เมื่ออากาศเมืองไทยร้อนระอุขึ้นทุกวัน หลายคนคงเกิดคำถามคาใจว่า ระหว่างน้ำเย็นเจี๊ยบใส่น้ำแข็งกับน้ำอุณหภูมิห้อง แบบไหนดื่มแล้วดีต่อร่างกายมากกว่ากัน? บทความล่าสุดจาก The Washington Post ได้รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งชี้ว่าสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การเลือกอุณหภูมิน้ำดื่มเป็นเรื่องของความชอบส่วนตัวมากกว่าหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีข้อยกเว้นบางอย่างที่น่าสนใจและควรรู้ไว้ (Washington Post)

การดื่มน้ำให้เพียงพอคือหัวใจสำคัญของทุกคน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา ที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วจนเสี่ยงต่อภาวะเจ็บป่วยจากความร้อน น้ำมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกาย หล่อลื่นข้อต่อ ไปจนถึงขับของเสีย หน่วยงานสาธารณสุขของไทยก็แนะนำเช่นเดียวกับมาตรฐานสากลว่า ผู้ชายควรดื่มน้ำประมาณ 13 แก้วต่อวัน และผู้หญิงประมาณ 9 แก้วต่อวัน ซึ่งปริมาณนี้ต้องเพิ่มขึ้นอีกหากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งหรืออยู่ท่ามกลางอากาศร้อนจัด แต่คำถามคือ แล้วอุณหภูมิของน้ำที่ดื่มล่ะ ควรเป็นแบบไหนดีที่สุด?

หลายคนเชื่อว่าน้ำเย็นจัดคือเครื่องดื่มดับกระหายที่ดีที่สุดในหน้าร้อน แต่ในทางวิทยาศาสตร์ เรื่องนี้ไม่ได้มีคำตอบตายตัว นักโภชนาการและผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามองว่า อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมที่สุดขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลเป็นหลัก นักโภชนาการจาก Mayo Clinic ให้ความเห็นว่า “หัวใจสำคัญคือการดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเลือกน้ำอุณหภูมิไหนก็ตาม ขอแค่ดื่มให้ได้ปริมาณที่ร่างกายต้องการ” เช่นเดียวกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่เน้นย้ำว่า การทำให้คนอยากดื่มน้ำบ่อยๆ และสม่ำเสมอ สำคัญกว่าการมานั่งกังวลว่าน้ำแก้วนั้นต้องเย็นแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม มีคนบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากน้ำเย็นมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มนักกีฬา มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศึกษาในกลุ่มชายสุขภาพดี 45 คน พบว่าการดื่มน้ำเย็นระหว่างออกกำลังกายเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง ช่วยชะลอไม่ให้อุณหภูมิแกนกลางลำตัวสูงขึ้นเร็วเท่ากับการดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง กลไกนี้เกิดจากการที่เลือดในปากและลำคอเย็นลงแล้วไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักกีฬาที่ต้องสวมเครื่องแบบหนาๆ หรือชุดป้องกันที่ทำให้อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงได้ง่าย เช่น นักฟุตบอล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารซึ่งศึกษาผลของน้ำเย็นต่อการเผาผลาญเสริมว่า “สำหรับสถานการณ์ที่ต้องใช้แรงกายมาก น้ำเย็นถือว่าเหมาะสมกว่าน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำร้อน”

สำหรับคนทั่วไปแล้ว ไม่ว่าจะเลือกดื่มน้ำใส่น้ำแข็ง น้ำจากก๊อก หรือแม้น้ำอุ่น ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจส่วนตัว คนไทยจำนวนมากรู้สึกว่าการได้ดื่มน้ำเย็นๆ หลังออกกำลังกาย หรือหลังฝ่ารถติดในกรุงเทพฯ ช่วยให้สดชื่นขึ้นได้มาก เช่นเดียวกับนักกีฬาพื้นบ้านอย่างนักมวยไทยหรือนักฟุตบอลในชุมชน นักวิทยาศาสตร์การกีฬาจากสถาบันชั้นนำในภูมิภาคแนะนำง่ายๆ ว่า “เลือกแบบที่ดื่มแล้วรู้สึกดีและทำให้เราอยากดื่มบ่อยๆ นั่นแหละดีที่สุด”

แต่น้ำเย็นก็อาจไม่เหมาะกับทุกคน บางคนที่มีอาการไมเกรน อาจถูกกระตุ้นให้ปวดศีรษะได้เมื่อดื่มน้ำเย็นจัดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการดูดจากหลอด ขณะที่ผู้ป่วยโรคกลืนลำบาก (Achalasia) ที่กล้ามเนื้อหลอดอาหารทำงานผิดปกติ อาจรู้สึกเจ็บปวดเมื่อดื่มน้ำเย็น เช่นเดียวกับคนที่มีปัญหาเสียวฟันหรือโรคเหงือก นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลในวารสารการแพทย์ต่างประเทศที่ระบุว่า ในผู้ป่วยโรคหัวใจบางชนิด การดื่มน้ำเย็นอาจส่งผลกระทบต่อความดันโลหิตหรือจังหวะการเต้นของหัวใจได้ (PubMed)

