งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet กำลังส่งเสียงเตือนดังไปทั่วโลก เมื่อความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีนเด็กที่สั่งสมมานานกว่าห้าทศวรรษกำลังเผชิญภาวะชะงักงันหรือถดถอย ส่งผลให้เด็กหลายล้านคนทั่วโลกตกอยู่ในความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงที่ป้องกันได้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลระดับชาติทั่วโลกตลอด ๕๐ ปีที่ผ่านมา ชี้ชัดว่าจำนวน “เด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนแม้แต่เข็มแรก” ยังคงสูงน่าเป็นห่วง อีกทั้งยังเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น ผลกระทบจากการระบาดของโควิด-๑๙ และกระแสต่อต้านวัคซีนที่มาพร้อมข้อมูลเท็จซึ่งแพร่กระจายอย่างน่าวิตก (Washington Post; The Lancet)

สำหรับประเทศไทย การฉีดวัคซีนพื้นฐานในเด็กถือเป็นรากฐานสำคัญที่ปกป้องคนไทยมาหลายรุ่นจากโรคหัด โปลิโอ และคอตีบ งานวิจัยชิ้นใหม่นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อนโยบายสาธารณสุข ความเชื่อมั่นของสังคม และความมั่นคงของระบบสุขภาพในอนาคต สาระสำคัญของรายงานฉบับนี้คือสัญญาณเตือนว่าความสำเร็จที่ผ่านมาอาจพังทลายลง หากประเทศไทยและประชาคมโลกไม่รีบหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยชั้นนำของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา และองค์กรสนับสนุนวัคซีนระดับโลก ซึ่งพบว่านับตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ เป็นต้นมา มีเด็กกว่า ๔,๐๐๐ ล้านคนทั่วโลกได้รับวัคซีน ช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้อย่างน้อย ๑๕๔ ล้านคน แต่ความก้าวหน้านี้กลับหยุดชะงัก โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รายงานใน The Lancet ระบุว่าการฉีดวัคซีนพื้นฐาน เช่น หัด โปลิโอ วัณโรค คอตีบ บาดทะยัก และไอกรน เคยขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงปี ๒๕๒๓–๒๕๖๖ แต่หลังปี ๒๕๕๓ อัตราความครอบคลุมกลับขยายตัวช้าลงอย่างน่าใจหาย และในบางพื้นที่ยังถดถอยลงหลังวิกฤตโควิด-๑๙ (CIDRAP; STAT News)

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่งานวิจัยชี้ให้เห็นคือปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงวัคซีนระหว่างภูมิภาคและกลุ่มประชากร แม้การให้วัคซีนพื้นฐานในเด็กจะเป็นมาตรการสาธารณสุขที่ทรงพลังและคุ้มค่าที่สุด แต่ยังมีเด็กอีกนับล้านคนที่ตกหล่น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้น้อยและปานกลาง องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าในปี ๒๕๖๖ มีเด็กทั่วโลกราว ๑๔.๕ ล้านคนที่ไม่เคยได้รับวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว เด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในแถบแอฟริกาใต้สะฮารา แต่บางพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ยังคงเป็นที่น่ากังวล (WHO Immunization Coverage Factsheet)

นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยที่ร่วมจัดทำรายงานกล่าวว่า “แม้เราจะทุ่มเทความพยายามอย่างมหาศาลตลอด ๕๐ ปีที่ผ่านมา แต่ความสำเร็จก็ยังไม่ทั่วถึง ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ได้รับวัคซีนไม่ครบหรือไม่ได้เลย วัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กยังคงเป็นเครื่องมือสาธารณสุขที่ทรงประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด แต่ผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำ วิกฤตโควิด-๑๙ และการแพร่ระบาดของข้อมูลเท็จและความลังเลใจต่อวัคซีน ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางความก้าวหน้าในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน” (Washington Post)

ทั้งในประเทศร่ำรวยและประเทศกำลังพัฒนา รายงานพบว่าอัตราการฉีดวัคซีนที่สำคัญบางชนิดหยุดนิ่งหรือลดลง โดยในช่วงปี ๒๕๕๓–๒๕๖๖ มีถึง ๒๑ จาก ๓๖ ประเทศร่ำรวย ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนอย่างน้อย ๑ ชนิดลดลง สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อเกิดวิกฤตโควิด-๑๙ ซึ่งทำให้โรงเรียนต้องปิดตัว ระบบสาธารณสุขรับภาระหนัก และห่วงโซ่อุปทานวัคซีนหยุดชะงัก ส่งผลให้เด็กหลายสิบล้านคนพลาดการฉีดวัคซีนตามกำหนด จนถึงปี ๒๕๖๖ อัตราการฉีดวัคซีนก็ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาด นำไปสู่การกลับมาระบาดของโรคในหลายพื้นที่ เช่น วิกฤตโรคหัดในแอฟริกา ยุโรป และสหรัฐอเมริกา (France24; STAT News)

ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัคซีนและชีววิทยาแห่งองค์การอนามัยโลก กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “แม้เราจะเห็นความก้าวหน้าที่น่าทึ่งของวัคซีน แต่ก็ต้องเผชิญกับความจริงอันน่าเจ็บปวด ความก้าวหน้าได้หยุดนิ่งและบางประเทศกำลังถอยหลัง อัตราการรับวัคซีนยังคงที่ และยังมีเด็กอีกมากที่ตกหล่น หากเราไม่เร่งมือเข้าถึงเด็กกลุ่มนี้ให้มากขึ้น ไม่ลงทุนในระบบสาธารณสุข และไม่สร้างความเชื่อมั่นต่อวัคซีน เราก็เสี่ยงที่จะสูญเสียความสำเร็จที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เด็กอาจต้องเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้” (Washington Post)

กระแสต่อต้านและความลังเลใจต่อวัคซีนยิ่งทวีความรุนแรงในยุคดิจิทัล ซึ่งมักมีต้นตอจากข้อมูลเท็จและ “ห้องเสียงสะท้อน” ในโซเชียลมีเดีย โดยองค์การอนามัยโลกได้จัดให้ปัญหานี้เป็น ๑ ใน ๑๐ ภัยคุกคามด้านสุขภาพที่สำคัญที่สุดของโลกมาตั้งแต่ก่อนการระบาดของโควิด-๑๙ ผลกระทบที่เลวร้ายปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน เมื่อชุมชนใดละเลยการฉีดวัคซีน โรคที่เคยควบคุมได้ก็มักจะกลับมาระบาดอีกครั้ง ตัวอย่างล่าสุดคือในปี ๒๕๖๖ ที่ประเทศซูดาน ซึ่งสงครามกลางเมืองได้ทำให้อัตราการฉีดวัคซีน DTP ในเด็กลดลงจากเกือบ ๙๐% เหลือไม่ถึงครึ่ง ขณะที่งบประมาณที่จำกัดในบางพื้นที่ก็ยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ ส่วนประเทศร่ำรวยเองก็ต้องเผชิญกับต้นทุนด้านสุขภาพที่สูงขึ้นทุกครั้งที่โรคเก่ากลับมาระบาด

ในสหรัฐอเมริกา ปัจจัยทางการเมือง ความขัดแย้งเชิงนโยบาย และข้อมูลที่สับสนขัดแย้งกันเอง ได้กัดเซาะความเชื่อมั่นต่อวัคซีน การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านงบประมาณสนับสนุนวัคซีนหรือความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลกได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้าง นักวิจัยชั้นนำชาวอังกฤษได้ออกมาเตือนว่าแนวโน้มเช่นนี้น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะเป็นการบ่อนทำลายความไว้วางใจในวัคซีน ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราการฉีดวัคซีนทั่วโลกย่ำแย่ลงไปอีก (Washington Post)

สถานการณ์โลกขณะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสาธารณสุขของไทย ซึ่งเคยมีอัตราความครอบคลุมของวัคซีนในเด็กสูงมาโดยตลอด ด้วยความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุข การสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อบุคลากรทางการแพทย์ ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของไทย เช่น การกำจัดโรคโปลิโอ และการลดจำนวนผู้ป่วยโรคหัดได้อย่างมีนัยสำคัญ ล้วนเป็นผลมาจากโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าไทยไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะบทเรียนจากเหตุการณ์ระบาดของโรคหัดในบางจังหวัดชายแดนเมื่อปี ๒๕๖๕ ชี้ให้เห็นว่าช่องว่างในการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานข้ามชาติและประชากรไร้สัญชาติ อาจนำไปสู่การระบาดครั้งใหญ่และกระทบต่อความมั่นคงทางสุขภาพของทั้งประเทศได้ (WHO Thailand)

นักระบาดวิทยาชั้นนำจากกระทรวงสาธารณสุขเสนอว่า ภาครัฐและผู้นำชุมชนควรหันมาเน้นการรณรงค์เชิงรุกให้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและชุมชนแออัดในเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เด็กมักตกหล่นจากการได้รับวัคซีน ประสบการณ์ความสำเร็จของไทยในการจัดทำโครงการฉีดวัคซีนในโรงเรียนและการใช้เครือข่ายอนามัยแม่และเด็กในชุมชนถือเป็นต้นแบบที่สำคัญ รวมถึงนวัตกรรมอย่าง “คลินิกเคลื่อนที่” หรือการร่วมมือกับวัด ก็เป็นอีกกลไกที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระดับชุมชนได้

