การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) กำลังพลิกโฉมวงการสื่อทั่วโลกอย่างรุนแรง เทคโนโลยีแชตบอตอัจฉริยะเหล่านี้กำลังเปลี่ยนเส้นทางการเข้าถึงของผู้อ่าน แหล่งรายได้ และชื่อเสียงที่สำนักข่าวและสำนักพิมพ์เคยพึ่งพิง ทั้งยังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่จนหลายฝ่ายกังวลว่า สื่ออิสระอาจถึงคราวล่มสลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสำนักพิมพ์และผู้อ่านชาวไทยปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
แพลตฟอร์ม AI อย่าง ChatGPT, Google AI Overviews, Claude, Grok และ Perplexity สามารถสรุปข้อมูลหรือตอบคำถามจากบทความและหนังสือมากมาย โดยดึงเนื้อหาไปใช้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากเจ้าของผลงานโดยตรง งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่อ้างอิงในบทความ “The End of Publishing as We Know It” ของ The Atlantic ระบุว่า แค่ฟีเจอร์ AI Overviews ของ Google เพียงอย่างเดียว ก็ทำให้ยอดการเข้าชมเว็บไซต์ผ่านการค้นหาลดลงกว่า 34% ส่งผลให้สำนักข่าวที่เคยมีรายได้จากโฆษณาและการสมัครสมาชิกต้องสูญเสียผู้เข้าชมไปอย่างมหาศาล หลายแห่งจำต้องปลดพนักงานและเผชิญความไม่แน่นอนกับอนาคตของวงการข่าว (The Atlantic)
สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้อ่านชาวไทย เพราะการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้และหลากหลายนั้น ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของระบบนิเวศสื่อในประเทศ สำหรับประเทศไทย สำนักข่าวจำนวนมากยังต้องพึ่งพาผู้อ่านทั่วไปที่เจอข่าวผ่านเสิร์ชเอนจิ้นหรือโซเชียลมีเดีย แต่เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือสรุปข่าวที่คนหันไปใช้แทนการคลิกเข้าเว็บไซต์โดยตรง รายได้จากโฆษณาของสื่อไทยก็ลดลงตามไปด้วย และเสี่ยงต่อการสูญเสียแหล่งทุนสำคัญที่อาจบั่นทอนคุณภาพของข่าวเชิงลึกในระยะยาว
The Atlantic สะท้อนเสียงจากผู้บริหารสำนักพิมพ์ทั่วโลก โดยรองประธานบริหารของบริษัทเจ้าของหนังสือพิมพ์ Daily Mail ในสหราชอาณาจักรกล่าวว่า “ทุกคนในวงการเห็นตรงกันว่า AI Overviews จะทำลายทราฟฟิกจากการค้นหา ซึ่งเป็นหัวใจของโมเดลธุรกิจดิจิทัล นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอีก 3-5 ปีข้างหน้า แต่อาจจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้าเลยก็ได้” ขณะที่ฝั่งสำนักพิมพ์หนังสือ โดยเฉพาะสายสารคดีและหนังสือเรียน ยิ่งเจ็บหนักกว่า เมื่อ AI สามารถคัดลอกแก่นของเนื้อหาไปนำเสนอซ้ำได้อย่างง่ายดาย
สำนักพิมพ์ทั่วโลกจึงเลือกสู้กลับในสองแนวทาง หนึ่งคือการใช้กระบวนการทางกฎหมาย ปัจจุบันมีคดีฟ้องร้องบริษัท AI แล้วอย่างน้อย 12 คดี จากสำนักพิมพ์กว่า 20 ราย เพื่อเรียกร้องค่าตอบแทนที่เป็นธรรมจากการนำเนื้อหาไปใช้ (The Atlantic) แต่กระบวนการในศาลมักใช้เวลานานและอาจเกิดความเสียหายเกินเยียวยาก่อนมีคำตัดสิน ส่วนอีกทางหนึ่งคือการเจรจาทำข้อตกลงกับบริษัท AI เพื่อให้สิทธิ์เข้าถึงเนื้อหาแลกกับค่าตอบแทน แต่ข้อตกลงเหล่านี้กลับขาดความโปร่งใส ไม่มีมาตรฐานกลาง และรายได้ที่ได้รับก็มักไม่คุ้มค่ากับยอดผู้อ่านที่เสียไป
ปัญหาใหญ่คือสำนักพิมพ์แทบไม่มีอำนาจต่อรอง เพราะไม่มีใครรู้ว่าเนื้อหาใดบ้างที่ถูกนำไปใช้ฝึก AI อีกทั้งยังป้องกันการถูก “ดูดข้อมูล” ได้ยาก แม้จะมีระบบป้องกันบอตมาตรฐาน (Robots Exclusion Protocol) แต่ก็ถูก AI หลบเลี่ยงได้ง่าย ที่สำคัญคือข้อมูลที่ใช้ฝึก AI ถือเป็นความลับทางการค้า ทำให้สำนักพิมพ์ไม่รู้เลยว่าเนื้อหาของตนถูกนำไปใช้มากน้อยเพียงใด ผู้อำนวยการสำนักพิมพ์วิชาการแห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า “ถ้าเรามีกลไกที่ตีมูลค่าคอนเทนต์ของมนุษย์ที่ถูกนำไปใช้สอน AI ได้อย่างเป็นธรรม มันจะดีมาก” แต่ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือเช่นว่านี้เกิดขึ้นจริง (The Atlantic)
สำหรับวงการสื่อไทย สัญญาณอันตรายยิ่งชัดเจนขึ้น สื่อชั้นนำทั้งสิ่งพิมพ์และออนไลน์ต่างเผชิญปัญหารายได้จากโฆษณาดิจิทัลที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะ Google และ Meta/Facebook ครองส่วนแบ่งรายได้ส่วนใหญ่ไป และแนวโน้มนี้ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อข่าวสารถูก AI นำไปสรุปแจกจ่าย นักข่าวและนักเขียนไทยจึงเผชิญความเสี่ยงไม่ต่างจากผู้ผลิตคอนเทนต์ทั่วโลก เพราะไทยยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการคุ้มครองที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ข้อเสนอจากนักวิชาการด้านกฎหมายในบทความของ The Atlantic ชี้ว่าควรมีการบังคับให้เปิดเผยข้อมูลที่ใช้ฝึก AI และสร้างระบบค่าตอบแทนที่เป็นธรรม แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติจริงทั้งในระดับโลกและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ผลกระทบยังลุกลามไปถึงสำนักพิมพ์หนังสือ โดยเฉพาะสายสารคดีและตำราเรียน นักเขียนและผู้พิมพ์ตำราสำหรับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอาจสูญเสียรายได้มหาศาล เพราะ AI สามารถสรุปเนื้อหาหรืออธิบายบทเรียนได้ในพริบตา ทำให้การบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ทำได้ยาก และยังบั่นทอนแรงจูงใจของผู้เชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการใหม่ๆ ผลการศึกษาโดย Microsoft ที่อ้างถึงในบทความเดียวกันชี้ว่า ข้อมูลคุณภาพสูงอย่างหนังสือและข่าวสารระดับมืออาชีพคือทรัพยากรสำคัญที่สุดในการฝึก AI แต่กลับได้รับค่าตอบแทนที่ต่ำเกินจริง (The Atlantic)
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางกฎหมาย อีกหนึ่งทางรอดที่หลายคนมองคือ “เศรษฐกิจนักสร้างสรรค์” (Creator Economy) ที่นักข่าวหรือนักเขียนไทยซึ่งมีฐานแฟนคลับของตัวเอง อาจหันไปสร้างคอนเทนต์วิดีโอบน YouTube, TikTok หรือทำจดหมายข่าวแบบเก็บค่าสมาชิก แต่โมเดลนี้ก็ยังไม่ตอบโจทย์สำหรับงานข่าวสืบสวนสอบสวนหรืองานเชิงลึกที่ต้องใช้ต้นทุนและเวลาสูง อีกทั้งยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเสรีภาพสื่อในบริบทของไทย
ขณะเดียวกัน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI ก็ยังคงเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง แม้จะมีการพูดถึง “ข้อตกลงใหม่” หรือการขออนุญาตก่อนนำข้อมูลไปใช้ แต่ในทางปฏิบัติ แชตบอตก็ยังคงเรียนรู้และเลียนแบบสไตล์การเขียน ข้อมูล และบทวิเคราะห์ของมนุษย์ต่อไป โดยที่เจ้าของผลงานไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือมีสิทธิ์ถอดถอนผลงานของตนเองอย่างแท้จริง แนวคิดเรื่องระบบจ่ายเงินรายย่อย (Micropayment) ก็ยังไม่มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมพอจะนำมาใช้ได้จริง
ที่ผ่านมา วงการสื่อไทยเคยปรับตัวรับมือเทคโนโลยีมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ยุคอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย จนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว แต่การมาของ AI ครั้งนี้แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะมันทำงานโดยอัตโนมัติ ขยายผลได้ในวงกว้าง และซับซ้อนจนยากจะตรวจสอบ เมื่อข้อมูลวิชาการ ข่าวสาร หรือแม้กระทั่งผลงานทางวัฒนธรรมถูก AI ดูดไปสังเคราะห์ใหม่ ประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือ ความเป็นเจ้าของ และข้อกฎหมายจึงทวีความสำคัญยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในบริบทของไทยที่มีความหลากหลายทางภาษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และความท้าทายทางกฎหมาย การสูญเสียการกลั่นกรองจากสื่อมืออาชีพอาจทำให้ปัญหาข้อมูลเท็จและความไม่น่าเชื่อถือในสังคมข่าวสารเลวร้ายลงไปอีก
ในระยะยาว อันตรายไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขผลประกอบการ แต่หมายถึงรากฐานของระบบความรู้ในสังคม หากขาดระบบนิเวศที่เกื้อหนุนสื่อและสำนักพิมพ์ท้องถิ่น โลกอาจต้องเผชิญกับภาวะ “สูญพันธุ์หมู่” ของข่าวสารและหนังสือ สุดท้ายแล้วยักษ์ใหญ่ AI จะกลายเป็นผู้ผูกขาดการประมวลและเผยแพร่ข้อมูล โดยไม่มีเสียงของมนุษย์ที่หลากหลายให้เรียนรู้อีกต่อไป คุณภาพและความหลากหลายของเนื้อหาก็จะลดน้อยถอยลง ขาดมิติของท้องถิ่นและการตรวจสอบถ่วงดุลที่สื่อซึ่งขับเคลื่อนโดยมนุษย์เคยทำได้ (The Atlantic)
ทางรอดสำหรับสื่อไทย นักเขียน และผู้กำหนดนโยบายคือ ต้องเร่งหาทางออกอย่างจริงจัง ดังนี้
- ผลักดันให้มีแนวทางกำกับการนำเนื้อหามีลิขสิทธิ์ไปใช้ฝึก AI ที่โปร่งใสและมีระบบชดเชยที่เป็นธรรม
- ทดลองหารายได้จากหลายช่องทาง เช่น ระบบสมาชิก การจัดอีเวนต์ หรือบริการด้านการศึกษา เพื่อเสริมรายได้หลัก
- สร้างความตระหนักรู้ให้สังคมเข้าใจถึงที่มาของข่าวสาร และอันตรายจากการพึ่งพาแต่บทสรุปจาก AI
- รวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรองระหว่างสำนักพิมพ์ในระดับภูมิภาค สำหรับเจรจากับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลก
- กระตุ้นให้ภาครัฐปรับปรุงกฎหมายลิขสิทธิ์ให้ครอบคลุมกรณีการนำเนื้อหาไปฝึก AI พร้อมมาตรการบังคับใช้ที่ชัดเจน
สำหรับผู้อ่านและเยาวชนไทยทุกคน สิ่งสำคัญคือการตระหนักถึงแหล่งที่มาของข้อมูล และเลือกสนับสนุนผลงานต้นฉบับ ไม่ว่าจะเป็นข่าวหรือหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนไทย แทนที่จะพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะสาระ ความลึกซึ้ง และรายละเอียดในประเด็นที่เกี่ยวกับสังคมไทย ยังต้องอาศัยฝีมือของมนุษย์ และมีเพียงวงการสื่อและหนังสือที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะธำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของสังคมได้อย่างแท้จริง
อ่านบทความต้นฉบับและข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมได้ที่ “The End of Publishing as We Know It” ของ The Atlantic (theatlantic.com)