สำหรับคอช็อกโกแลตในบ้านเรา คงเคยตั้งคำถามกันเล่นๆ ว่า การกินของหวานสุดโปรดชนิดนี้ทุกวันจะส่งผลดีหรือผลเสียต่อสุขภาพกันแน่ ตอนนี้มีงานวิจัยใหม่ๆ ที่ให้คำตอบที่ซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะผลกระทบของช็อกโกแลตนั้นขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณที่กิน และเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละคน บทความนี้จะพาคนไทยไปเจาะลึกถึงประโยชน์อันน่าทึ่ง โดยเฉพาะจากดาร์กโกแลต พร้อมตีแผ่ข้อควรระวังสำคัญเกี่ยวกับการบริโภคเกินพอดีและสารปนเปื้อนที่อาจซ่อนอยู่
ช็อกโกแลตมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไวท์ช็อกโกแลต มิลค์ช็อกโกแลต ไปจนถึงดาร์กช็อกโกแลต ซึ่งความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ปริมาณของ “เนื้อโกโก้” (cacao solids) ที่ได้จากต้นโกโก้โดยตรง เนื้อโกโก้เป็นส่วนประกอบหลักในมิลค์และดาร์กช็อกโกแลต แต่ไม่มีอยู่ในไวท์ช็อกโกแลตซึ่งทำจากไขมันโกโก้ (cocoa butter) เป็นหลัก งานวิจัยส่วนใหญ่จึงพุ่งเป้าไปที่ประโยชน์ของเนื้อโกโก้ ซึ่งอุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์ (flavonoids) สารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มเดียวกับที่พบในชา เบอร์รี และไวน์แดง โดยเฉพาะดาร์กช็อกโกแลตที่มีสารกลุ่มนี้ในปริมาณสูง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพหัวใจ (EatingWell)
หนึ่งในคุณประโยชน์ที่น่าทึ่งที่สุดของช็อกโกแลตก็คือความเชื่อมโยงกับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า การบริโภคดาร์กช็อกโกแลตเป็นประจำสัมพันธ์กับความเสี่ยงความดันโลหิตสูงที่ลดลงถึง ๒๗% และลดความเสี่ยงภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำได้ถึง ๓๑% ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่เกิดจากลิ่มเลือด ทั้งนี้เพราะฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลตช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และลดภาระการทำงานของหัวใจโดยรวม (Harvard T.H. Chan School of Public Health)
สำหรับสาวๆ ชาวไทย โดยเฉพาะคนที่ต้องรับมือกับอาการปวดประจำเดือน ดาร์กช็อกโกแลตยังมีแมกนีเซียมสูงเป็นพิเศษอีกด้วย ดาร์กช็อกโกแลตเพียง ๕๐ กรัม ให้แมกนีเซียมถึง ๒๗% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน (DV) ซึ่งมากกว่ามิลค์ช็อกโกแลตในปริมาณเท่ากันที่ให้แมกนีเซียมแค่ ๗% เท่านั้น แมกนีเซียมมีคุณสมบัติช่วยคลายกล้ามเนื้อ รวมถึงกล้ามเนื้อมดลูก จึงอาจช่วยบรรเทาอาการปวดท้องน้อยได้ นี่จึงเป็นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไมผู้หญิงหลายคนถึงอยากกินช็อกโกแลตช่วงมีประจำเดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายครอบครัวไทยคุ้นเคยกันดี (National Institutes of Health)
ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กยังคงเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก รวมถึงในหมู่คนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้หญิงในช่วงมีประจำเดือนและผู้ที่ทานมังสวิรัติ ดาร์กช็อกโกแลตก็เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้เช่นกัน โดยดาร์กช็อกโกแลต ๕๐ กรัม ให้ธาตุเหล็กสูงถึง ๓๓% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน เทียบกับมิลค์ช็อกโกแลตที่ให้เพียง ๖% นักโภชนาการแนะนำว่า การกินดาร์กช็อกโกแลตคู่กับผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงอย่างส้มโอ ฝรั่ง หรือผลไม้ตระกูลส้มที่หาซื้อง่ายในบ้านเรา จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น (EatingWell)
นอกจากประโยชน์ทางร่างกายเหล่านี้ ดาร์กช็อกโกแลตยังส่งผลดีต่อสมองอีกด้วย ฟลาโวนอยด์ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมอง ซึ่งส่งผลดีต่อความจำ สมาธิ และการทำงานของสมองโดยรวม มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า กลุ่มผู้ที่ทานดาร์กช็อกโกแลต ๘๕% ทุกวัน มีอารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่กลุ่มที่ทานช็อกโกแลต ๗๐% หรือน้อยกว่ากลับไม่พบประโยชน์ด้านนี้ นอกจากนี้ สารต้านอนุมูลอิสระในโกโก้ยังช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์สมองได้ (Frontiers in Nutrition)
อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จะสนับสนุนการกินช็อกโกแลตในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องระวัง โดยเฉพาะเมื่อกินมากเกินไป ช็อกโกแลตทุกชนิด โดยเฉพาะมิลค์และไวท์ช็อกโกแลต มีไขมันอิ่มตัวและน้ำตาลค่อนข้างสูง การบริโภคไขมันอิ่มตัวและน้ำตาลเกินพอดีนั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับระดับคอเลสเตอรอลที่สูงขึ้นและความเสี่ยงโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้น สำหรับผู้บริโภคชาวไทยที่อัตราผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูงกำลังเพิ่มขึ้น ข้อเท็จจริงนี้จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความสำคัญของการกินอย่างพอดี (กระทรวงสาธารณสุข, องค์การอนามัยโลก)
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่หลายคนอาจมองข้ามคือการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะตะกั่วและแคดเมียมในดาร์กช็อกโกแลต รายงานอิสระฉบับหนึ่งในสหรัฐฯ พบว่า ดาร์กช็อกโกแลตยี่ห้อยอดนิยม ๒๓ จาก ๒๘ ยี่ห้อ มีระดับโลหะหนักเหล่านี้ในปริมาณที่อาจไม่ปลอดภัยหากบริโภคทุกวัน การได้รับสารตะกั่วและแคดเมียมในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไต กดภูมิคุ้มกัน และก่อให้เกิดปัญหาด้านพัฒนาการ โดยเฉพาะในเด็ก ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ทานดาร์กช็อกโกแลตเป็นครั้งคราวแทนที่จะทานทุกวัน (Consumer Reports)
สำหรับคนที่สงสัยว่าจะกินช็อกโกแลตอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพที่สุด นักโภชนาการแนะนำให้ทานในปริมาณน้อยๆ และเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารที่สมดุลโดยรวม ลองทานดาร์กช็อกโกแลตคู่กับเบอร์รีที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ขูดโรยหน้าข้าวโอ๊ต หรือผสมผงโกโก้ไม่หวานเล็กน้อยในสมูทตี้หรือเครื่องดื่มร้อน ซึ่งวัฒนธรรมการกินของไทยที่อาจนำช็อกโกแลตไปโรยหน้าขนมฟิวชัน หรือทานคู่กับผลไม้เมืองร้อน ก็เข้ากันได้ดีกับคำแนะนำเหล่านี้
ในประเทศไทย กระแสนิยมดาร์กช็อกโกแลตระดับพรีเมียมกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีไร่โกโก้ในประเทศที่เริ่มได้รับการยอมรับในระดับสากล สิ่งนี้สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคชาวไทย แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทาย เนื่องจากผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตแบบคราฟต์อาจมีปริมาณโกโก้และมาตรฐานการผลิตที่แตกต่างกันไป ขณะนี้หน่วยงานกำกับดูแลของไทยกำลังประเมินข้อกำหนดด้านฉลากและความปลอดภัย เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์มีทั้งคุณประโยชน์และปลอดภัยต่อผู้บริโภค (Bangkok Post, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)
ในอดีต ช็อกโกแลตเข้ามาในประเทศไทยผ่านพ่อค้าชาวยุโรป ก่อนจะมีความหลากหลายมากขึ้นจากอิทธิพลของญี่ปุ่นและชาติตะวันตก ปัจจุบัน คาเฟ่ในเมืองต่างๆ มีดาร์กช็อกโกแลตแบบ Single Origin (จากแหล่งปลูกเดียว) ที่มาจากจังหวัดในไทย เช่น จันทบุรีและเชียงใหม่ แม้จะทำให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงได้ง่ายขึ้น แต่ก็หมายความว่าผู้บริโภคต้องรู้จักเลือกซื้ออย่างชาญฉลาด โดยให้ความสำคัญกับฉลากที่ชัดเจนและแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ
ในอนาคต งานวิจัยทั่วโลกกำลังศึกษาเพิ่มเติมว่าสารประกอบบางชนิดในโกโก้จะสามารถสกัดมาใช้ป้องกันโรคหัวใจหรือเสริมสร้างการทำงานของสมองได้หรือไม่ แต่สำหรับตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและการศึกษาของไทยแนะนำให้คนไทยรักษารูปแบบการกินอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก และมองช็อกโกแลตเป็นเพียงความสุขเสริมเข้ามา ไม่ใช่ยารักษาโรค ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการสำหรับเด็กในไทยยังเน้นย้ำว่า เด็กควรบริโภคช็อกโกแลตในปริมาณจำกัด โดยคำนึงถึงทั้งปริมาณน้ำตาลและสารปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้น (EatingWell)
โดยสรุปแล้ว คนไทยสามารถเพลิดเพลินกับช็อกโกแลตได้ โดยรู้ว่าดาร์กช็อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้สูงนั้นให้ทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ แมกนีเซียม และธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจ กล้ามเนื้อ และสมอง เมื่อทานในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากน้ำตาล ไขมันอิ่มตัวที่มากเกินไป ไปจนถึงการปนเปื้อนของโลหะหนัก ดังนั้นการเลือกแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือและการควบคุมปริมาณจึงเป็นสิ่งสำคัญ นักโภชนาการแนะนำให้คนไทยเลือกทานดาร์กช็อกโกแลตที่มีเปอร์เซ็นต์โกโก้สูงและมีคุณภาพที่น่าเชื่อถือในปริมาณน้อยๆ (ประมาณ ๓๐–๕๐ กรัม) อาจทานคู่กับผลไม้ไทย และติดตามข้อมูลด้านความปลอดภัยของอาหารอยู่เสมอ
เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและมีความเสี่ยงน้อยที่สุด ควรสร้างสมดุลระหว่างความสุขในการกินกับการเลือกอย่างชาญฉลาด และลิ้มรสช็อกโกแลตให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารที่หลากหลายของไทย
แหล่งข้อมูล: EatingWell, Harvard T.H. Chan School of Public Health, National Institutes of Health, Consumer Reports, Frontiers in Nutrition, Bangkok Post, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา