ผลการศึกษาชิ้นใหม่จำนวนมากกำลังเผยให้เห็นความเชื่อมโยงที่น่าตกใจระหว่างการใช้กัญชากับความเสี่ยงร้ายแรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งหักล้างความเชื่อเดิมๆ ที่ว่ากัญชาเป็นพืชที่ค่อนข้างปลอดภัย โดยงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ตีพิมพ์ในช่วงกลางปี 2568 ชี้ว่า ผู้ใช้กัญชามีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่าควรนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจด้านสุขภาพทั้งในระดับบุคคลและระดับนโยบายของประเทศ ทั้งในไทยและทั่วโลก (The New York Times, Fox News, Virgin Islands Consortium)

ในขณะที่การใช้กัญชากลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น และหลายประเทศทั่วโลกต่างปลดล็อกเพื่อการแพทย์และสันทนาการ นักวิจัยกลับออกมาเตือนว่าอันตรายต่อหัวใจจากกัญชานั้นชัดเจนและเร่งด่วนกว่าที่เคยเป็นมา สำหรับประเทศไทย ซึ่งอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ตั้งแต่ปี 2565 แต่การใช้เพื่อสันทนาการยังคงมีสถานะทางกฎหมายที่ไม่ชัดเจน ข้อค้นพบเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนการจุดประเด็นในช่วงเวลาที่ฝ่ายนิติบัญญัติและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังถกเถียงถึงทิศทางการกำกับดูแลและให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชา (CNN)

งานวิจัยชิ้นสำคัญหลายชิ้นที่ตีพิมพ์ในปี 2567 และ 2568 ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์การวิจัยกัญชาไปโดยสิ้นเชิง รายงานการทบทวนวรรณกรรมครั้งใหญ่ในวารสาร Heart ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ถึงกับระบุว่า กัญชาเป็นยาเสพติดที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเหตุการณ์เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าโคเคนหรือโอปิออยด์เสียอีก ผลการศึกษาพบว่าผู้ใช้กัญชามีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายสูงขึ้น 29% เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น 20% และมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช้ (Earth.com) ในทิศทางเดียวกัน งานวิจัยที่นำเสนอโดย The Washington Post และ Daily Voice ก็รายงานว่าผู้ใหญ่ที่ใช้กัญชาทุกวันมีแนวโน้มเกิดภาวะหัวใจวายสูงขึ้น 25% และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย (The Washington Post, Daily Voice)

ผลกระทบต่อสังคมไทย: ความเสี่ยงที่คนไทยต้องรู้

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีร้านจำหน่ายกัญชาผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด และทัศนคติต่อกัญชาในทุกรูปแบบก็ดูจะผ่อนคลายลง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ซึมซับกระแสจากโซเชียลมีเดียที่นำเสนอกัญชาในฐานะ “สมุนไพรธรรมชาติ” แต่หลักฐานทางการแพทย์ล่าสุดกลับฉายภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น แม้จะมีความเชื่อว่าปลอดภัย แต่นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันต่างเห็นตรงกันว่าสารออกฤทธิ์ในกัญชา โดยเฉพาะ THC สามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลอดเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต ซึ่งล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่รุนแรงได้ (UPI)

ปัจจัยสำคัญคือปฏิกิริยาของกัญชาต่อระบบเอนโดแคนนาบินอยด์ของร่างกาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยใหม่เหล่านี้ได้ต่อยอดจากหลักฐานที่สั่งสมมานานกว่าทศวรรษว่า แม้แต่การใช้เป็นครั้งคราวก็สามารถทำให้หลอดเลือดหัวใจหดตัว เร่งอัตราการเต้นของหัวใจ และในบางกรณีอาจกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดหรือการอักเสบในผนังหลอดเลือด ความเสี่ยงจะยิ่งสูงเป็นพิเศษในผู้ที่มีภาวะโรคหัวใจอยู่เดิมหรือผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ แต่ที่น่าสังเกตคือ ขณะนี้ดูเหมือนว่าความเสี่ยงของภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองจะเพิ่มขึ้นในทุกระดับความถี่ของการใช้ ไม่ว่าจะใช้เป็นครั้งคราวหรือทุกวันก็ตาม

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านโรคหัวใจท่านหนึ่งซึ่งร่วมในทีมทบทวนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Heart กล่าวว่า “ข้อค้นพบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้ที่ใช้กัญชาอย่างหนักหรือเพื่อสันทนาการเท่านั้น แม้แต่ผู้ที่ใช้กัญชาทางการแพทย์ก็จำเป็นต้องตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งอาจเลวร้ายพอๆ กัน หรืออาจจะแย่กว่าการสูบบุหรี่หรือใช้โคเคน” ขณะเดียวกัน ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันต่างๆ เช่น สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (American Heart Association) ก็ได้ออกมาแสดงความกังวลในทิศทางเดียวกัน พร้อมกระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายปรับปรุงข้อมูลด้านสาธารณสุข และเรียกร้องให้แพทย์คัดกรองการใช้กัญชาระหว่างการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดตามปกติ (CNN)

