หลายคนคงเคยเจอสถานการณ์แบบนี้: หลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งวันกับความวุ่นวาย การแจ้งเตือนจากโลกดิจิทัล และภาระหน้าที่ไม่รู้จบ จู่ๆ คุณก็เผลอพาลใส่คนใกล้ตัว หรือหมดความอดทนกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บทความล่าสุดจาก HuffPost ในหัวข้อ “So THAT’S Why You Get Mad When You’re Overstimulated” ชี้ว่า อาการนี้ไม่ใช่ข้อบกพร่องส่วนตัว แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางชีวภาพที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน รวมถึงคนไทยจำนวนมากที่ต้องรับมือกับจังหวะชีวิตยุคใหม่ที่เร่งรีบไม่หยุดหย่อน (HuffPost)

ปรากฏการณ์ “ขี้เหวี่ยงขี้วีน” หรือหัวร้อนเมื่อถูกกระตุ้นมากเกินไป กำลังเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อวิถีชีวิตที่ผูกติดกับหน้าจอยิ่งทำให้ประสาทสัมผัสของเราทำงานหนักเกินพิกัด มีผู้คนกว่า 55,000 คน เข้าไปกดไลก์ทวีตไวรัลที่จุดประเด็นนี้ พร้อมสารภาพว่า “เวลาที่รู้สึกว่าอะไรๆ มันเยอะไปหมด ฉันจะกลายเป็นคนนิสัยไม่ดีสุดๆ” นี่คือรูปแบบที่หลายคนคุ้นเคยดี แค่เจอเรื่องแย่ๆ ตอนเช้า หรือมีแจ้งเตือนเด้งไม่หยุด ก็อาจทำให้เรื่องกวนใจเล็กน้อยกลายเป็นชนวนให้ระเบิดอารมณ์รุนแรงเกินเบอร์ได้ แต่ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แล้วคนทั่วไป โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่สับสนวุ่นวายอย่างกรุงเทพฯ จะรับมือกับมันได้อย่างไร?

กุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจพฤติกรรมนี้อยู่ที่โครงสร้างของสมอง ตามคำอธิบายของนักจิตบำบัดผู้เชี่ยวชาญในบทความ สมองของเราประมวลข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อข้อมูลที่ถาโถมเข้ามามีปริมาณมากเกินไป จะทำให้ระบบประสาททำงานหนักจนล้น ซึ่งเรียกว่า “ภาวะถูกกระตุ้นมากเกินไป” (Overstimulation) นักจิตบำบัดในสหรัฐฯ ท่านหนึ่งอธิบายว่า ภาวะนี้คือ “การที่ประสาทสัมผัสของเราถูกถล่มด้วยข้อมูลมหาศาล จนเรารู้สึกท่วมท้นในขณะที่กำลังรับข้อมูลนั้นอยู่” ในระดับเซลล์ประสาท สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล จะ “ปิดสวิตช์ตัวเองชั่วคราว” เมื่อเผชิญกับความเครียด นักบำบัดครอบครัวในแคลิฟอร์เนียเสริมว่า แทนที่จะตอบสนองอย่างสุขุมและมีเหตุผล สมองจะเปลี่ยนไปใช้โหมดตอบสนองตามสัญชาตญาณเพื่อเอาตัวรอดแทน “เมื่อเราเครียด สมองส่วนหน้าจะเปลี่ยนจากการไตร่ตรองไปสู่การตอบสนองแบบทันทีทันใด” เธอกล่าว

การเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาทนี้เองที่อธิบายว่าทำไมเราถึงหงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย หรือที่คนไทยเรียกว่า “ใจร้อน” ในยามที่เครียดจัดหรือประสาทสัมผัสทำงานหนักเกินไป ปฏิกิริยา “สู้ หนี หรือนิ่งเฉย” (Fight, Flight, or Freeze) ของร่างกาย ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยคุกคาม จะถูกกระตุ้นให้ทำงาน ไม่ว่าภัยนั้นจะมาจากเดดไลน์งานที่촉박 หรือเสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชัน Line ที่ดังไม่หยุดหย่อนก็ตาม ข้อค้นพบนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neuroscience & Biobehavioral Reviews ซึ่งยืนยันว่าการรับข้อมูลทางประสาทสัมผัสในปริมาณสูงเป็นเวลานาน จะทำให้สมองส่วนหน้าทำงานได้แย่ลง แต่กลับกระตุ้นการตอบสนองทางอารมณ์ให้รุนแรงขึ้น (ScienceDirect)

กิจวัตรประจำวันในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ของไทยเต็มไปด้วยปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะถูกกระตุ้นมากเกินไปนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการจราจรที่ติดขัด เสียงดังจากไซต์ก่อสร้าง แสงสีในห้างสรรพสินค้า และวัฒนธรรมการใช้สมาร์ทโฟนที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ปัจจัยเหล่านี้หมายความว่าคนไทยจำนวนมาก ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศย่านสีลมไปจนถึงนักเรียนนักศึกษาที่ต้องเบียดเสียดบนรถไฟฟ้าบีทีเอส ล้วนต้องเผชิญกับภาวะประสาทสัมผัสทำงานหนักเป็นประจำ ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า “เทคโนโลยีน่าจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภาวะนี้ ทั้งข้อความ อีเมล และการแจ้งเตือนจากโซเชียลมีเดีย ล้วนผลักให้เราไปถึงจุดที่ประสาทสัมผัสทำงานหนักเกินไปได้ง่ายขึ้น” ในประเทศไทย ซึ่งประชากรเกือบ 90% เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟน และมีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียเป็นประจำกว่า 50 ล้านคน (Digital 2024 Thailand) ข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อนจึงเป็นทั้งสิ่งเร้าและภัยคุกคามในเวลาเดียวกัน

สำหรับหลายๆ คน โดยเฉพาะพ่อแม่หรือคนทำงานที่ต้องพยายามสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและอาชีพ ความเครียดมักจะค่อยๆ ทับถมกันเป็นชั้นๆ นักบำบัดในบทความของ HuffPost ได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่พบได้บ่อย เช่น เริ่มต้นวันใหม่อย่างเร่งรีบ หากุญแจไม่เจอ ทำกาแฟหก และเจอรถติด ปัจจัยเหล่านี้คือความเครียด “เล็กๆ น้อยๆ” ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจนกระทั่งเรื่องไม่เป็นเรื่องกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ในสังคมไทย ความวุ่นวายของชีวิตเมืองยังผนวกเข้ากับความคาดหวังทางวัฒนธรรมที่ต้องทำตัว “สบายๆ” หรือเก็บอาการ เมื่อเส้นความอดทนขาดผึง ความรู้สึกผิดที่ทำตัวไม่ “คูล” ก็อาจยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก

งานวิจัยด้านประสาทวิทยายิ่งตอกย้ำกระบวนการนี้ เมื่อสมองเข้าสู่ภาวะถูกกระตุ้นมากเกินไป การควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมจะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาก นักบำบัดอธิบายว่า “เมื่อคุณทำงานหนักเกินลิมิตอยู่แล้ว แค่เรื่องน่ารำคาญใจเล็กน้อยก็สามารถกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองแบบฉับพลันได้ คุณจะเผลอตะคอกใส่ลูกหรือเหวี่ยงใส่เพื่อนร่วมงานได้ง่ายขึ้น หากร่างกายและจิตใจของคุณมาถึงจุดที่ไม่ไหวแล้ว” ที่น่าสนใจคือ คนไทยจำนวนมากอาจไม่ทันสังเกตเห็นความเครียดที่ค่อยๆ สะสมด้วยซ้ำ โดยงานวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่า “พนักงานวัยทำงานในกรุงเทพฯ จำนวนมากไม่ตระหนักถึงผลกระทบของความเครียดสะสมและภาวะประสาทสัมผัสทำงานหนัก โดยมักมองว่าอาการหัวร้อนของตัวเองเป็นเรื่องนิสัยส่วนตัว มากกว่าจะมองว่าเป็นผลกระทบจากสิ่งรอบข้าง” (Chula Research)

ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแยกไม่ออก ความถี่และความรุนแรงของภาวะถูกกระตุ้นมากเกินไปก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย วิถีชีวิตของคนไทยร่วมสมัยมีการเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลมากกว่าที่เคยเป็นมา ไม่ว่าจะเพื่อการทำงาน การสื่อสาร หรือแม้แต่กิจกรรมทางศาสนาในบางครั้งก็ยังเกิดขึ้นผ่านหน้าจอ “แม้ว่าเราหลายคนอาจจะเสพติดโทรศัพท์มือถือ แต่ลึกๆ แล้วเราต่างโหยหาความสงบและการได้อยู่กับปัจจุบัน ซึ่งเป็นสองสิ่งที่โทรศัพท์ให้ไม่ได้” ผู้ให้คำปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในรายงานกล่าว แอปพลิเคชันอย่าง Line, Facebook และ TikTok สามารถสร้างได้ทั้งความสัมพันธ์ทางสังคมและความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ในเวลาเดียวกัน

แต่ถ้าภาวะนี้เป็นเรื่องปกติ แล้วเราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง? บทความของ HuffPost ได้แนะนำกลยุทธ์ที่ทำได้จริงและได้รับการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ อย่างแรกคือการหัดสังเกตสัญญาณเตือนเมื่อร่างกายและจิตใจของคุณใกล้ถึงขีดจำกัด สัญญาณเหล่านี้อาจรวมถึงความหงุดหงิด ความเหนื่อยล้า หรือความรู้สึกว่าความคิดในหัว “วิ่งเร็วขึ้น” การฝึกหายใจ โดยเฉพาะการหายใจออกให้ยาวกว่าหายใจเข้า สามารถช่วยส่งสัญญาณให้ระบบประสาทรู้ว่าเราปลอดภัยแล้ว และช่วยปรับสมดุลทางอารมณ์ได้ “เมื่อลมหายใจของฉันช้าลง ระบบประสาทก็จะเริ่มสงบลง และนั่นก็จะทำให้ความคิดของฉันช้าลงตามไปด้วย” นักบำบัดท่านหนึ่งแนะนำ

การเจริญสติเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ทรงพลัง ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี เทคนิคง่ายๆ รวมถึงการจดจ่อกับรายละเอียดของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เช่น ลองตั้งใจมองหาและเรียกชื่อของสีเขียว 3 อย่างที่อยู่รอบตัวคุณ การฝึกเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากข้อมูลที่ถาโถมเข้ามา และสร้างความรู้สึกว่าเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ งานวิจัยล่าสุดจากภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงให้เห็นว่าการฝึกเจริญสติเป็นประจำในกลุ่มพนักงานออฟฟิศชาวไทยช่วยลดความเครียดและปรับปรุงความสัมพันธ์ในที่ทำงานให้ดีขึ้นได้จริง (Mahidol Mindfulness Study)

การกำหนดขอบเขตการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลก็สำคัญไม่แพ้กัน นักบำบัดเตือนให้ระวังการเชื่อมต่อตลอด 24 ชั่วโมง และแนะนำให้คนไทยลองทำ “ดิจิทัลดีท็อกซ์” เป็นพักๆ ตลอดวัน เช่น หลีกเลี่ยงการหยิบโทรศัพท์เช็กทันทีหลังตื่นนอน จัดสรรเวลาสั้นๆ เพื่ออยู่กับตัวเอง หรือแม้กระทั่งวางโทรศัพท์ไว้อีกห้องระหว่างมื้ออาหาร แม้ไม่จำเป็นต้องเข้าคลาสโยคะนานเป็นชั่วโมง แต่นักบำบัดเน้นย้ำถึงพลังของการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่ค่อยๆ สะสม “ช่วงเวลาสั้นๆ เหล่านี้จะส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ในแบบที่คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึง”

บริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ก็มีอิทธิพลต่อวิธีรับมือกับภาวะนี้เช่นกัน ในสังคมไทยที่แนวคิดเรื่อง “ความเกรงใจ” อาจทำให้หลายคนเลือกที่จะกดความต้องการของตัวเองไว้ ความเครียดที่ไม่ได้รับการจัดการจึงอาจถูกเก็บสะสมไว้จนปะทุออกมาในที่สุด นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับสมดุลชีวิตและการทำงานในไทยยังตั้งข้อสังเกตว่า การระบาดของโควิด-19 และกระแสการทำงานจากที่บ้าน (Work-from-Home) ได้ทำให้ประสบการณ์การรับข้อมูลทางประสาทสัมผัสและอารมณ์ที่หนักหน่วงรุนแรงขึ้น เนื่องจากเส้นแบ่งระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวเริ่มเลือนลาง (Bangkok Post)

หากแนวโน้มของวิถีชีวิตดิจิทัลและการขยายตัวของเมืองยังคงดำเนินต่อไป ความเสี่ยงของภาวะถูกกระตุ้นมากเกินไปแบบเรื้อรังก็อาจเพิ่มสูงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากสังคมขาดความตระหนักรู้ในวงกว้าง ปัญหาต่างๆ เช่น ภาวะหมดไฟ โรควิตกกังวล หรือแม้แต่ความขัดแย้งระหว่างบุคคล อาจกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นในหมู่คนไทยทุกเพศทุกวัย อย่างไรก็ตาม การที่สังคมเริ่มเปิดใจพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ถือเป็นสัญญาณที่ดีสู่การปรับใช้วิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

แล้วผู้อ่านชาวไทยจะเริ่มทำอะไรได้บ้างตั้งแต่วันนี้? ลองเริ่มต้นด้วยการทบทวนความสัมพันธ์ของคุณกับเทคโนโลยีและความเครียดจากสิ่งแวดล้อมอย่างตรงไปตรงมา เรียนรู้ที่จะสังเกต “สัญญาณเตือน” ของตัวเองเมื่อใกล้ถึงจุดที่รับไม่ไหว ลองฝึกเจริญสติแบบง่ายๆ สั้นๆ ซึ่งอาจผสมผสานเข้ากับวิถีไทยๆ เช่น การทำสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบ การไปวัดทำบุญ หรือแม้แต่การเดินเล่นช้าๆ ในซอยแถวบ้านตอนเย็น และใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูลในประเทศ เช่น โรงพยาบาลรัฐ มหาวิทยาลัย และศูนย์ฝึกสติหลายแห่ง ที่ปัจจุบันมีการจัดอบรมเกี่ยวกับการจัดการความเครียดและสุขภาวะดิจิทัล (สสส., กระทรวงสาธารณสุข)

เหนือสิ่งอื่นใด โปรดจำไว้เสมอว่าการหงุดหงิดในยามที่รู้สึกท่วมท้นเป็นปฏิกิริยาทางชีวภาพที่ปกติ ไม่ใช่ข้อบกพร่องส่วนบุคคล การทำความเข้าใจกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลัง และเริ่มสร้างขอบเขตที่ดีในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้คนไทยสามารถสร้างชีวิตที่สงบและมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้นได้ ทั้งเพื่อตนเองและคนรอบข้าง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ สามารถอ่านได้จากบทความต้นฉบับของ HuffPost และศึกษาข้อมูลด้านสุขภาวะจากสถาบันที่น่าเชื่อถือในประเทศ