คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูงมีเคล็ดลับในการหลุดพ้นจากกับดักความคิดฟุ้งซ่าน ซึ่งสรุปได้ด้วยคำสั้นๆ ที่ทรงพลังว่า “แค่ลองทำดู” วลีที่เน้นการลงมือทำนี้ไม่ได้พูดขึ้นมาลอยๆ แต่มีงานวิจัยและข้อมูลเชิงจิตวิทยาสมัยใหม่มาสนับสนุน เพื่อมอบทางออกให้แก่ผู้ที่กำลังรู้สึกเหมือนเป็นอัมพาตเพราะความลังเล ให้กลับมาตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทยที่ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งเรื่องงาน ความสัมพันธ์ และครอบครัว

อาการคิดวนเวียนเป็นเรื่องที่หลายคนคุ้นเคยดีและมักสร้างความเครียดในชีวิตยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลในการเลือกเส้นทางอาชีพ การหาโรงเรียนให้ลูก หรือแม้แต่การตัดสินใจเลือกร้านอาหารสำหรับมื้อค่ำกับเพื่อน วงจรการวิเคราะห์ที่ไม่สิ้นสุดนี้อาจทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกท่วมท้นด้วยข้อมูล ข่าวนี้จึงมีความสำคัญในฐานะคำแนะนำที่ใช้ได้จริงและผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าจะช่วยให้เราก้าวข้ามความลังเลไปได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในหมู่คนไทย ที่วัฒนธรรม “ความเกรงใจ” อาจยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลในการตัดสินใจ จากผลสำรวจของสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ในปี 2020 พบว่าผู้ใหญ่มากถึง ๗๓% ยอมรับว่ารู้สึกหนักใจกับอาการคิดมากอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง (APA)

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เราติดอยู่ในสภาวะเช่นนี้? ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเบื้องหลังของอาการคิดมากซ่อนไปด้วย “ความกลัว” ไม่ใช่แค่กลัวความล้มเหลว แต่ยังรวมถึงความกลัวที่จะผิดหวังและกลัวสิ่งที่ไม่รู้จัก นักจิตวิทยายังเห็นตรงกันว่าการครุ่นคิดเรื้อรังไม่ใช่สัญญาณของการวางแผนที่ดี แต่เป็นกลไกหลีกเลี่ยงที่ทำให้เรา “ติดแหง็ก” อยู่กับที่ (Iyengar, 2010) การชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีเกณฑ์การตัดสินใจที่ชัดเจน จะยิ่งนำไปสู่ความเครียดที่เพิ่มขึ้นทั้งที่บ้านและที่ทำงาน สำหรับธุรกิจในไทย ผลกระทบนั้นจับต้องได้ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักรพบว่าความลังเลใจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผลิตภาพลดลงถึง ๑๗% ต่อปี

งานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า การตัดสินใจที่เร็วขึ้น (ภายใน ๗ วินาที) จะช่วยกระตุ้นศูนย์ให้รางวัลของสมอง (reward centre) ซึ่งช่วยลดความวิตกกังวลและสร้างความมั่นใจ (Tsetsos et al., 2016) ในทางกลับกัน การไตร่ตรองที่ยาวนานเกินไปกลับเชื่อมโยงกับความกังวลที่เพิ่มขึ้นและความพึงพอใจต่อผลลัพธ์ที่ลดลง

ทางออกของปัญหานี้ ซึ่งอธิบายโดยนักจิตวิทยา ดร.อลิซ บอยส์ นั้นเรียบง่ายอย่างน่าทึ่ง นั่นคือการใช้วลี “แค่ลองทำดู” แนวคิดนี้คือการเปลี่ยนจากการยึดติดความสมบูรณ์แบบ (perfectionism) ซึ่งเป็นนิสัยที่พบได้บ่อยในวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ไร้ที่ติ มาเป็นการเน้นที่การลงมือทำ ดร.บอยส์เตือนว่า “ความสมบูรณ์แบบคือศัตรูของการลงมือทำ ส่วนการลงมือทำคือยาถอนพิษของความวิตกกังวล” ทัศนคติเช่นนี้มองว่าการตัดสินใจไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย แต่เป็นการทดลองที่เราสามารถเรียนรู้และปรับตัวไปได้ตลอดทาง

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือเจ้าของธุรกิจใหม่ที่กำลังเผชิญกับภารกิจสุดท้าทายอย่างการจ้างพนักงานคนแรก เขากำลังลังเลระหว่างผู้สมัครสองคนที่มีคุณสมบัติดูดีพอๆ กัน จนติดอยู่กับการอ่านเรซูเม่ซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบ แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาได้แรงบันดาลใจจากหลักการ “แค่ลองทำดู” และตัดสินใจเลือกคนหนึ่ง พร้อมกับความเข้าใจว่าหากเกิดข้อผิดพลาดก็สามารถแก้ไขได้ นี่คือสถานการณ์ที่คนไทยจำนวนมากต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเป็นทีมในออฟฟิศ การเรียน หรือชีวิตส่วนตัว ซึ่งการชะลอการตัดสินใจมักจะนำมาซึ่งความเสี่ยงที่มากกว่าการตัดสินใจลงมือทำอย่างรอบคอบ

แล้วคนทั่วไปจะนำกลยุทธ์นี้ไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำแนวทางที่เป็นขั้นเป็นตอนชัดเจนดังนี้

