จิตแพทย์ผู้มีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมนิยามของภาวะออทิสติกในสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการตัดสินใจในอดีต ซึ่งส่งผลให้อัตราการวินิจฉัยออทิสติกในเด็กพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 1 ใน 2,000 คนในยุค 1980 มาอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 31 คนในปัจจุบัน เขาระบุว่าสาเหตุหลักมาจากการขยายนิยามเกณฑ์การวินิจฉัยในทศวรรษ 1990 และขยายให้กว้างขึ้นอีกในทศวรรษ 2010 ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อครอบครัว นโยบายสาธารณสุข และทัศนคติของสังคมในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

การเปิดเผยครั้งนี้มาจากศาสตราจารย์เกียรติคุณแห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ก ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าทีมปรับปรุงคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (DSM) ฉบับปี 1994 อันทรงอิทธิพล การตัดสินใจของทีมในครั้งนั้นที่ขยายนิยามของออทิสติก โดยเพิ่มการรับรองภาวะแอสเพอร์เกอร์ซินโดรม (Asperger’s syndrome) ซึ่งมีอาการไม่รุนแรงเข้ามาอย่างเป็นทางการ มีเจตนาดีเพื่อให้เด็กที่มีปัญหาด้านการเข้าสังคมและการสื่อสารสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น แต่มาถึงวันนี้ จิตแพทย์ท่านนี้กลับรู้สึก “ผิดอย่างมหันต์” ต่อ “ผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจ” ซึ่งรวมถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า “การตีตราเด็กด้วยภาวะที่ร้ายแรง ทั้งที่ปัญหาของพวกเขาควรถูกมองว่าเป็นเพียงความแตกต่างที่พบได้ในคนทั่วไป” (Daily Mail)

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสังคมไทย เพราะการปรับนิยาม “ออทิสติก” ในระดับสากล ไม่เพียงเปลี่ยนแนวทางการวินิจฉัยและสถิติในโลกตะวันตก แต่ยังส่งอิทธิพลต่อนโยบายและการรับรู้ของสังคมในประเทศไทยด้วย ในขณะที่แพทย์ นักการศึกษา และผู้ปกครองชาวไทยกำลังรับมือกับจำนวนเด็กออทิสติกที่เพิ่มขึ้นและความท้าทายในการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม การทำความเข้าใจที่มาที่ไปของ “ภาวะออทิสติกระบาด” จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

ในช่วงทศวรรษ 1980 ออทิสติกยังถูกมองว่าเป็นภาวะที่พบได้ยากมากในสหรัฐฯ แต่หลังจากคู่มือ DSM ฉบับปี 1994 เพิ่มโรคแอสเพอร์เกอร์เข้ามา และปรับปรุงอีกครั้งในปี 2013 ภายใต้ชื่อ “กลุ่มโรคออทิสติกสเปกตรัม” (Autism Spectrum Disorder หรือ ASD) อัตราการวินิจฉัยก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีเด็ก (และต่อมาคือผู้ใหญ่) จำนวนมากขึ้นที่เข้าข่ายตามเกณฑ์ใหม่ ศาสตราจารย์ท่านนี้อธิบายว่า “สิ่งที่เราทำคือการเพิ่มภาวะที่เรียกว่าโรคแอสเพอร์เกอร์ ซึ่งต่อมาได้พัฒนากลายเป็นกลุ่มโรคออทิสติกสเปกตรัม ซึ่งอาจมีอาการในระดับที่อ่อนกว่ามาก… และด้วยเหตุนี้จึงพบได้บ่อยกว่ามาก”

เขายอมรับว่าปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้คือแรงกดดันจากจิตแพทย์เด็ก กุมารแพทย์ และผู้ปกครอง ที่ต้องการให้ผ่อนปรนเกณฑ์การวินิจฉัยเดิมที่เข้มงวดเกินไป จนทำให้เด็กจำนวนมากที่มีปัญหาไม่สามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้ เนื่องจากสิทธิประกันสุขภาพและความช่วยเหลือในโรงเรียนส่วนใหญ่จะมอบให้เฉพาะผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกอย่างเป็นทางการเท่านั้น เขากล่าวว่าเจตนาในตอนนั้นคือความเมตตา แต่ “ความพยายามที่เจตนาดีแต่ผิดทิศทางของเรา” กลับนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของยอดวินิจฉัยอย่างมหาศาล เกินกว่าที่พวกเขาคาดการณ์ไว้มาก เขาย้ำว่า “หลายคนที่มีเพียงความประหม่าในการเข้าสังคมตามปกติ มีพฤติกรรมแปลกๆ หรือมีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์… ซึ่งในอดีตไม่เคยถูกมองว่าเป็นความผิดปกติทางจิต” แต่ปัจจุบันกลับถูกวินิจฉัยว่าเป็น ASD

ภูมิทัศน์การวินิจฉัยที่เปลี่ยนไปนี้ยังเกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของขบวนการต่อต้านวัคซีน และนำมาซึ่งผลลัพธ์อันน่าเศร้า การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของยอดวินิจฉัยออทิสติก เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่มีงานวิจัยซึ่งถูกหักล้างไปแล้วในปี 1998 ที่เชื่อมโยงวัคซีน MMR (หัด คางทูม หัดเยอรมัน) กับออทิสติกอย่างผิดๆ ความประจวบเหมาะนี้ยิ่งโหมกระแสความกังขาและความกลัวในหมู่ผู้ปกครอง จิตแพทย์ท่านนี้กล่าวว่า “ผมรู้ดีว่าปัญหานี้เกิดจากนิยามที่เปลี่ยนไปและการประเมินที่มากขึ้น… ไม่ใช่วัคซีน” แต่ความเชื่อผิดๆ นี้กลับแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อัตราการฉีดวัคซีนลดลงและโรคที่ป้องกันได้กลับมาระบาดอีกครั้ง (Centers for Disease Control and Prevention)

ในประเทศไทยเองก็มีความกังวลในลักษณะเดียวกันปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ โดยชุมชนออนไลน์บางแห่งได้สะท้อนความเชื่อเรื่องวัคซีนจากต่างประเทศ และมีผู้ปกครองที่ต้องการความชัดเจนว่าตัวเลขผู้ป่วยออทิสติกที่เพิ่มขึ้นนั้นหมายความว่าอย่างไร ซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญของไทยได้ออกมายืนยันอยู่เสมอว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่เชื่อมโยงวัคซีนกับออทิสติก (World Health Organization)

ทุกวันนี้ นักการเมืองคนสำคัญในสหรัฐฯ และที่อื่นๆ รวมถึงผู้ที่เคยและกำลังลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งสำคัญๆ ยังคงจุดประเด็นถกเถียงโดยเรียกร้องให้มีการสืบสวน “สาเหตุที่แท้จริง” ของออทิสติก ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้อื่นๆ เช่น สารพิษในสิ่งแวดล้อม ยาบางชนิด หรือแม้กระทั่งการอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์ ความไม่แน่นอนที่ดำเนินอยู่นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสับสนและความกังวลของสังคมในวงกว้าง

การวินิจฉัยออทิสติกยังคงเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ดังที่ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊กตั้งข้อสังเกตว่า “ยังไม่มีการตรวจทางชีวภาพใดๆ มายืนยัน อาการก็มีความหลากหลายและระดับความรุนแรงแตกต่างกันมาก ความเห็นของแพทย์ก็อาจไม่ตรงกันเสมอไป แบบทดสอบคนละชุดอาจให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน และการวินิจฉัยก็อาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาผ่านไป” ที่จริงแล้ว งานทบทวนวรรณกรรมในปี 2020 พบว่าในกลุ่มผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ASD มากถึง 20% มีโรควิตกกังวลร่วมด้วย และอีก 11% มีภาวะซึมเศร้า ซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงความคาบเกี่ยวของอาการและการวินิจฉัยที่อาจคลาดเคลื่อนได้ (National Institutes of Health)

ประเด็นเหล่านี้ส่งผลกระทบสำคัญต่อประเทศไทยเช่นกัน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายงานอัตราการวินิจฉัยออทิสติกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชี้ว่าส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้น ระบบการคัดกรองที่ดีขึ้น และการเข้าถึงการประเมินพัฒนาการในเด็กเล็กที่ง่ายขึ้น (Bangkok Post) ปัจจุบัน โรงเรียนและศูนย์ชุมชนในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และจังหวัดใหญ่ๆ ต่างมีโครงการช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ และกระทรวงสาธารณสุขก็ได้กำหนดให้ ASD เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการคัดกรองสุขภาพประจำปี

อย่างไรก็ตาม จิตแพทย์และกุมารแพทย์ในไทยบางส่วนแสดงความกังวลว่านิยาม ASD ที่กว้างขึ้นอาจนำไปสู่การวินิจฉัยเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญในโลกตะวันตกสะท้อนเช่นกัน จิตแพทย์อาวุโสท่านหนึ่งในโรงพยาบาลชั้นนำของกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “การวินิจฉัยไม่ควรรีบด่วนสรุป โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เราต้องแยกให้ออกระหว่างความแตกต่างด้านการเข้าสังคม กับความผิดปกติที่แท้จริงซึ่งต้องการความช่วยเหลืออย่างรอบคอบ” แนวทางที่ระมัดระวังนี้สอดคล้องกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันที่ว่า “การวินิจฉัยในเด็กควรเป็นเหมือนการเขียนด้วยดินสอที่ลบได้ เพราะบ่อยครั้งที่มันไม่น่าเชื่อถือและไม่คงที่ แต่เมื่อวินิจฉัยไปแล้ว มันมักจะถูกบันทึกในประวัติการรักษา… ไปตลอดกาล และมันอาจกลายเป็นตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิตสำหรับคนคนหนึ่งที่ถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นออทิสติกตั้งแต่เด็ก ซึ่งจะเปลี่ยนความคาดหวังที่เขามีต่อตนเองและคนรอบข้างไปอย่างสิ้นเชิง”

การตอบสนองของสังคมไทยต่อเด็กและผู้ใหญ่ในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา จากที่เคยเป็นกลุ่มคนที่แทบไม่มีใครรู้จัก ปัจจุบันคนไทยที่เป็นออทิสติกเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านสื่อโทรทัศน์ ในห้องเรียนการศึกษาพิเศษ หรือในที่ทำงานผ่านโครงการจ้างงานแบบมีผู้ดูแล แต่ทัศนคติทางวัฒนธรรมยังคงแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคและกลุ่มวัย โดยบางครอบครัวยังคงกังวลกับตราบาปทางสังคม เพราะกลัวการถูกเลือกปฏิบัติหรือการจำกัดโอกาสของบุตรหลาน

ที่สำคัญคือ เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “ภาวะออทิสติกระบาด” ที่ได้รับอิทธิพลจากแนวโน้มการวินิจฉัยของโลกตะวันตกก็มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กของไทยบางส่วนได้อ้างอิงหลักธรรมทางพุทธศาสนาเรื่องความเป็นปัจเจกและการยอมรับในความแตกต่าง พร้อมกระตุ้นให้ระมัดระวังการมองความแตกต่างทางสังคมว่าเป็นความเจ็บป่วยมากเกินไป ดังที่นักการศึกษาที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ได้ให้ความเห็นไว้ในการเสวนาเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “เราต้องช่วยให้เด็กทุกคนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ โดยไม่สำคัญว่าเขาจะมีป้ายอะไรติดตัว”

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญต่างเรียกร้องให้มีนโยบายและการตัดสินใจทางคลินิกที่สมดุล ปัจจุบันมีกระแสเคลื่อนไหวในระดับนานาชาติ รวมถึงในประเทศไทย ที่มุ่งไปสู่ความเข้าใจความแตกต่างทางพัฒนาการของระบบประสาทใน “เชิงมิติ” (dimensional) มากกว่า “เชิงหมวดหมู่” (categorical) กล่าวคือ แทนที่จะมองว่าออทิสติกเป็นการวินิจฉัยแบบ “ใช่หรือไม่ใช่” แพทย์จะประเมินลักษณะทางสังคม การสื่อสาร และพฤติกรรมในมิติต่างๆ เพื่อออกแบบความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคล (Elsevier) ผู้กำหนดนโยบายและบุคลากรทางการแพทย์ของไทยอาจต้องจับตาดูการปรับปรุงคู่มือ DSM และบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศ (ICD) ฉบับต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะน่าจะมีอิทธิพลต่อมาตรฐานและแนวปฏิบัติในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในประเทศ

สำหรับผู้ปกครองและนักการศึกษาชาวไทย คำแนะนำที่ยังคงใช้ได้ผลดีที่สุดคือการเฝ้าติดตามพัฒนาการของเด็กอย่างใกล้ชิดภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ควรขอความเห็นที่สองหากไม่แน่ใจ และมุ่งเน้นการสนับสนุนให้เด็กได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลตั้งแต่เนิ่นๆ แทนที่จะยึดติดกับการวินิจฉัยเพียงอย่างเดียว การสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนทั้งที่บ้าน โรงเรียน และในชุมชน จะช่วยให้เด็กทุกคนเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าเกณฑ์ทางการแพทย์ใดๆ หรือไม่ก็ตาม

ความคิดเห็นทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยยังคงแตกออกเป็นสองฝ่ายว่า การขยายนิยามของ ASD เป็นคุณูปการที่ช่วยให้ผู้ที่เคยถูกมองข้ามได้รับบริการ หรือเป็นความผิดพลาดที่ทำให้ความแตกต่างซึ่งเป็นเรื่องปกติกลายเป็นภาวะทางการแพทย์ ไม่ว่าเราจะยืนอยู่จุดไหน การทำความเข้าใจบริบทระหว่างประเทศนี้จะช่วยให้ผู้อ่านและสังคมไทยสามารถรับมือกับความซับซ้อนของพัฒนาการเด็ก การศึกษา และการดูแลทางสังคมสำหรับผู้ที่อยู่ในหรือใกล้เคียงกับกลุ่มออทิสติกสเปกตรัมได้ดียิ่งขึ้น

แหล่งข้อมูล: Daily Mail, CDC, WHO, NIH PMC, Bangkok Post, ScienceDirect