริมโปรตีน” เหล่านี้อาจไม่มีความจำเป็น และเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาดมากกว่าประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างแท้จริง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ต่างพากันออกสินค้าประเภทขนม เครื่องดื่ม หรือซีเรียลอาหารเช้าที่ชูจุดเด่นเรื่องการเสริมโปรตีน เพื่อเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องกล้ามเนื้อ รูปร่าง และสุขภาพโดยรวม “การเติมโปรตีนลงในอาหารอาจจะดีต่อยอดขายของบริษัท แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่ามันจำเป็นต่อสุขภาพของคนทั่วไป” คือความเห็นจากหัวหน้าทีมโภชนาการแห่งอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน และนักโภชนาการชั้นนำจากบริษัท ZOE ที่ให้สัมภาษณ์ไว้กับ The Boston Globe

ด้วยกระแสรักสุขภาพและแรงบันดาลใจจากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ประกอบกับการตลาดที่ส่งตรงมาจากต่างประเทศ ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยหันมาซื้อโปรตีนบาร์หรือเครื่องดื่มเสริมโปรตีนกันอย่างแพร่หลาย แต่คำถามสำคัญคือ ร่างกายของเราต้องการโปรตีนมากน้อยแค่ไหน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้จำเป็นจริงหรือ?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงต้องการโปรตีนประมาณ 0.8 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่ชาวไทยที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 60 กิโลกรัม จะต้องการโปรตีนอย่างน้อยวันละ 48 กรัม ซึ่งการรับประทานอาหารไทยในชีวิตประจำวัน ที่มีทั้งข้าวสวย ผัก และกับข้าวที่มีเนื้อสัตว์ ไข่ เต้าหู้ ถั่ว หรือปลาเป็นส่วนประกอบ ก็มักจะให้โปรตีนในปริมาณที่เพียงพอหรือเกินความต้องการอยู่แล้ว ข้อมูลยังชี้ด้วยว่ากลุ่มคนที่ขาดโปรตีนจริง ๆ มักเป็นกลุ่มผู้ขาดแคลนอาหาร ไม่ใช่คนเมืองหรือคนชั้นกลางในประเทศไทย

นักโภชนาการจากมูลนิธิโภชนาการแห่งประเทศอังกฤษแนะนำให้เลือกรับโปรตีนจากแหล่งที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นปลา ถั่วชนิดต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์จากนม และผัก ส่วนผู้ที่ทานมังสวิรัติหรือวีแกน แม้จะได้รับโปรตีนน้อยกว่ากลุ่มที่ทานเนื้อสัตว์ แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มใหม่ที่พบว่า “การกระจายการกินโปรตีนให้ครบทุกมื้อ” จะส่งผลดีต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในวัยที่สูงขึ้น

โปรตีนคือสารอาหารหลักที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ระบบภูมิคุ้มกัน และการทำงานของเซลล์ในร่างกาย แม้ร่างกายจะสร้างกรดอะมิโนบางชนิดได้เอง แต่ก็ยังมีกรดอะมิโนจำเป็นอีกหลายชนิดที่ต้องได้รับจากอาหาร ซึ่งในบริบทของไทย การกินเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา เต้าหู้ เทมเป้ และถั่วชนิดต่าง ๆ ก็ให้โปรตีนคุณภาพดีได้อย่างครบถ้วน แม้โปรตีนจากสัตว์จะดูดซึมได้ง่ายกว่า แต่โปรตีนจากพืชก็มีข้อดีตรงที่ให้ใยอาหารสูง ช่วยแก้ปัญหาการขาดไฟเบอร์ที่ยังพบได้บ่อยในคนไทย

ปัญหาใหญ่ของสินค้ากลุ่ม “โปรตีนเสริม” ที่วางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ หรือฟิตเนส คือมักจะพ่วงมากับน้ำตาล ไขมันอิ่มตัว และสารปรุงแต่งอื่น ๆ ในปริมาณสูง “สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคต้องพลิกดูฉลากโภชนาการของอาหารโปรตีนเสริมอย่างละเอียด และพึงระวังปริมาณน้ำตาลหรือไขมันที่แฝงมาด้วย” หัวหน้านักโภชนาการจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอนกล่าวเตือน

แท้จริงแล้ว คำแนะนำให้บริโภคโปรตีนสูงนั้นมีที่มาจากเหตุผลทางการแพทย์ ซึ่งจำเพาะเจาะจงสำหรับบางกลุ่มเท่านั้น เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ นักกีฬา หรือผู้ที่อยู่ในช่วงพักฟื้นจากอาการป่วยที่ต้องการโปรตีนเพิ่มเป็นพิเศษ แต่สำหรับคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงและไม่ได้ออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการกินโปรตีนเสริมในรูปแบบขนมหรือเครื่องดื่มจะให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ซ้ำร้ายหากบริโภคเกินพอดีและเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันหรือน้ำตาลสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ไตทำงานหนักขึ้น นำไปสู่ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย

สำหรับคนที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้ออย่างจริงจัง การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (Resistance Training) เช่น การยกน้ำหนัก ถือเป็นหัวใจสำคัญและได้ผลกว่าการหวังพึ่งเวย์โปรตีนหรือโปรตีนบาร์ “หากคุณอยากสร้างกล้ามเนื้อ คุณต้องเพิ่มความท้าทายด้วยการเพิ่มน้ำหนักหรือแรงต้านในการฝึก ไม่ใช่ฝากความหวังไว้กับโปรตีนบาร์” ผู้เชี่ยวชาญกล่าวย้ำ

หากมองในมุมวัฒนธรรมอาหารไทยดั้งเดิม จะพบว่าเมนูส่วนใหญ่มีโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้าวกับปลาย่าง แกงเขียวหวานไก่ หรือผัดผักใส่เต้าหู้ ล้วนเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีทั้งสิ้น ดังนั้น สินค้าโปรตีนเสริมสไตล์ตะวันตกที่กำลังรุกตลาดไทยจึงเป็นเพียงกระแสแฟชั่นระดับโลก มากกว่าจะมาจากภูมิปัญญาด้านอาหารของเอเชีย ซึ่งก่อนหน้านี้หน่วยงานสาธารณสุขของไทยเองก็ได้ออกมาเตือนว่าอาหารแปรรูปสูง แม้จะโฆษณาว่า “โปรตีนสูง” ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีต่อสุขภาพเสมอไป (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Bangkok Post)

อีกประเด็นที่น่าคิดคือเรื่องเศรษฐกิจ อาหารโปรตีนสูงแปรรูปเหล่านี้มักมีราคาสูงกว่าวัตถุดิบสดใหม่ในท้องตลาดอย่างเทียบไม่ติด การเลือกซื้อไข่ไก่ ปลา เต้าหู้ ถั่ว หรือเนื้อไก่ ไม่เพียงแต่ให้โปรตีนสูงและสารอาหารอื่น ๆ ครบถ้วน แต่ยังคุ้มค่ากว่าการซื้อขนมหรือเครื่องดื่มโปรตีนสำเร็จรูปราคาแพงอีกด้วย

ในกรณีที่มีความต้องการทางโภชนาการเป็นพิเศษจริง ๆ เช่น กลุ่มประชากรในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนอาหาร ผู้สูงอายุที่เบื่ออาหาร หรือผู้ป่วยที่กำลังพักฟื้น นักโภชนาการแนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง แทนที่จะตัดสินใจซื้อตามกระแสการตลาด

ในยุคที่สังคมไทยกลายเป็นสังคมเมืองเต็มรูปแบบ และอาหารแปรรูปสไตล์ตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น การสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องโภชนาการที่สมดุล โดยเน้นอาหารสดใหม่ หลากหลาย และผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างโรคอ้วนและเบาหวาน รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมอาหาร เป็นสัญญาณเตือนที่ผู้กำหนดนโยบาย บุคลากรทางการแพทย์ และทุกครอบครัวไทยต้องตระหนักร่วมกัน

หัวใจสำคัญสำหรับคนไทยคือการกลับไปสู่พื้นฐาน นั่นคือการกินอาหารไทยที่มีประโยชน์ เลือกโปรตีนสะอาดในทุกมื้อ ทานผักผลไม้ให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อสินค้าเสมอ หากพบว่ามีน้ำตาลหรือไขมันสูงเกินไปก็ควรหลีกเลี่ยง และถ้ามีข้อกังวลด้านโภชนาการ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการ ไม่ใช่เชื่อคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว

บทเรียนจากวิถีชีวิตของคนไทยและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า คนส่วนใหญ่ได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอจากมื้ออาหารปกติในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องสิ้นเปลืองเงินไปกับขนมหรือเครื่องดื่มโปรตีนสูงที่มีราคาแพง

อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความต้นฉบับของ Boston Globe “You probably don’t need foods with added protein, nutritionists say” และข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก หากต้องการคำแนะนำที่เหมาะกับตนเอง สามารถปรึกษานักโภชนาการ หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)