นายจ้างทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ใบสมัครงานที่หลั่งไหลเข้ามามหาศาล ซึ่งหลายฉบับไม่ได้มาจากฝีมือของผู้สมัครโดยตรง แต่สร้างขึ้นด้วยเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Generative AI อย่าง ChatGPT ทำให้ผู้หางานสามารถสร้างเรซูเม่ที่ดูดีและอัดแน่นด้วยคีย์เวิร์ดที่ตรงใจนายจ้างได้อย่างง่ายดาย ผลักดันให้ทั้งผู้สมัครและองค์กรเข้าสู่ “สงคราม AI” ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการจ้างงานไปตลอดกาล

เพียง 12 ชั่วโมงหลังประกาศรับสมัครงานด้านเทคโนโลยีแบบทางไกลตำแหน่งหนึ่งบน LinkedIn ในสหรัฐฯ ก็มีใบสมัครส่งเข้ามามากกว่า 400 ฉบับ และพุ่งเป็น 600 ฉบับใน 24 ชั่วโมง เมื่อปิดรับสมัครในอีกไม่กี่วันถัดมา อีเมลของผู้รับสมัครก็เต็มไปด้วยเรซูเม่ถึง 1,200 ฉบับ และสามเดือนให้หลัง ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลก็ยังคงต้องจมอยู่กับการคัดแยกใบสมัครกองมหึมานั้น nytimes.com ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอเมริกา แต่กำลังกลายเป็นกระแสทั่วโลก โดย LinkedIn รายงานว่ายอดการสมัครงานเพิ่มขึ้นถึง 45% ในปีที่ผ่านมา คิดเป็นตัวเลขมหาศาลถึง 11,000 ใบต่อนาที และกำลังส่งแรงกระเพื่อมมาถึงบริษัทในไทยอย่างรวดเร็ว

ด้วยพลังของ AI ในปัจจุบัน เพียงแค่ป้อนคำสั่งง่ายๆ แชตบอตและผู้ช่วยเขียนอัจฉริยะก็สามารถปรับแก้เรซูเม่ให้สอดคล้องกับรายละเอียดของตำแหน่งงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผู้หางานบางรายถึงกับใช้ AI Agent ที่ค้นหาและยื่นใบสมัครงานได้เองโดยอัตโนมัติเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ นักสรรหาบุคลากรในทุกองค์กร ตั้งแต่บริษัทข้ามชาติไปจนถึง SME ในไทย ต่างต้องเผชิญความท้าทายใหม่ กับการคัดแยกกองทัพเรซูเม่ที่หน้าตาคล้ายกันไปหมด เพื่อเฟ้นหาผู้สมัครที่มีคุณสมบัติและความตั้งใจจริง

Hung Lee อดีตนักสรรหาบุคลากรซึ่งปัจจุบันผันตัวมาเป็นผู้เขียนจดหมายข่าวด้านการจัดหางานระดับโลก เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “สึนามิผู้สมัครงานที่จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ” เพราะฝ่ายบุคคลเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าใครคือผู้สมัครตัวจริง และใครที่ใช้เครื่องมือ AI สุดล้ำเข้ามาช่วย

เพื่อรับมือกับคลื่นใบสมัครมหาศาลนี้ เหล่านายจ้างจึงหันมาใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของตนเอง โดยนำเครื่องมือคัดกรอง AI มาจัดการกับใบสมัครที่ทะลักเข้ามา บริษัทใหญ่อย่าง Chipotle สามารถลดเวลาในกระบวนการจ้างงานลงได้ถึง 75% ด้วยการใช้แชตบอต AI คัดกรองเบื้องต้นและนัดสัมภาษณ์ ขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง HireVue ก็ใช้ AI ประเมินวิดีโอสัมภาษณ์ หรือแม้กระทั่งวัดความสามารถของผู้สมัครผ่านเกมทดสอบทักษะและสถานการณ์จำลอง ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่ภาพที่เหนือจริงอย่าง “AI ปะทะ AI” ที่ทั้งผู้สมัครและผู้ว่าจ้างต่างใช้เทคโนโลยีในทุกขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม ดาบสองคมของ AI ก็เริ่มสร้างความกังวลเช่นกัน ไม่ใช่แค่เปิดโอกาสให้ผู้หางานส่งใบสมัครแบบเหวี่ยงแหด้วยเอกสารที่ดูเหมือนปรับมาอย่างดีแต่ไร้ตัวตน แต่ยังเป็นช่องโหว่ให้เกิดการสมัครงานโดยทุจริตและการใช้ตัวตนปลอมอีกด้วย ตัวอย่างเช่น การสืบสวนในสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ได้เปิดโปงขบวนการที่ชาวต่างชาติใช้โปรไฟล์ปลอมเพื่อสมัครงานไอทีทางไกล ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัญหานี้กำลังรุนแรงขึ้น โดยนักวิเคราะห์จาก Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2028 ผู้สมัครงาน 1 ใน 4 อาจเป็นตัวตนที่สร้างจากซอฟต์แวร์ ไม่ใช่คนจริงๆ คำแนะนำของพวกเขาคือนายจ้างทั่วโลกจำเป็นต้องมีระบบยืนยันตัวตนที่เข้มงวดและมาตรการป้องกันการฉ้อโกงที่รัดกุมกว่าเดิม

เพื่อจัดการกับปริมาณใบสมัครและเพิ่มความเป็นธรรม แพลตฟอร์มอย่าง LinkedIn ได้เปิดตัวเครื่องมือใหม่ๆ ที่ช่วยให้ทั้งฝ่ายบุคคลและผู้สมัครมุ่งเป้าความพยายามได้ตรงจุดมากขึ้น โดยมีเครื่องมือเด่นๆ อย่าง AI Agent สำหรับการคัดกรองและติดตามผล รวมถึงตัวชี้วัดความเข้ากันได้ระหว่างผู้สมัครกับตำแหน่งงาน ซึ่งช่วยลดการสมัครจากผู้ที่ขาดคุณสมบัติได้ ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าเครื่องมือเหล่านี้ช่วยลดใบสมัครที่ไม่ตรงคุณสมบัติลงได้ถึง 10% ตั้งแต่เริ่มใช้งาน

ถึงกระนั้น การใช้ AI ในวงการสรรหาบุคลากรกำลังก่อให้เกิดประเด็นทางกฎหมายและจริยธรรมที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่องความเป็นธรรมและอคติ หลายประเทศในยุโรปจัดให้เครื่องมือจ้างงาน AI เป็นเทคโนโลยี “ความเสี่ยงสูง” พร้อมออกกฎระเบียบที่เข้มงวด ขณะที่สหรัฐอเมริกาก็มีกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติที่อาจเอาผิดบริษัทได้ หากระบบ AI ซึ่งมักมีอัลกอริทึมที่ขาดความโปร่งใสหรือมีอคติแฝงอยู่ นำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือกีดกันผู้สมัครบางกลุ่ม ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมไทยต้องเตรียมรับมือเช่นกันเมื่อเทรนด์นี้แพร่หลายมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลในไทยเริ่มสัมผัสถึงผลกระทบนี้แล้ว นักสรรหาบุคลากรสายเทคโนโลยีในกรุงเทพฯ รายหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม ระบายความในใจว่า “ผู้สมัครใช้ AI เป็นใบเบิกทาง แต่การจะดูว่าใครเข้ากับทีมได้จริงๆ นั้นยากกว่าเดิมมาก บางคนถึงกับหาวิธีโกงระบบประเมินผลด้วย AI ทำให้เครื่องมือคัดกรองของเรากลายเป็นแค่ด่านที่ต้องหาทางผ่านไปให้ได้”

ปรากฏการณ์เรซูเม่จาก AI นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงานไทย ที่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง LinkedIn และ JobThai เข้ามามีบทบาทแทนที่ช่องทางสมัครงานแบบดั้งเดิมอย่างรวดเร็ว ทำให้นักสรรหาบุคลากรชาวไทยต้องเร่งปรับตัวให้ทันแนวปฏิบัติสากล โดยต้องลงทุนในเทคโนโลยีตรวจสอบที่ล้ำหน้าและฝึกฝนทักษะเพื่อแยกแยะเนื้อหาที่สร้างโดย AI กับมนุษย์ให้ออก

ในขณะเดียวกัน ผู้หางานชาวไทย โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ ก็หันมาพึ่งพาเครื่องมือ AI มากขึ้นเพื่อสร้างความได้เปรียบ ก่อให้เกิดเป็นสงครามการแข่งขันครั้งใหม่ระหว่างผู้สมัครและนายจ้าง ที่ต่างฝ่ายต่างนำเครื่องมือที่ซับซ้อนขึ้นมาใช้เพื่อชิงไหวชิงพริบกัน Alexa Marciano ผู้บริหารจากบริษัทจัดหางานระดับโลกกล่าวว่า แม้ผู้สมัครจะใช้ AI เพื่อให้ผ่านด่านคัดกรองอัตโนมัติ แต่หลายคนก็ยังใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อปรับแก้ใบสมัครด้วยตนเอง แต่สุดท้ายก็ถูกกลืนหายไปในทะเลเรซูเม่ที่ AI สร้างขึ้น

สำหรับมหาวิทยาลัยในไทย การเปลี่ยนแปลงนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงการแนะแนวอาชีพ ดังที่โค้ชด้านอาชีพท่านหนึ่งกล่าวว่า “แรงกดดันทำให้นักศึกษาหันไปใช้ระบบอัตโนมัติในทุกขั้นตอน เพียงเพื่อให้เป็นที่สังเกต แต่เมื่อนายจ้างยกระดับการคัดกรองขึ้น ทางรอดที่ยั่งยืนที่สุดก็คือการกลับไปสู่พื้นฐาน นั่นคือการสร้างคุณสมบัติที่แท้จริงและนำเสนอตัวตนอย่างซื่อตรง”

เมื่อมองไปข้างหน้า นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมคาดว่าความจริงใจและความโปร่งใสจะกลายเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด แต่กว่าจะถึงวันนั้น ทั้งนายจ้างและผู้สมัครคงต้องทุ่มเททั้งเวลา เงิน และความพยายามไปกับการไล่ตามความได้เปรียบเพียงเล็กน้อยจากอัลกอริทึม อนาคตของการจ้างงานในไทยและทั่วโลกจึงต้องอาศัยความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้าน HR นักเทคโนโลยี และหน่วยงานกำกับดูแล โดยให้ความสำคัญกับการปรับตัวที่รวดเร็วต่อเครื่องมือใหม่ๆ

สำหรับองค์กรในไทยที่ต้องการก้าวให้ทัน มีข้อแนะนำเบื้องต้นดังนี้:

  • ลงทุนในระบบติดตามผู้สมัคร (ATS) และการยืนยันตัวตนที่ขับเคลื่อนด้วย AI
  • พัฒนาทักษะดิจิทัลให้ฝ่ายบุคคลและฝึกอบรมวิธีป้องกันอคติจากอัลกอริทึม
  • ปรับแก้ประกาศรับสมัครงานให้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น เพื่อลดการสมัครแบบเหวี่ยงแห
  • ส่งเสริมวัฒนธรรมการสมัครงานที่เน้นความจริงใจและโปร่งใส
  • ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อปรับแนวทางการเตรียมความพร้อมของผู้สมัครให้สอดรับกับมาตรฐานยุคดิจิทัล

ในทำนองเดียวกัน สำหรับผู้หางานชาวไทย มีข้อแนะนำดังนี้:

  • ใช้เครื่องมือ AI อย่างชาญฉลาดเพื่อปรับแก้เรซูเม่ให้เหมาะกับตำแหน่งงาน ไม่ใช่เพื่อผลิตซ้ำในปริมาณมาก
  • มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จับต้องได้และการเตรียมตัวสัมภาษณ์อย่างจริงจัง
  • นำเสนอจุดเด่นที่ AI เลียนแบบไม่ได้ เช่น ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และวุฒิภาวะทางอารมณ์
  • ตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลในเรซูเม่และโปรไฟล์ออนไลน์ของตนเองเสมอ

ขณะที่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ หรือเพียงเพื่อเอาตัวรอด ใน “สงครามเรซูเม่ AI” ทวีความรุนแรงขึ้น ผู้ที่รู้จักผสมผสานความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีเข้ากับจุดแข็งของความเป็นมนุษย์ได้อย่างลงตัวเท่านั้น ที่จะยืนหยัดและประสบความสำเร็จในตลาดแรงงานของไทยและของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้

ที่มา: The New York Times