โจทย์ใหญ่ด้านนโยบายและวัฒนธรรมของไทย

สำหรับผู้กำหนดนโยบายของไทย งานวิจัยใหม่นี้ได้สร้างโจทย์ใหญ่ที่น่าขบคิดเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เสรีภาพทางการแพทย์ และความรับผิดชอบต่อสังคม กัญชาได้สร้างการลงทุนและอาชีพใหม่ๆ โดยเฉพาะในจังหวัดชนบท และถูกส่งเสริมว่ามีประโยชน์หลากหลาย ตั้งแต่อาการนอนไม่หลับไปจนถึงการบรรเทาความเจ็บปวด แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในกระทรวงสาธารณสุขของไทยได้เริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า แนวทางปฏิบัติที่อิงตามหลักฐานเชิงประจักษ์นั้นตามหลังสถานการณ์ไปหลายปี และการกำกับดูแลการขายและการโฆษณากัญญายังคงขาดความสม่ำเสมอ

ในอดีต ประเทศไทยมีความผูกพันกับตำรับยาสมุนไพรมานานหลายศตวรรษ และในตำราโบราณก็มีการอ้างอิงถึงกัญชาเพื่อรักษาโรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและระบบประสาท แต่สถานะ “ความเป็นธรรมชาติ” ก็ไม่ได้การันตีความปลอดภัยเสมอไป นี่คือสิ่งที่แพทย์ระดับนำจากโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์หลายแห่งโต้แย้ง โดยชี้ให้เห็นถึงปัจจัยเสี่ยงเฉพาะของประเทศไทย นั่นคือ อัตราการป่วยด้วยโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงที่พบได้บ่อย วัฒนธรรมการสูบที่นิยมทั้งบุหรี่และกัญชา และความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในหมู่ประชาชนทั่วไปที่ยังค่อนข้างต่ำ (Washington Post)

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าเมื่อกัญชาแทรกซึมเข้าไปในวัฒนธรรมกระแสหลักของไทยมากขึ้น จำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องกับกัญชาจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากไร้ซึ่งการสื่อสารความจริงและมาตรการคัดกรองสุขภาพรูปแบบใหม่เข้ามาช่วย ปัจจุบันในหลายประเทศตะวันตกที่เปิดเสรีกัญชาไปแล้ว ต่างก็พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินด้วยอาการใจสั่น เจ็บหน้าอก และโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมีความกังวลว่าประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ถูกดึงดูดด้วยภาพลักษณ์ของกัญชาที่ดูทันสมัยและปราศจากความเสี่ยง

หากการคาดการณ์เหล่านี้เป็นจริง ในอนาคตระบบสาธารณสุขของไทยอาจจำเป็นต้องฝึกอบรมแพทย์รุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมของแพทย์แผนไทยและองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่จากตะวันตก เพื่อปกป้องกลุ่มเสี่ยง ซึ่งรวมถึงเยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้มีมาตรการที่ครอบคลุม เช่น การปรับปรุงฉลากบนผลิตภัณฑ์กัญชาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของสารปนเปื้อนในกัญชา และการให้ความรู้ที่ชัดเจนและเหมาะสมกับบริบททางวัฒนธรรมเกี่ยวกับคำเตือนด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่ใช่แค่สำหรับผู้ใช้ แต่สำหรับครอบครัวและชุมชนด้วย

สำหรับผู้อ่านชาวไทยแต่ละคน ข้อความจากงานวิจัยเหล่านี้ทั้งน่ากังวลและนำไปปรับใช้ได้จริง ผู้ที่มีภาวะโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรหลีกเลี่ยงการใช้กัญชาในทุกรูปแบบจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยในระยะยาวที่ชัดเจนกว่านี้ ใครก็ตามที่กำลังพิจารณาใช้กัญชาทางการแพทย์ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณสมบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนตัดสินใจ และสำหรับผู้ปกครองและนักการศึกษา นี่คือช่วงเวลาที่ต้องพูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับคนรุ่นต่อไปเกี่ยวกับความเสี่ยงของกัญชา ควบคู่ไปกับประโยชน์ที่อาจมี

ท้ายที่สุด ในขณะที่โลกและโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยกำลังทบทวนมุมมองที่มีต่อกัญชาอีกครั้ง ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นใหม่นี้ควรเป็นเข็มทิศนำทางการถกเถียงในระดับชาติและการตัดสินใจส่วนบุคคล การจะก้าวผ่านช่วงเวลาสำคัญนี้ไปได้ สังคมไทยจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความจริง ไม่ใช่ความเชื่อ เพื่อกำหนดนโยบายด้านสุขภาพและกฎระเบียบที่เหมาะสมต่อไป