  • หาข้อมูลแค่พอดี จำกัดการหาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพียงหนึ่งหรือสองแห่งก็พอ จากการศึกษาพบว่าภาวะ “คิดวิเคราะห์จนเป็นอัมพาต” (analysis paralysis) มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราพิจารณาตัวเลือกหรือแหล่งข้อมูลมากกว่าสามแห่งขึ้นไป (Iyengar, 2010)
  • โฟกัสสิ่งที่คุมได้ แทนที่จะกังวลกับทุกผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น ให้หันมาสนใจสิ่งที่เราควบคุมได้จริงๆ เช่น การเตรียมตัวหรือความพยายามของเรา แทนที่จะเป็นปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้อย่างปฏิกิริยาของคนอื่น
  • จำกัดตัวเลือกให้เหลือ 3 อย่าง “กฎ 3 ทางเลือก” ซึ่งได้รับการยืนยันโดยแดเนียล คาห์เนแมน ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สามารถลดความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจได้อย่างมาก (ถึง ๖๘%) เมื่อเทียบกับการพิจารณาตัวเลือกที่ไม่สิ้นสุด (Kahneman, 2011)
  • กำหนดเดดไลน์ให้ตัวเอง หากไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน ๙๐% ของการตัดสินใจที่ยังไม่สิ้นสุดจะถูกปล่อยทิ้งไว้นานเกิน ๔๘ ชั่วโมง การกำหนดเส้นตายภายใน ๒๔ ชั่วโมงจะช่วยทำลายวงจรความลังเลได้
  • มองทุกอย่างเป็นการทดลอง การมองว่าการกระทำใหม่ๆ เป็นเพียง “ช่วงทดสอบ” จะช่วยลดแรงกดดันทางจิตใจ ทำให้เราตัดสินใจลงมือทำและเรียนรู้จากผลลัพธ์ได้ง่ายขึ้น

ดร.ซูซาน เดวิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน “ความคล่องแคล่วทางอารมณ์” (emotional agility) ได้ย้ำว่าความรู้สึกไม่สบายใจเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ “ความอึดอัดไม่สบายใจคือค่าผ่านประตูสู่ชีวิตที่มีความหมาย” (David, 2016) คำกล่าวนี้เป็นความจริงในหลายบริบทของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการหางานใหม่ การเริ่มต้นธุรกิจ หรือการเลือกเส้นทางการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่ความกลัวที่จะเลือกผิดมักจะเข้ามาขัดขวางการลงมือทำ

น่าสนใจว่าปรัชญานี้มีรากฐานย้อนไปไกลกว่าแค่ในแวดวงจิตวิทยา ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของพลเรือเอกเนลสันแห่งราชนาวีอังกฤษที่สมรภูมิทราฟัลการ์นั้น ส่วนหนึ่งมาจากคำสั่งที่ให้ “บุกจู่โจมศัตรูในระยะประชิด” ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับคำว่า “แค่ลองทำดู” ในยุคศตวรรษที่ 18 บทเรียนนี้ยังคงทรงพลังมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือการลงมือทำที่ไตร่ตรองมาดีแล้วย่อมมีค่ากว่าการพยายามควบคุมทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นจริง

ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับส่วนรวม ความสามัคคี และ “การรักษาหน้า” ความท้าทายของอาการคิดมากอาจเพิ่มสูงขึ้นจากความต้องการที่จะไม่ทำให้ผู้อื่นผิดหวัง แต่จากงานวิจัยก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าต้นทุนของการไม่ลงมือทำนั้นอาจสูงกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ลังเลในการเลือกคณะ หรือผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังตัดสินใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ หลักฐานก็ชี้ชัดว่าความก้าวหน้าสร้างขึ้นจากการลงมือทำ ไม่ใช่การครุ่นคิดที่ไม่สิ้นสุด

จะเกิดอะไรขึ้นหากคนไทยหันมายอมรับแนวคิดที่เน้นการลงมือทำเช่นนี้มากขึ้น? ในโลกการทำงาน อาจช่วยขับเคลื่อนผลิตภาพและนวัตกรรมให้สูงขึ้น ทีมงานกล้าที่จะทดลองไอเดียใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว เรียนรู้ และปรับปรุง แทนที่จะรอ “แผนที่สมบูรณ์แบบ” ในด้านการศึกษา นักเรียนและครูอาจได้ประโยชน์จากการทดลองแนวทางการสอนหรือการเรียนรู้ใหม่ๆ เพื่อเก็บข้อมูลและพัฒนาผลลัพธ์ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเชิงวัฒนธรรม สังคมจะยอมรับมากขึ้นว่าความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นบันไดที่นำไปสู่การเติบโตและความสำเร็จ

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ต้องการเอาชนะกับดักของความคิดฟุ้งซ่าน คำแนะนำที่ชัดเจนและมีงานวิจัยรองรับคือ ครั้งต่อไปที่ภาวะคิดวิเคราะห์จนเป็นอัมพาตเกิดขึ้นกับคุณ ให้ลองหยุดพัก หายใจลึกๆ แล้วบอกกับตัวเองว่า “แค่ลองทำดู” มองการตัดสินใจเป็นโอกาสในการเรียนรู้ และเชื่อมั่นว่าการปรับตัวเมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนจะนำมาซึ่งความก้าวหน้า ภูมิปัญญาที่สั่งสมมาจากทั้งจิตวิทยา ประสาทวิทยาศาสตร์ และแม้แต่ประวัติศาสตร์การทหาร ต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่า ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่เป็นความมุ่งมั่นและความเต็มใจที่จะเรียนรู้ต่างหากที่นำมาซึ่งรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการอาการคิดมากและการสร้างความฉลาดทางอารมณ์ สามารถศึกษาได้จาก สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน, หนังสือ “The Art of Choosing” โดย ชีนา ไอเยนการ์ (Hachette), “Thinking, Fast and Slow” โดย แดเนียล คาห์เนแมน (FSG), และ “Emotional Agility” โดย ซูซาน เดวิด (Penguin Random House)