ท่านเจ้าข้า ถ้าท่านต้องการจะสรงน้ำ กระผมจักตักน้ำจากบ่อนี้ให้ท่านสรง และจักถวายน้ำดื่มด้วย.

อัมพวิมาน

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๕. อัมพวิมาน

ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่บุรุษผู้รับจ้างรดน้ำต้นมะม่วง ได้ถวายน้ำสรงแด่พระสารีบุตร

             (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า)

             [๑๑๔๖] วิมานมีเสาทำด้วยแก้วมณีนี้สูงมาก วัดโดยรอบได้ ๑๒ โยชน์ เป็นปราสาท ๗๐๐ ยอด ดูโอฬาร มีเสาประดิษฐ์ด้วยแก้วไพฑูรย์ มีพื้นปูลาดด้วยแผ่นทองคำสวยงาม

             [๑๑๔๗] ท่านสถิต ดื่ม กินอยู่ในวิมานนั้น มีทวยเทพพากันมาบรรเลงพิณทิพย์ดังไพเราะ ในวิมานของท่านนี้มีเบญจกามคุณอันเป็นทิพรส และเหล่าเทพนารีประดับด้วยอาภรณ์ทองคำฟ้อนรำอยู่

             [๑๑๔๘-๑๑๔๙] เพราะบุญอะไรท่านจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้

             [๑๑๕๐] เทพบุตรนั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า

             [๑๑๕๑] เมื่อพระอาทิตย์กำลังแผดแสงในเดือนท้ายฤดูร้อน ข้าพเจ้าเป็นคนรับจ้างรดน้ำสวนมะม่วงของคนเหล่าอื่น

             [๑๑๕๒] ขณะนั้น พระสารีบุตรซึ่งเหน็ดเหนื่อยกาย แต่ใจมิได้เหน็ดเหนื่อย ได้เดินมาทางสวนมะม่วงนั้น

             [๑๑๕๓] ข้าพเจ้ากำลังรดน้ำต้นมะม่วงเห็นท่านกำลังเดินมา จึงได้กล่าวว่า ขอโอกาสเถิดขอรับ กระผมขอนิมนต์ให้ท่านสรงน้ำ ข้อนั้นจะนำความสุขมาให้กระผม

             [๑๑๕๔] พระคุณเจ้าสารีบุตรวางบาตรจีวรไว้ เหลือผ้าสบงผืนเดียว นั่งที่ร่มเงาโคนต้นไม้ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้านั้น

             [๑๑๕๕] ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส นำน้ำใสมาถวายให้ท่าน ซึ่งมีผ้าสบงผืนเดียวสรงที่ร่มเงาโคนต้นไม้

             [๑๑๕๖] ต้นมะม่วงเราก็รดน้ำแล้ว สมณะเราก็ให้สรงน้ำแล้ว และบุญมิใช่น้อยเราก็ขวนขวายแล้ว เพราะเหตุดังนี้ คนผู้นั้นจึงมีปีติซาบซ่านไปทั่วกายของตน

             [๑๑๕๗] ชาตินั้น ข้าพเจ้าได้ทำกรรมมีประมาณเท่านี้นั่นเอง ละร่างมนุษย์แล้ว มาเกิดยังสวนนันทวัน

             [๑๑๕๘] ข้าพเจ้ามีหมู่เทพอัปสรฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อม รื่นรมย์อยู่ในสวนนันทวันอันน่ารื่นรมย์ มีหมู่นกนานาชนิดมากมาย

อัมพวิมานที่ ๕ จบ

------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗

๕. อัมพวิมาน

               อรรถกถาอัมพวิมาน               

               อัมพวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์.
               สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์มีบุรุษเข็ญใจคนหนึ่ง รับจ้างเฝ้าสวนมะม่วงของคนอื่นแลกภัตตาหาร. วันหนึ่ง เขาเห็นท่านพระสารีบุตรมีเหงื่อท่วมตัว กำลังเดินไปตามทางใกล้ๆ สวนมะม่วงนั้น ในภูมิประเทศที่ร้อนด้วยแสงแดด ระอุด้วยทรายร้อน มีข่ายพยับแดดเป็นตัวยิบๆ แผ่ไปในฤดูร้อน เกิดความเคารพนับถือมาก เข้าไปหาแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า ฤดูร้อนนี้ร้อนมาก ปรากฏเหมือนร่างกายลำบากเหลือเกิน ขอโอกาสเถิดเจ้าข้า ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดไปยังสวนมะม่วงนี้ พักเสียสักครู่หนึ่ง หายเหนื่อยในการเดินทางแล้วค่อยไป โปรดอนุเคราะห์เถิด.
               พระเถระประสงค์จะเพิ่มพูนจิตเลื่อมใสของเขาเป็นพิเศษ จึงเข้าไปยังสวนนั้น นั่งที่โคนมะม่วงต้นหนึ่ง.
               บุรุษนั้นกล่าวอีกว่า ท่านเจ้าข้า ถ้าท่านต้องการจะสรงน้ำ กระผมจักตักน้ำจากบ่อนี้ให้ท่านสรง และจักถวายน้ำดื่มด้วย.
               พระเถระรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ.
               เขาตักน้ำจากบ่อเอากรองแล้วให้พระเถระสรง และครั้นให้สรงแล้ว เขาล้างมือเท้าแล้วน้อมน้ำดื่มเข้าถวายแด่พระเถระผู้นั่งอยู่ พระเถระดื่มน้ำดื่มแล้ว ระงับความกระวนกระวายได้แล้วกล่าวอนุโมทนาในการถวายน้ำและให้สรงน้ำแก่บุรุษนั้น แล้วหลีกไป.
               ต่อมา บุรุษนั้นได้เสวยปีติโสมนัสอย่างโอฬารว่า เราได้ระงับความเร่าร้อนของพระสารีบุตรเถระผู้เร่าร้อนยิ่งเพราะฤดูร้อน เราได้ขวนขวายบุญมากหนอ.
               ภายหลังเขาทำกาลกิริยาตายไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
               ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปหาเขา ถามถึงบุญที่เขากระทำด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
               วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ล้วนเสาแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องปูลาดที่งดงาม ท่านนั่งและดื่มกินในวิมานนั้น พิณทิพย์ก็บรรเลงไพเราะ ในวิมานนี้มีกามคุณห้ามีรสอันเป็นทิพย์ และอัปสรเทพนารีที่แต่งองค์ด้วยทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ฯลฯ
               เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
               เทพบุตรนั้นถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
               เมื่อพระอาทิตย์กำลังแผดแสงในเดือนท้ายฤดูร้อน ข้าพเจ้าเป็นคนรับจ้างทำงานของผู้อื่น กำลังรดน้ำสวนมะม่วงอยู่. ในขณะนั้น ภิกษุที่ปรากฏชื่อว่าสารีบุตร ลำบากกาย ไม่ลำบากใจ ได้เดินไปทางสวนมะม่วงนั้น ข้าพเจ้ากำลังรดน้ำต้นมะม่วง ได้เห็นท่านกำลังเดินมา จึงกล่าวว่า ขอโอกาสเถิดเจ้าข้า กระผมขอให้ท่านสรงน้ำ ซึ่งจะนำสุขใจมาให้.
               ท่านพระสารีบุตรวางบาตรจีวรไว้ เหลือจีวรผืนเดียวนั่งที่ร่มเงาโคนต้นไม้ เพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าเป็นคนมีใจเลื่อมใส เอาน้ำใสมาให้ท่าน ซึ่งมีจีวรผืนเดียว นั่งที่ร่มเงาโคนต้นไม้สรงน้ำ มะม่วงเราก็รดน้ำแล้ว สมณะเราก็ให้ท่านสรงน้ำแล้ว เราขวนขวายบุญแล้วมิใช่น้อย บุรุษนั้นมีปีติซาบซ่านไปทั่วกายของตน ด้วยประการฉะนี้
               ข้าพเจ้าได้ทำกรรมมีประมาณเท่านี้นั่นเอง ในชาตินั้น ละร่างมนุษย์แล้วเข้าถึงนันทนวัน ข้าพเจ้ามีเหล่าเทพอัปสรฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อมรื่นรมย์อยู่ในอุทยานนันทนวันอันน่ารื่นรมย์ ประกอบไปด้วยฝูงสกุณชาตินานาชนิด.
               เทพบุตรแม้นั้น ได้พยากรณ์แก่พระโมคคัลลานเถระนั้น ด้วยคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
               คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.


               จบอรรถกถาอัมพวิมาน               
               -----------------------------------------------------