งานวิจัยชิ้นล่าสุดจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) กำลังจุดประเด็นร้อนถึงผลกระทบของเครื่องมือช่วยเขียนด้วย AI อย่าง ChatGPT ที่มีต่อกระบวนการคิดของมนุษย์ ผลการศึกษาพบว่าการใช้เครื่องมือดังกล่าวลดการทำงานของสมองลงอย่างน่าใจหาย และทำให้ผลงานเขียนที่ออกมาดู “ไร้จิตวิญญาณ” เพราะขาดความคิดสร้างสรรค์ งานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 นี้ กำลังตั้งคำถามสำคัญถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในแวดวงการศึกษา ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายและนักการศึกษาทั่วโลก รวมถึงในไทย ต่างกำลังขบคิดถึงแนวทางที่เหมาะสมในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในห้องเรียน
ทีมวิจัยของ MIT ได้ศึกษากลุ่มคนหนุ่มสาววัยเรียนจำนวน 54 คน เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่อระบบประสาทจากการใช้เครื่องมือช่วยเขียนที่แตกต่างกัน โดยให้อาสาสมัครเขียนเรียงความเชิงปรัชญาในรูปแบบคล้ายข้อสอบ SAT ในหัวข้อที่ซับซ้อน เช่น สังคมในอุดมคตินั้นเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาจริงหรือ หรือคนที่มีโอกาสดีกว่ามีพันธะทางศีลธรรมที่ต้องช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่าหรือไม่ ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ใช้ ChatGPT, กลุ่มที่ใช้ Google Search และกลุ่มสุดท้ายที่ต้องเขียนโดยไม่ใช้เครื่องมือดิจิทัลใดๆ เลย ซึ่งนักวิจัยได้ใช้เซ็นเซอร์คลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ติดตามการทำงานของสมองทั้ง 32 ส่วนตลอดการทดลอง
ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าตกตะลึง กลุ่มที่ใช้ ChatGPT มีการทำงานของสมองลดลงถึง 55% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้ความคิดของตัวเองล้วนๆ ส่วนกลุ่มที่ใช้ Google Search มีการทำงานของสมองในระดับกลางๆ แต่ทั้งสองกลุ่มที่พึ่งพาเครื่องมือก็ยังมีการทำงานของสมองน้อยกว่ากลุ่มที่ใช้ “สมองเปล่าๆ” อย่างชัดเจน ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ กลุ่มผู้ใช้ ChatGPT มักจะจำเนื้อหาที่ตัวเองเพิ่งเขียนไปไม่ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการประมวลผลข้อมูลที่ตื้นเขิน พูดง่ายๆ คือข้อมูลแค่ไหลผ่านสมองไปโดยไม่ได้ถูกซึมซับหรือทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (IFLScience)
หนึ่งในส่วนที่น่าสนใจที่สุดของการศึกษาคือ เมื่อแต่ละกลุ่มต้องสลับไปใช้วิธีอื่น พบว่าเมื่อกลุ่มที่เคยใช้ ChatGPT ถูกขอให้เขียนเรียงความโดยไม่ใช้ AI การทำงานของสมองก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และงานเขียนของพวกเขาก็ยังมีกลิ่นอายของคำศัพท์ที่ AI มักจะเลือกใช้ ผลกระทบที่ตกค้างอยู่นี้ทำให้นักวิจัยบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า “หนี้สินทางปัญญา” (Cognitive Debt) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่การพึ่งพา AI เป็นประจำจะค่อยๆ กัดกร่อนทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ และความใฝ่รู้ด้วยตนเองให้ลดน้อยถอยลง
คณะผู้เขียนงานวิจัยระบุว่า “เมื่อคนเราขาดความเข้าใจในประเด็นต่างๆ อย่างลึกซึ้ง งานเขียนของพวกเขาก็อาจเต็มไปด้วยอคติและมีความผิวเผิน รูปแบบนี้สะท้อนถึงการสะสมของหนี้สินทางปัญญา ซึ่งเป็นภาวะที่การพึ่งพาระบบภายนอกอย่าง LLMs (แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่) เข้ามาแทนที่กระบวนการคิดที่ต้องใช้ความพยายาม” พวกเขาเตือนว่า แม้หนี้สินดังกล่าวอาจช่วยลดภาระทางความคิดในระยะสั้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนระยะยาว ทั้ง “การคิดเชิงวิพากษ์ที่ถดถอย ความเปราะบางต่อการถูกชักจูง และความคิดสร้างสรรค์ที่ลดลง”
ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญก็สอดคล้องกันว่า แม้เรียงความที่ AI ช่วยเขียนจะมีความเป๊ะทางภาษาและโครงสร้าง แต่กลับขาดความลึกซึ้งและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังที่ครูสอนภาษาอังกฤษคนหนึ่งที่ร่วมประเมินผลงานกล่าวว่า “เรียงความบางชิ้นโดดเด่นเรื่องการใช้ภาษาและโครงสร้างที่แทบจะสมบูรณ์แบบ แต่ในขณะเดียวกันก็กลับไม่มีมุมมองส่วนตัวหรือใจความสำคัญที่ชัดเจน มักจะเขียนมายืดยาว แต่เต็มไปด้วยแนวคิดพื้นฐานและสำนวนซ้ำซากจำเจ ทำให้ดูออกได้ไม่ยากว่าใช้ AI ช่วยเขียน พวกเราในฐานะครูภาษาอังกฤษ มองว่าเรียงความพวกนี้มัน ‘ไร้วิญญาณ’ เพราะหลายประโยคไม่มีเนื้อหาสาระและขาดความเป็นตัวของตัวเอง”
ผลการศึกษาเหล่านี้สะท้อนถึงความกังวลของนักการศึกษาในประเทศไทยโดยตรง ขณะที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยไทยเริ่มนำร่องใช้เครื่องมือ AI ช่วยเขียน เจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการและสถาบันการศึกษาชั้นนำต่างมองเห็นศักยภาพในการพัฒนา แต่ก็กังวลถึงผลกระทบที่อาจตามมาเช่นกัน ในเวทีเสวนาเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้อำนวยการท่านหนึ่งจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เน้นย้ำว่า แม้ทักษะการใช้ AI จะจำเป็นสำหรับโลกอาชีพในอนาคต แต่ทักษะพื้นฐานที่เป็นหัวใจของการศึกษาไทยอย่าง การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้เหตุผลเชิงคุณธรรม จะต้องไม่ถูกละเลย
แนวทางการจัดการศึกษาของไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สามารถวิเคราะห์และเข้าอกเข้าใจผู้อื่นได้ ผู้กำหนดนโยบายการศึกษามักอ้างอิงถึงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเน้นการพัฒนาที่สมดุลและรอบคอบ เพื่อเป็นหลักนำในการปฏิรูป (World Bank) ดังนั้น แนวโน้มของการเกิด “หนี้สินทางปัญญา” ที่จะทำให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีเก่ง แต่กลับอ่อนแอในด้านการใช้เหตุผลและการแสดงออก จึงสวนทางกับเป้าหมายของชาติอย่างชัดเจน
เราอาจเทียบเคียงเรื่องนี้กับบทเรียนในอดีตจากการนำเทคโนโลยีการศึกษามาใช้ในไทย เช่น โครงการห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom) ในช่วงทศวรรษ 2010 ที่แม้จะส่งเสริมการใช้แท็บเล็ตและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ แต่สุดท้ายก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้ช่วยยกระดับความสามารถในการอ่านเขียนหรือทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ได้ตามที่คาดหวังไว้ (The Nation Thailand) ตั้งแต่นั้นมา ครูไทยจึงหันมาสนับสนุนรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ที่ผสานการสอนแบบดั้งเดิมเข้ากับการใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งเป็นมุมมองที่ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นหลังการค้นพบของ MIT
ในภาพรวมระดับโลก AI กำลังแทรกซึมเข้าไปในแวดวงอุดมศึกษาและวิชาชีพอย่างรวดเร็ว รายงานของยูเนสโกปี 2023 (UNESCO) ระบุว่า ประเทศส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ว่าจะใช้ประโยชน์จากพลังของ AI เพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ควบคู่ไปกับการปกป้องความคิดสร้างสรรค์และการคิดอย่างอิสระได้อย่างไร งานวิจัยของ MIT ชี้ให้เห็นว่า หากไร้นโยบายที่รอบคอบ AI อาจกลายเป็นเครื่องมือที่ยิ่งขยายช่องว่างทางทักษะและบั่นทอนคุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์เราพิเศษ
สำหรับอนาคตข้างหน้า งานวิจัยแนะนำให้นักการศึกษาและนักเรียนใช้เครื่องมือ AI ช่วยเขียนอย่างระมัดระวัง โดยมองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือ “เสริม” สำหรับตรวจไวยากรณ์หรือค้นหาข้อมูล ไม่ใช่ใช้เพื่อ “ทดแทน” กระบวนการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ผลงาน นอกจากนี้ การนำ AI มาใช้ควรคำนึงถึงช่วงวัยของผู้เรียน โดยควรให้เด็กเล็กได้สร้างทักษะพื้นฐานด้วยตนเองให้แข็งแกร่งก่อนจะเริ่มใช้ AI ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทย ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างนักคิดนักสร้างสรรค์ การรู้เท่าทันดิจิทัล และการมีจิตสำนึกของพลเมือง (กรมประชาสัมพันธ์)
ในทางปฏิบัติ ผู้ปกครอง ครู และนักเรียนไทยควรไตร่ตรองให้ดีก่อนจะพึ่งพา AI ในการทำการบ้านหรืองานต่างๆ กิจกรรมในห้องเรียนควรเน้นส่งเสริมความคิดริเริ่ม การถกเถียง และการสะท้อนมุมมอง โดยวางตำแหน่งเครื่องมือดิจิทัลให้เป็นเพียง “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ “ไม้ค้ำยัน” ผู้ร่างหลักสูตรอาจต้องพิจารณาจัดอบรมพัฒนาครูในเรื่องการรู้เท่าทัน AI เพื่อช่วยให้ครูสามารถมองเห็นและแก้ไขปัญหา “หนี้สินทางปัญญา” ในงานของนักเรียนได้ทันท่วงที
ขณะที่ประเทศไทยมุ่งมั่นสร้างคนรุ่นใหม่ที่พร้อมแข่งขันในเวทีโลกและหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมของตน บทเรียนจากงานวิจัยของ MIT นั้นชัดเจนว่า เทคโนโลยีต้องทำหน้าที่ “ส่งเสริม” ไม่ใช่ “ทดแทน” ศักยภาพของมนุษย์ การศึกษาวิจัยในอนาคต โดยเฉพาะงานวิจัยที่ปรับให้เข้ากับบริบทของไทย จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายระดับชาติด้าน AI ในการศึกษา เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องมือใหม่ๆ จะเข้ามาเติมเต็มและไม่กัดกร่อน “จิตวิญญาณ” ของการเรียนรู้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: IFLScience, World Bank, The Nation Thailand, UNESCO และ กรมประชาสัมพันธ์