ในทางกลับกัน น้ำอุ่นหรือเครื่องดื่มร้อนก็ยังมีบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมไทยและอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะสรรพคุณในการบรรเทาอาการเจ็บป่วย งานวิจัยจากอังกฤษพบว่า การดื่มน้ำหรือซุปร้อนๆ ช่วยบรรเทาอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้ดีกว่าน้ำอุณหภูมิห้อง ไม่ว่าจะเป็นอาการไอ คัดจมูก หรือความรู้สึกอ่อนเพลีย ในบ้านเรา เครื่องดื่มอย่าง “น้ำขิง” หรือ “น้ำผึ้งผสมมะนาว” มักเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับแก้หวัดหรือเจ็บคอ แพทย์ในโรงพยาบาลหลายแห่งก็มักแนะนำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จิบน้ำอุ่นหรือชาอุ่นๆ เพื่อบรรเทาอาการไอ นอกจากนี้ การดื่มชาอุ่นหรือเครื่องดื่มสมุนไพรก่อนนอน ก็เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของหลายครอบครัวไทยที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและหลับสบายขึ้น

ในชีวิตประจำวันของคนไทย การเลือกอุณหภูมิน้ำดื่มจึงมักผูกพันกับกิจกรรม อารมณ์ และวัฒนธรรม ลองนึกภาพผู้สูงวัยเจ้าของร้านในกรุงเทพฯ ที่อาจเริ่มต้นวันใหม่ด้วยชาอุ่นๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเย็นชื่นใจหลังกลับจากเดินตลาด และปิดท้ายวันด้วยซุปร้อนๆ เพื่อให้นอนหลับสบาย ในขณะที่นักเรียนและนักกีฬามักเลือกดื่มน้ำเย็นหรือเครื่องดื่มเกลือแร่เป็นหลัก โดยเฉพาะหลังการฝึกซ้อมอย่างหนัก

หากย้อนดูในอดีต จะเห็นว่าพฤติกรรมการดื่มน้ำของคนไทยมีรากฐานมาจากสภาพภูมิอากาศและวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น คนสมัยก่อนนิยมดื่มน้ำสมุนไพร น้ำมะพร้าว หรือเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ได้จากธรรมชาติ ตามวัดหรือศาลามักจะมีตุ่มหรือไหดินเผาใส่น้ำฝนไว้ให้คนเดินทางได้ดื่มแก้กระหาย ส่วนน้ำแข็งเพิ่งจะกลายเป็นของหาง่ายในบ้านเราก็เมื่อเทคโนโลยีความเย็นเข้ามาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และปัจจุบันก็ได้กลายเป็นของที่ขาดไม่ได้ในทุกบ้าน ร้านอาหาร และร้านสะดวกซื้อ

ในอนาคต ภาวะโลกร้อนและความแออัดของเมืองจะทำให้การดูแลสุขภาพด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นโจทย์ที่ท้าทายยิ่งขึ้นสำหรับคนไทย โดยเฉพาะในเขตเมืองที่อุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ การเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัย ไม่ว่าจะร้อนหรือเย็น จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ใช้แรงงานกลางแจ้ง เด็ก และผู้สูงอายุ การรู้จักสังเกตสัญญาณเตือนของภาวะขาดน้ำหรือโรคลมแดดจะช่วยป้องกันอันตรายได้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรืองานประเพณีที่มักจัดขึ้นท่ามกลางอากาศร้อน หลายโรงเรียนในไทยเริ่มสอนให้นักเรียน “ดื่มน้ำแม้ยังไม่รู้สึกกระหาย” ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้มีการรณรงค์เรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ไมเกรน หรือปัญหาเกี่ยวกับหลอดอาหาร ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณ แต่รวมถึงอุณหภูมิของน้ำที่ควรดื่มด้วย ส่วนคนทั่วไป ควรเลือกดื่มน้ำในแบบที่ทำให้ตัวเองอยากหยิบขึ้นมาดื่มได้บ่อยที่สุด

โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าคุณจะชอบน้ำเย็น น้ำอุณหภูมิห้อง หรือเครื่องดื่มร้อน หากสิ่งนั้นทำให้คุณดื่มน้ำได้อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว ในประเทศที่อากาศร้อนอย่างบ้านเรา การดื่มน้ำเย็นหรือน้ำสมุนไพรเพื่อความสดชื่นยังคงเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กัน แต่หากวันไหนร่างกายเรียกร้องน้ำอุ่นหรือชาเพื่อความผ่อนคลาย ก็ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมไม่แพ้กัน กฎเหล็กข้อเดียวที่ใช้ได้กับทุกคนคือ “ดื่มน้ำให้พอ” แล้วร่างกายจะขอบคุณเราเอง

คำแนะนำง่ายๆ คือ ควรจิบน้ำเป็นระยะตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นก่อน ระหว่าง หรือหลังทำกิจกรรมต่างๆ ควรพกขวดน้ำติดตัวไว้เสมอ และอย่ารอจนรู้สึกกระหายแล้วจึงค่อยดื่ม โดยเฉพาะในช่วงที่มีคลื่นความร้อน พ่อแม่หรือผู้ดูแลควรใส่ใจให้เด็กเล็กและผู้สูงอายุซึ่งอาจไม่ค่อยรู้สึกกระหายได้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ และที่สำคัญที่สุดคือ เลือกดื่มน้ำในแบบที่คุณชอบและพร้อมจะดื่มได้เรื่อยๆ ตลอดวัน

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่ The Washington Post ที่นี่ Washington Post และอ่านแนวทางจากกระทรวงสาธารณสุขของไทยเกี่ยวกับการดื่มน้ำให้เหมาะสมกับร่างกาย