สำหรับประเทศไทย ยังคงมีโจทย์ท้าทายเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง กลุ่มประชากรที่ไม่มีเอกสารซึ่งอาจเข้าไม่ถึงระบบ ไปจนถึงการระบาดของข่าวปลอมเกี่ยวกับวัคซีนบนโลกออนไลน์ การสื่อสารข้อมูลสุขภาพที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลากหลายภาษาจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญระหว่างประชาชนและภาครัฐ ไม่ใช่เพียงแค่นำวัคซีนไปส่งมอบ แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและสร้างความมั่นใจ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังนำไปปรับใช้ (Lancet Global Burden of Disease Study)

ในมิติทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ สังคมไทยให้ความเคารพและเชื่อมั่นในบุคลากรสาธารณสุขและผู้นำชุมชนมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการฉีดวัคซีนในประเทศสูงมาตลอดสี่ทศวรรษ นอกจากนี้ หลักศาสนาพุทธที่เน้นเรื่องความเมตตาและการใช้ปัญญาเพื่อดับทุกข์ ก็ช่วยให้โครงการรณรงค์ด้านสุขภาพที่จัดขึ้นในวัดประสบความสำเร็จ ทำให้ผู้คนมองว่าการฉีดวัคซีนเป็นสิ่งที่ดีงามทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และจริยธรรม อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เริ่มปรากฏวาทกรรมต่อต้านวัคซีนในโลกออนไลน์ ประกอบกับทัศนคติ “ชะล่าใจ” และ “ไม่สะดวก” ของผู้ปกครองบางส่วนในเขตเมือง ซึ่งพบได้ในงานศึกษาชิ้นหนึ่งเมื่อปี ๒๕๖๕ สะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมยังคงต้องทำอย่างต่อเนื่องกับทุกกลุ่มเป้าหมาย (PubMed: Vaccine hesitancy Thailand)

ทิศทางของโลกยังคงน่ากังวล หากไม่มีมาตรการเร่งด่วน คาดว่าจำนวนเด็กที่ “ไม่เคยได้รับวัคซีนเลย” จะยังคงอยู่ในระดับสูงไปจนถึงปี ๒๕๗๓ นักระบาดวิทยาเตือนว่าโลกอาจถอยหลังกลับไปสู่ยุคที่ความพยายามตลอดหลายทศวรรษต้องสูญเปล่า เพราะคนรุ่นใหม่จะเติบโตขึ้นโดยไม่มีเกราะป้องกันจากโรคที่ควรจะควบคุมได้แล้ว การสร้างภูมิคุ้มกันในระดับโลกจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อปัญหาการเข้าถึงและความเชื่อมั่นได้รับการแก้ไขไปพร้อมกัน

ภารกิจเร่งด่วนที่สุดสำหรับประเทศไทยในเวลานี้คือ การลงทุนในโครงการวัคซีนแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับวัคซีนฟรีและเข้าถึงได้ง่าย ทั้งในเมือง ชนบท และพื้นที่ชายแดน สถานศึกษา วัด และองค์กรชุมชน ต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อต่อสู้กับข่าวลือด้วยข้อเท็จจริงและความห่วงใยจากคนในชุมชน ผู้มีอำนาจต้องรักษาระดับงบประมาณและความเข้มข้นของนโยบาย ขณะที่ทุกครอบครัวควรตรวจสอบสมุดบันทึกสุขภาพของบุตรหลาน และปรึกษาเจ้าหน้าที่หากไม่แน่ใจ เพราะการฉีดวัคซีนให้ตรงเวลาคือสิทธิส่วนบุคคลและเป็นความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

สำหรับบุคลากรสาธารณสุขและประชาชนชาวไทยทุกคน ข้อความจากงานวิจัยนี้ชัดเจนว่า “ความไม่ประมาทและความร่วมมือร่วมใจ” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้โรคร้ายในอดีตหวนกลับมา การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง การช่วยเหลือเพื่อนบ้านให้เข้าถึงวัคซีน และการตั้งคำถามหรือโต้แย้งข้อมูลเท็จทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ คือสิ่งที่คนไทยทุกคนสามารถทำได้เพื่อปกป้องสุขภาพของคนทั้งชาติ

งานวิจัยฉบับนี้จึงเปรียบเสมือนเสียงระฆังที่ปลุกให้เราตื่น วัคซีนคือความสำเร็จที่ต้องช่วยกันรักษาไว้ การตัดสินใจของพวกเราทุกคนในวันนี้ จะส่งผลต่อชีวิตของเด็กไทยและเด็กทั่วโลกอีกนับล้านในอนาคต ประเทศไทยต้องยึดมั่นในข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ผสานกับวัฒนธรรมความห่วงใยของชุมชน เพื่อสืบสานความพยายามในการปกป้องคนรุ่นใหม่จากโรคที่ป้องกันได้ เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน