ผลการวิเคราะห์งานวิจัยระดับโลกชิ้นใหม่ชี้ว่า การอดอาหารแบบวันเว้นวันอาจให้ผลดีต่อการลดน้ำหนักและคอเลสเตอรอลมากกว่าการทำ Intermittent Fasting (IF) อยู่เล็กน้อย โดยข้อมูลนี้มาจากการรวบรวมงานวิจัยทางคลินิกเกือบ 100 ฉบับ ในยุคที่คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพและมองหาวิธีคุมน้ำหนักกันมากขึ้น ท่ามกลางสถิติผู้ป่วยกลุ่มอาการเมตาบอลิกและโรคอ้วนที่พุ่งสูง งานวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ และข้อควรระวังสำหรับผู้ที่กำลังมองหาแนวทางโภชนาการทางเลือก

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (who.int) ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ใหญ่ทั่วโลกที่มีภาวะน้ำหนักเกินถึง 2.5 พันล้านคน และกว่า 890 ล้านคนอยู่ในภาวะโรคอ้วน ทำให้การจัดการน้ำหนักกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขเร่งด่วน ประเทศไทยก็เผชิญสถานการณ์ไม่ต่างกัน โดยผลสำรวจระดับชาติ (healthdata.org) เผยว่าอัตราผู้มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งภาวะเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคความดันโลหิตสูง เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งล้วนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อครอบครัวและระบบสาธารณสุขของไทย

Intermittent Fasting (IF) หรือการอดอาหารสลับกินเป็นช่วงเวลา ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วโลก รวมถึงในหมู่คนไทย โดยมีการบอกต่อทั้งในคลินิกสุขภาพและชุมชนคนรักสุขภาพบนโซเชียลมีเดีย รูปแบบที่คุ้นเคยกันดีคือ 16:8 (อด 16 ชั่วโมง กิน 8 ชั่วโมง) และสูตร 5:2 (กินปกติ 5 วัน และจำกัดแคลอรี 2 วัน) นอกจากนี้ยังมีอีกรูปแบบที่อาจยังไม่แพร่หลายนัก คือการอดอาหารวันเว้นวัน (alternate-day fasting) ซึ่งหมายถึงการอดอาหารตลอด 24 ชั่วโมงเต็ม สลับกับวันกินปกติ

งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ได้ทบทวนงานวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมถึง 99 ฉบับ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นผู้ใหญ่กว่า 6,500 คน เพื่อเปรียบเทียบผลกระทบต่อระบบเผาผลาญและน้ำหนักของกลยุทธ์การคุมอาหารรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การอดอาหารวันเว้นวัน, IF (รวมถึงการจำกัดเวลากิน), การจำกัดแคลอรีต่อเนื่อง และการกินแบบไม่จำกัด ทีมวิจัยพบว่าการอดอาหารแบบวันเว้นวันเป็นวิธีเดียวที่ให้ผลลัพธ์ในการลดน้ำหนักและปรับปรุงค่าทางเมตาบอลิกดีกว่าวิธีอื่นเล็กน้อย โดยเฉพาะการลดคอเลสเตอรอลรวมและไขมันเลว (LDL) เมื่อเทียบกับการจำกัดแคลอรีต่อเนื่องหรือการจำกัดเวลากิน (รายงานจาก AOL)

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ผู้เข้าร่วมวิจัยส่วนใหญ่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เฉลี่ยอยู่ที่ 31 ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์โรคอ้วน และประมาณ 90% มีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับความผิดปกติของระบบเผาผลาญอยู่แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้จึงน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเสี่ยงในไทย รวมถึงผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุงและกลุ่มอาการเมตาบอลิก ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่น่ากังวลและพบได้บ่อยขึ้นแม้ในกลุ่มคนวัยทำงานและวัยรุ่นในเมือง (samitivejhospitals.com)

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยผู้เขียนรายงานได้ย้ำเตือนว่า แม้การอดอาหารวันเว้นวันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าวิธีอื่น แต่โดยเฉลี่ยแล้วน้ำหนักที่ลดลงยังไม่ถึงเกณฑ์ “นัยสำคัญทางคลินิก” คืออย่างน้อย 2 กิโลกรัมสำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วน ทีมวิจัยระบุว่า “จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยในระยะยาวเพื่อยืนยันผลลัพธ์เหล่านี้ต่อไป” เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่ที่นำมาวิเคราะห์นั้นมีระยะเวลาต่ำกว่าหนึ่งปี นอกจากนี้ งานวิจัยในอนาคตยังต้องศึกษาผลกระทบของการอดอาหารวันเว้นวันในกลุ่มประชากรที่หลากหลาย และติดตามดูว่าประโยชน์ต่อระบบเผาผลาญจะคงอยู่ได้นานหลายปีหรือไม่

“แนวทางนี้อาจกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการน้ำหนักและสุขภาพระบบเผาผลาญ” ผู้เขียนระบุ แต่เน้นย้ำว่า IF และการอดอาหารวันเว้นวันไม่ได้มีไว้เพื่อทดแทนวิธีควบคุมอาหารหรือการรักษาทางการแพทย์แบบดั้งเดิม แต่ควรถูกมองว่าเป็นทางเลือกเสริมภายใต้การดูแลที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

อย่างไรก็ดี ในแวดวงวิทยาศาสตร์ยังคงถกเถียงกันถึงความยั่งยืนและความยากง่ายในการทำตามวิธีอดอาหารระยะยาว งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Internal Medicine พบว่า แม้การอดอาหารวันเว้นวันจะช่วยลดน้ำหนักได้ใกล้เคียงกับการจำกัดแคลอรีในแต่ละวัน แต่กลุ่มที่อดอาหารวันเว้นวันมีอัตราการล้มเลิกกลางคันสูงกว่า (บทความ PMC) นี่ถือเป็นข้อควรพิจารณาที่สำคัญในบริบทสังคมไทย ซึ่งวัฒนธรรมการกินอาหารร่วมกันในครอบครัวและประเพณีการถือศีลอดของชาวพุทธอาจเป็นได้ทั้งปัจจัยหนุนและอุปสรรคต่อการคุมอาหารที่เข้มงวด

ตัวอย่างเช่น แม้การอดอาหารวันเว้นวันจะดูคล้ายกับการรักษาอุโบสถศีลในวันพระ แต่การปฏิบัติอย่างเคร่งครัดทุกสัปดาห์หรือทุกวันยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักนอกเหนือไปจากในหมู่สงฆ์ นักโภชนาการจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ ให้ข้อสังเกตว่า แม้คนไทยบางส่วนจะได้รับประโยชน์จากการทำ IF แต่หลายคนก็พบว่าการอดอาหารเป็นเวลานานเป็นเรื่องท้าทายทั้งในเชิงสังคมและจิตใจ (โรงพยาบาลกรุงเทพ)

แพทย์จากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียและหัวหน้าทีมวิจัยงานวิเคราะห์อภิมานขนาดใหญ่ที่จะตีพิมพ์ในวารสาร The BMJ ในปี 2025 เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับแนวทางให้เข้ากับแต่ละบุคคล “วิธีการอดอาหารอาจช่วยผู้ป่วยบางรายได้ แต่ก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ใช้ได้กับทุกคน ปัจจัยอย่างวัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และการสนับสนุนจากคนรอบข้างมีบทบาทอย่างมากต่อความสำเร็จ” นักกำหนดอาหารในไทยก็เห็นพ้องกับแนวคิดนี้ โดยชี้ว่าวัฒนธรรมการแบ่งปันอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยและการให้ความสำคัญกับมื้ออาหารที่มีข้าวเป็นหลัก อาจทำให้การอดอาหารวันเว้นวันแบบเข้มงวดสร้างความรู้สึกแปลกแยกจากสังคมได้

หัวใจสำคัญที่สุดคือ “ไม่มีสูตรอาหารสำเร็จรูปสูตรใดที่เหมาะกับทุกคน” นักโภชนาการอาวุโสจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าว ที่คลินิกของเธอ การให้คำปรึกษาด้านโภชนาการจะเน้นความยืดหยุ่นและความยั่งยืนมากกว่ากฎเกณฑ์ที่ตายตัว ซึ่งเป็นปรัชญาที่สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้าที่แสดงให้เห็นว่าแผนการลดน้ำหนักที่ออกแบบมาเพื่อแต่ละบุคคลนั้นมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาวมากกว่าแนวทาง “สูตรเดียวครอบจักรวาล”

สรุปในมุมมองทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ การอดอาหารวันเว้นวันดูจะมีประสิทธิภาพดีกว่าการจำกัดเวลากินและการลดแคลอรีต่อเนื่องเล็กน้อยในระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์การลดน้ำหนักที่ชัดเจนหรือเป็นการค้นพบที่พลิกโฉมวงการสำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วนส่วนใหญ่ ในทางปฏิบัติ นี่หมายความว่าผู้ใหญ่ชาวไทยที่สนใจการอดอาหารวันเว้นวันควรทำภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีภาวะเมตาบอลิกผิดปกติหรือต้องใช้ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับการอดอาหาร

ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขของไทยยังไม่มีแนวปฏิบัติอย่างเป็นทางการสำหรับการอดอาหารวันเว้นวันหรือ IF แม้ว่าโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งจะเผยแพร่ข้อมูลเบื้องต้นบนเว็บไซต์ของตนก็ตาม (samitivejhospitals.com) แนวทางการควบคุมน้ำหนักของไทยยังคงเน้นไปที่การลดแคลอรีอย่างสม่ำเสมอ การเพิ่มการบริโภคผักและผลไม้ การออกกำลังกายเป็นประจำ และการหลีกเลี่ยงของว่างแปรรูป

ในอนาคต แนวทางการจัดการโรคอ้วนในประเทศไทยน่าจะผสมผสานข้อมูลจากงานวิจัยระดับโลกเข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่าการอดอาหารวันเว้นวันมีข้อดีบางประการเหนือ IF แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ ความยอมรับ และประสิทธิผลในระยะยาว ในขณะที่ทีมแพทย์ในไทยต้องรับมือกับภาระจากกลุ่มอาการเมตาบอลิกที่เพิ่มขึ้น เราอาจได้เห็นการผสมผสานกลยุทธ์การอดอาหารเข้ากับคำแนะนำด้านสาธารณสุขของไทยมากขึ้น โดยจะมีการปรับให้เข้ากับความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัวแต่ละรายเสมอ

สำหรับคนไทยที่สนใจจะลองวิธีอดอาหารแบบวันเว้นวัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่ม โดยเฉพาะหากมีโรคประจำตัว, ขอคำแนะนำจากนักกำหนดอาหารที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ, มองการเปลี่ยนแปลงการกินเป็นส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในระยะยาว ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาเร่งด่วน และที่สำคัญที่สุดคือ ฟังเสียงร่างกายของตนเอง แนวทางที่สมดุล ยั่งยืน และคำนึงถึงวัฒนธรรม คือกุญแจสำคัญสู่การมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนของคนไทย

แหล่งข้อมูล: