บทที่ ๘ นี้ ตีความจากหนังสือ Reimagining Student Engagement : From Disrupting to Driving.  Chapter 7   Cultivating a culture of Engagement  ซึ่งเป็นบทสุดท้าย 

หนังสือ Reimagining Student Engagement ใช้คำว่า school culture – วัฒนธรรมของโรงเรียน   เราอาจใช้คำอื่น เช่น school ecosystem - ระบบนิเวศในโรงเรียน ที่มีส่วนหล่อหลอมฝึกฝนให้นักเรียนงอกงามความรู้และคุณสมบัติที่ซับซ้อนใส่ตัว    เพื่อการเป็นพลเมืองคุณภาพสูงในอนาคต   ที่เราอาจใช้คำว่า มี social engagement – “ความผูกพันกับสังคม” สูง   

 หนังสือ งอกงามความรักเรียน (Student Engagement) เล่มนี้ เน้นใช้ “ความผูกพัน” (engagement) หลากหลายมิติ เป็นเครื่องมือสร้าง “ความรักเรียน” (learning engagement) สำหรับใช้เป็นเครื่องมือให้นักเรียนงอกงามความรู้และคุณสมบัติที่ซับซ้อนใส่ตัว    โดยครูทำหน้าที่เป็น “หุ้นส่วน” (partner) หนุนให้นักเรียนรู้จักความผูกพัน และรู้จักใช้ความผูกพันเป็นพลังเพื่อการเรียนรู้ของตัวนักเรียนเอง    และทำจนเป็นนิสัย  เกิดเป็นวัฒนธรรมของโรงเรียน   ที่ไม่เพียงนักเรียนเท่านั้น ที่จะได้รับประโยชน์จากวัฒนธรรมนี้   ผู้มีส่วนผูกพันเกี่ยวข้องกับโรงเรียนทุกฝ่าย จะได้รับประโยชน์ด้วย    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครู ผู้บริหารโรงเรียน และพ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียน        

เราต้องไม่ลืมว่า วัฒนธรรมโรงเรียน อาจมีส่วนส่งเสริมการเรียนของนักเรียนที่ตั้งใจเรียนก็ได้  และในทางตรงกันข้าม วัฒนธรรมโรงเรียนบางแบบอาจเป็นตัวปิดกั้นความตั้งใจเรียนของนักเรียนเหล่านี้    อาจทำให้นักเรียนรู้สึกว่าตนโง่  และแรงจูงใจต่อการเรียนถูกปิดกั้น    หน้าที่ของครูคือ ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนที่อบอวลไปด้วยพลังบวก จิตวิทยาเชิงบวก ที่เรียกว่าเป็น “สนามพลังบวก”    

กิจกรรม “งอกงามความรักเรียน” นี้    ไม่ใช่แค่ทำรายการสิ่งที่ต้องทำ    แต่เป็นกิจกรรมที่ซับซ้อน และต้องทำอย่างต่อเนื่องระยะยาว   ที่ผมขอเสนอว่า เป็นกิจกรรมที่บูรณาการ (integrated) อยู่ในกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดเวลา และตลอดไป    และเมื่อครูและนักเรียนทำจนชำนาญและเคยชิน (mastery) ก็จะเป็นกิจกรรมที่เสมือนไม่เปลืองสมอง ไม่ต้องใช้ความพยายามเลย    คล้ายการขี่จักรยาน ที่เมื่อขี่เป็นก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนึกถึงทฤษฎีหรือหลักการอะไรอีก   ไม่เปลืองสมอง   

ผมขอย้ำว่า วัฒนธรรมโรงเรียนที่เรามีเป้าหมายร่วมกันสร้างนี้ ต้องไม่หลงสร้างความผูกพันอยู่กับกระบวนทัศน์ “เพื่อฉัน” แต่มุ่งสร้างกระบวนทัศน์ “เพื่อพวกเรา”  “เพื่อส่วนรวม”    คือสร้างวัฒนธรรม “ให้และรับ” (give & take)  ไม่ใช่มุ่ง “เอา” อย่างเดียว   

 

วัฒนธรรมแห่งความผูกพัน

ราชบัณฑิตยสภาให้นิยามคำว่า วัฒนธรรม ว่าหมายถึง  ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงามของสังคม   ที่ในชีวิตจริงเรามีมิติด้านตรงกันข้ามด้วย   คือวัฒนธรรมที่สะท้อนความเสื่อมของสังคม    ในเรื่องวัฒนธรรมแห่งความผูกพัน (culture of engagement) ในหนังสือเล่มนี้ นั้น    เรามุ่งหวังให้สภาพในโรงเรียนหนุนความเจริญงอกงามของความผูกพันต่อกันและกันของสมาชิกในโรงเรียน   เพื่อหนุนกันและกันให้มีความผูกพันกับการเรียนรู้    เกิดความงอกงามด้านการพัฒนาตนเองด้านสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ ๒๑   และด้านความเข้าใจ และด้านทักษะการกำกับความผูกพันของตนเอง    ทั้งทักษะความผูกพันกับการเรียนรู้ และทักษะความผูกพันกับผู้อื่น   ที่เป็นความผูกพันเชิงบวก เกิดพลังเสริม (synergy) ระหว่างกันและกัน  

วัฒนธรรมของห้องเรียน (classroom culture) หมายถึง หลักการจัดการเรียนการสอนที่ใช้   ปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่เกี่ยวข้อง   และวิธีจัดการห้องเรียน   กล่าวอย่างง่าย หมายถึงวิถีปฏิบัติตามปกติในห้องเรียน   ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายรู้ว่าตนต้องปฏิบัติอย่างไร  ไม่ควรปฏิบัติอย่างไร   

วัฒนธรรมความผูกพัน (culture of engagement) ในที่นี้มีมิติสำคัญ ๒ มิติ   คือความผูกพันระหว่างบุคคล   กับความผูกพันระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลกับการเรียนรู้   โดยที่คำว่า “วัฒนธรรม” มีนัยยะ ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นกระบวนการสร้างสภาพที่ต้องการนั้น    กับส่วนที่เป็นสภาพดังกล่าว   โดยที่ทั้งสองส่วนนี้มีปฏิสัมพันธ์เป็นวงจรส่งเสริมซึ่งกันและกัน    นั่นคือ ห้องเรียนที่มีบรรยากาศเอื้อให้นักเรียนสนใจการเรียนรู้ ย่อมกระตุ้นความผูกพันต่อการเรียนรู้ของนักเรียน  และพฤติกรรมผูกพันต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ย่อมส่งผลต่อบรรยากาศของห้องเรียนที่เอื้อให้นักเรียนผูกพันกับการเรียนรู้   

 

เตรียมดินเพื่อปลูกหุ้นส่วนความผูกพัน

การจัดการ “ความผูกพัน” ในหนังสือเล่มนี้ ฉีกแนวไปจากแนวทางที่ใช้กันโดยทั่วไป   คือเน้นใช้ความสัมพันธ์แบบ “หุ้นส่วน” (partner) ระหว่างฝ่ายต่างๆ   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างครูกับนักเรียน    ซึ่งหมายความว่า ครูไม่แสดงตนเป็นผู้มีอำนาจเหนือ  แต่แสดงท่าทีเป็น “หุ้นส่วน” ที่ศักดิ์เสมอกัน    มีปฏิสัมพันธ์แนวราบต่อกัน   ไม่ใช้ปฏิสัมพันธ์แนวดิ่ง   

ภาษา  ท่าที  พฤติกรรม  และกิจกรรม ในห้องเรียนจึงต้องเปลี่ยนจากที่ใช้กันทั่วไปในโรงเรียน    วิธีการที่ง่ายที่สุดเริ่มจากครูชวนนักเรียนร่วมกันตีความ student engagement continuum   ร่วมกันทำความเข้าใจคำที่ใช้อธิบายแต่ละระดับของการผูกพันและไม่ผูกพันทั้ง ๖ ระดับนั้น    รวมทั้งทำความเข้าใจสาระในหนังสือเล่มนี้บทก่อนๆ    นี่คือการเริ่ม “เตรียมดิน” เพื่อปลูกหุ้นส่วนความผูกพัน   คือเริ่มทำความรู้จัก “ความผูกพัน”  ตามความหมายของหนังสือเล่มนี้    ไม่สับสนกับความหมายอื่น   ที่มักเน้นครูมีอำนาจเหนือ    

“ดิน” เพื่อปลูกความผูกพันแนวหนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยปุ๋ย “หุ้นส่วน”   แต่ “ดิน” เพื่อปลูกความผูกพันแนวที่เข้าใจกันทั่วไปใช้ “ปุ๋ย” อำนาจของครู  คือมีความเชื่อหรือให้คุณค่าของ “ปุ๋ย” ต่างชนิดกัน    ต่างกันในระดับสุดขั้ว 

หลังจากเกษตรกรเตรียมดินแล้ว  ก็ต้องปลูกพืช และหมั่นดูแล อดทนรอจนผลิดอกออกผล   การปลูกหุ้นส่วนความผูกพันก็เป็นเรื่องระยะยาวเช่นเดียวกัน    โดยในระหว่างนั้นมี ๓ พลังที่เกื้อหนุนความเจริญงอกงามของหุ้นส่วนความผูกพัน ได้แก่  (๑) แรงจูงใจภายในต่อการเรียน  (๒) หุ้นส่วนและกระบวนการที่หนุนความผูกพัน  และ (๓) ภาษาที่ใช้สื่อสารกัน      

เรียนภาษาแห่งความผูกพัน

ในกระบวนการนี้ เรามี ๒ เป้าหมายในเวลาเดียวกัน  คือ (๑) ให้นักเรียนเข้าใจความหมายและวิธีปฏิบัติของคำและพฤติกรรมของการผูกพัน   จากการร่วมกันตีความ ด้วยภาษาของนักเรียนเอง  เข้าใจแรงขับดันภายใน เข้าใจว่านักเรียนที่ผูกพันกับการเรียนอย่างประสบความสำเร็จมีลักษณะอย่างไร   เข้าใจสภาพของความล้มเหลวของการผูกพัน  รวมทั้งเข้าใจความไม่ผูกพัน (disengagement)   (๒) ใช้กระบวนการนี้สร้างความเป็นตัวของตัวเอง (autonomy) ของนักเรียน และความเป็นเจ้าของหรือหุ้นส่วนของกระบวนการผูกพัน   

ควรให้นักเรียนตีความทำความเข้าใจภาษาของการผูกพันแต่ละคำ ตามความเข้าใจของนักเรียนเอง ทำเป็นคลังความหมายของคำ เอาไว้ใช้ และปรับปรุงเมื่อนักเรียนมีประสบการณ์ตรงต่อคำเหล่านั้นเพิ่มขึ้น  โดยเริ่มจากตาราง student engagement continuum ในบทที่ ๒  อาจแนะให้นักเรียนวาดภาพหรือวัสดุแทนหรืออธิบายคำบางคำ    คำสำคัญนอกเหนือจากในตาราง student engagement continuum ได้แก่ แรงจูงใจภายใน (inner motivation)   ความเป็นตัวของตัวเอง (autonomy)   ความสามารถหรือสมรรถนะ (competence)   ความสัมพันธ์ (relatedness)  ความสนใจ (interest)  คุณค่า (value)  เป็นต้น   เน้นให้นักเรียนหยิบยกถ้อยคำที่ตนไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกต้องมาทำความเข้าใจร่วมกัน  โดยครูช่วยทำหน้าที่ “คุณอำนวย” (facilitator)   

นอกจากภาษาของการผูกพัน  นักเรียนควรได้ร่วมกันตีความทำความเข้าใจภาษาของ “การเรียนรู้” (learning) ด้วย    เน้นความหมายตามในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งการเรียนรู้ไม่ใช่กระบวนการทำตามที่คนอื่นบอกหรือกำหนด   แต่เป็นกระบวนการที่นักเรียนเองมีเป้าหมายของการเรียนรู้ที่ตนกำหนด (หรือร่วมกันกำหนด)  มีแผนของตนเองหรือที่นักเรียนร่วมกันคิดขึ้น   มีการทำความเข้าใจการเรียนรู้ในฐานะกระบวนการ (มีความก้าวหน้า  พัฒนาขึ้น  ชำนาญ)  มีการทำความเข้าใจความหมายใหม่ของคำว่า ความท้าทาย  ความผิดพลาด ความล้มเหลว  ในความหมายใหม่ ที่ใช้มุมมองเชิงบวก  ในบริบทของการเรียนรู้เชิงรุก   มีการทำความเข้าใจว่าความผิดพลาดและความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งเลว  แต่เป็นโอกาสเรียนรู้   ความท้าทายไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้    และเป็นโอกาสที่นักเรียนจะได้ทำความเข้าใจคุณค่าของ ความท้าทาย (challenge) ความอดทนมานะพยายาม (persistence)  การปรับปรุง (improvement)  และความร่วมมือ (collaboration) ต่อการเรียนรู้    

ครูต้องหาทางทำความเข้าใจ “ภาษาที่นักเรียนใช้กันอยู่ในปัจจุบัน” ในเรื่องความผูกพัน และเรื่องการเรียน  เพื่อจะได้ทำหน้าที่เอื้ออำนวยให้นักเรียนทำความเข้าใจและเปลี่ยนมาใช้ภาษาที่ถูกต้องตามที่กล่าวแล้ว

ผมตีความว่า การเรียนรู้ทำความเข้าใจภาษาของการผูกพันตามที่กล่าวแล้ว    เป็นการร่วมกันกำหนด “กระบวนทัศน์” (mindset) ว่าด้วยความผูกพัน (engagement) ที่ถูกต้องร่วมกัน   เพื่อหาทางยกระดับความผูกพัน ร่วมกัน   

คำถามของครู   สำหรับให้ครูเข้าใจความคิดและความเข้าใจของนักเรียน   นำมาเปรียบเทียบกับความคิดความเข้าใจของตัวครูเอง    รวมทั้งเพื่อกระตุ้นความคิดของนักเรียนด้วย 

  • นักเรียนรู้ที่ดี (good learners) ทำอะไรบ้าง
  • รู้ได้อย่างไรว่าตนเองประสบความสำเร็จในการเรียน
  • ลักษณะของคนที่ประสบความสำเร็จสูงในการเรียนเป็นอย่างไร
  • นักเรียนเรียนไปทำไม
  • อื่นๆ   

ครูนำคำตอบของนักเรียนมาถามตนเอง

  • คำตอบของนักเรียนต่างจากคำตอบของตัวครูเองอย่างไรบ้าง
  • มีความเชื่อเรื่องการเรียนรู้ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาความผูกพันบ้างไหม (เช่น การเรียนรู้ต้องการความพยายาม)   
  • มีความเชื่อที่ปิดกั้นไม่ให้นักเรียนพัฒนาความผูกพันบ้างหรือไม่ (เช่น เชื่อว่าเด็กเรียนเก่งไม่เคยทำผิดพลาด)
  • ครูจะจัดการความเชื่อเหล่านี้อย่างไร เพื่อหนุนให้นักเรียนพัฒนาการผูกพันระดับ “ขับเคลื่อน”

เตรียมปลุกพลังแรงจูงใจภายใน

เมื่อนักเรียนเข้าใจเรื่องแรงจูงใจภายใน ก็สามารถเชื่อมสู่ความเข้าใจว่าแรงจูงใจภายในหนุนให้อยากเรียนได้อย่างไร   และเข้าใจว่าสิ่งที่ปิดกั้นแรงจูงใจเป็นตัวการให้เกิดความไม่ผูกพันกับการเรียนได้อย่างไร   รวมทั้งหาทางเรียนรู้วิธีสร้างแรงจูงใจภายในให้แก่ตนเอง   

พัฒนาสติตื่นรู้เรื่องแรงจูงใจ   เนื่องจากเรื่องแรงจูงใจเป็นความรู้สึกภายในของแต่ละคน   จึงเป็นเรื่องยากที่ครูจะหยั่งรู้ความรู้สึกนี้ของนักเรียน    และในหลายกรณี ตัวนักเรียนเองก็อาจบอกความรู้สึกนี้ของตนเองออกมาได้ยาก    ครูจึงต้องหมั่นชวนนักเรียนสะท้อนคิด ทบทวนความรู้สึกของตนเอง ในเรื่องแรงจูงใจต่อการเรียน  ที่เป็นการฝึกสะท้อนคิดจากประสบการณ์ที่หลายหลาย    เช่น ในช่วงกลางๆ คาบเรียน  ช่วงปลายคาบเรียน   ช่วงที่นักเรียนกำลังสนุก   ช่วงที่นักเรียนนั่งเหม่อตาลอย   ช่วงที่เรียนในชั้นเรียนใหญ่   ช่วงที่แบ่งกลุ่มย่อย  ฯลฯ    เพื่อเป้าหมายสองประการใหญ่ๆ  คือ (๑) พัฒนาสติตื่นรู้อยู่กับเรื่องแรงจูงใจภายใน   และ (๒) พัฒนาความรู้ความเข้าใจถ้อยคำ เกี่ยวกับเรื่องแรงจูงใจ และการสื่อสารแรงจูงใจของตนแก่ผู้อื่น   

ครูอาจบอกให้นักเรียนแต่ละคนยกนิ้ว (๑ ถึง ๕ นิ้ว) บอกระดับแรงจูงใจของตน (๑ เบื่อสุดๆ  ๒ เบื่อ  ๓ เฉยๆ   ๔ ชอบ ๕ ชอบสุดๆ)  แล้วชี้ให้นักเรียนกลุ่มเบื่อ (ยก ๑ – ๒ นิ้ว) ๒ คน บอกความรู้สึกของตน พร้อมบอกว่าเพราะอะไร   ชี้ให้นักเรียนกลุ่มสนุก (ยก ๔ – ๕ นิ้ว) บอกความรู้สึกของตน พร้อมเหตุผล   

ครูอาจชวนนักเรียนออกความเห็นว่า ตัวนักเรียนเองจะทำให้แรงจูงใจของตัวเองเพิ่มขึ้นได้อย่างไร   เพื่อนๆ ช่วยได้อย่างไรบ้าง   ครูช่วยได้อย่างไรบ้าง    อาจใช้เวลาเพียง ๕ นาทีต่อกระบวนการพัฒนาสติตื่นรู้เรื่องแรงจูงใจ หรือเรื่องการพัฒนาความผูกพันกับการเรียน  แต่ทำทุกคาบ ตลอดทั้งปี  นักเรียนจะกลายเป็นนักกำกับการเรียนรู้ของตนเอง   

ครูอาจติดภาพ มาตรวัดแรงจูงใจ (ดังภาพข้างล่าง) ไว้ไว้ที่ผนังห้องเรียน  เป็นเครื่องช่วยเตือนเตือนสติตื่นรู้ของนักเรียน

        

เตรียมกระบวนการเพื่อหนุนความผูกพัน

นี่คือขั้นตอนการเชื่อมโยงแรงจูงใจภายในเข้ากับความผูกพันต่อการเรียน  ในบทที่ ๔ เราได้ทำความเข้าใจขั้นตอนของการกำหนดเจตนารมณ์   ตามด้วยการวางแผน และกำหนดขั้นตอนของการพัฒนาความผูกพันกับการเรียน    ในเรื่องแรงจูงใจก็ทำนองเดียวกัน   และจะเข้าใจได้จริงโดยเรียนจากการปฏิบัติ แล้วครูชวนนักเรียนสะท้อนคิด   โดยครูช่วยตั้งคำถามที่กระตุกความคิด 

ครูต้องเลือกจังหวะที่เหมาะสม เช่น เมื่อมีการค้นพบสิ่งใหม่   เมื่อมีนักเรียนอุทานขึ้นมาว่า “เข้าใจแล้ว”   หรือเมื่อนักเรียนกำลังงงกันทั้งห้อง ครูตั้งคำถามเปลี่ยนอารมณ์   ตัวอย่างเหตุการณ์จริง เมื่อนักเรียนคนหนึ่งเล่าเรื่องราวของตนว่า ตนเองตั้งเป้าไว้ตอนต้นคาบว่าจะผูกพันกับการเรียนระดับ “ขับเคลื่อน”   แต่เมื่อจะจบคาบพบว่าตนเองอยู่แค่ระดับ “เข้าร่วม”   ครูต้องฉวยจังหวะนี้ทันที  ด้วยการตั้งคำถามต่อนักเรียนผู้นั้นว่า เขาคิดว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร  อะไรเป็นปัจจัยหลัก   ในโอกาสข้างหน้าเขาจะป้องกันเหตุการณ์เช่นนั้นอย่างไร    อาจให้นักเรียนคนอื่นช่วยให้คำแนะนำ   อาจตั้งคำถามโยงไปยังแรงจูงใจภายในของเขาในขณะเรียนคาบเรียนนั้น   อาจตั้งคำถามว่าหากมีการจับคู่บั๊ดดี้คอยช่วยกันตั้งคำถามต่อกัน จะช่วยยกระดับความผูกพันต่อการเรียนหรือไม่   ตัวครูเองอาจยกประสบการณ์แปลกๆ ในเรื่องความผูกพันต่อการเรียนของตนเองในบางสถานการณ์ เอามาตั้งคำถามให้นักเรียนร่วมกันสะท้อนคิดทำความเข้าใจสาเหตุ และวิธีการแก้หรือป้องกัน   

ตัวอย่างคำถามเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับความผูกพัน

  • เมื่อแรงจูงใจต่ำ ผู้นั้นจะเลือกเส้นทางไม่ผูกพันกับการเรียนเสมอ  นักเรียนเห็นด้วยกับความเห็นนี้หรือไม่  ให้เหตุผลประกอบคำตอบ
  • คนเราสามารถผูกพันกับการเรียนในระดับ “ขับเคลื่อน” ได้ แม้มีแรงจูงใจต่ำ   นักเรียนคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่   จงให้เหตุผล
  • คนเราอาจมีแรงจูงใจสูงมาก    แต่ก็ไม่ผูกพันกับการเรียน    เป็นไปได้ไหม   จงให้เหตุผล หรือให้ตัวอย่างประกอบ   

เตรียมเป็นหุ้นส่วนในการผูกพัน

ที่ผ่านมา เราทำความเข้าใจความเป็นหุ้นส่วนเพื่อยกระดับความผูกพันกับการเรียน    เน้นที่ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างครูกับนักเรียน  และระหว่างนักเรียนด้วยกัน    โดยต้องยอมรับความเป็นจริง ว่าการเป็นหุ้นส่วนกันนั้นเป็นเรื่องซับซ้อน  และเป็นเรื่องใหม่สำหรับนักเรียน  เพราะคู่หุ้นส่วนต้องตกลงกันให้ชัดเจนและตรงกัน ในเรื่องเป้าหมาย และความคาดหวังของทั้งสองฝ่าย    มิฉนั้นความเป็นหุ้นส่วนอาจไม่ก่อผลดีอย่างที่คาดหวัง   

ยกร่างสัญญาความผูกพัน  เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจความเป็นคู่หุ้นส่วนความผูกพัน    ควรให้นักเรียนร่วมกันยกร่าง “สัญญาความผูกพัน” (engagement contract)  ซึ่งอาจมีประเด็นต่อไปนี้

  • ความเชื่อของเราเกี่ยวกับคุณค่าของความผูกพัน  (เช่น ทุกคนสามารถ ขับเคลื่อน การเรียนรู้ของตนให้ก้าวหน้าได้ โดยมีการสนับสนุนจากเพื่อนคู่หุ้นส่วน   ยิ่งเราผูกพันกันและผูกพันกับการเรียนมากเพียงไร ผลการเรียนของเราก็จะยิ่งดีขึ้นเพียงนั้น)
  • บทบาทของนักเรียน และของครู  (เช่น นักเรียนตกลงร่วมรับผิดชอบการผูกพัน  เข้าร่วมอย่างแข็งขัน  ร่วมเผชิญความท้าทาย  เป็นต้น   ครูตกลงที่จะใช้มุมมองของนักศึกษา เพื่อลองดำเนินการตามมุมมองนั้น   จัดการให้กระบวนการเรียนรู้ดำเนินไปด้วยความผูกพันระดับสูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้   ขอคำแนะนำป้อนกลับจากนักเรียน เพื่อปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้   จัดการความปั่นป่วนในห้องเรียนเพื่อให้การผูกพันดำเนินไปโดยราบรื่น)
  • ความรับผิดชอบของหุ้นส่วนผูกพัน   (เช่น เราร่วมกันรับผิดรับชอบต่อการผูกพัน   เราขอความช่วยเหลือต่อกันเมื่อต้องการ   เราให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนเมื่ออีกฝ่ายหยึ่งร้องขอ    เราให้คำแนะนำป้อนกลับแก่กันและกันในเรื่องการผูกพัน   เราทำความเข้าใจเรื่องการผูกพันร่วมกัน    เราร่วมกันเผชิญความท้าทาย    เราฉลองความสำเร็จร่วมกัน)   

ทุกฝ่ายร่วมกันร่างสัญญาความผูกพันนี้    และอาจนำสัญญานี้ติดไว้ที่บอร์ดของชั้นเรียน ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องลงนามรับรอง   

เก็บเกี่ยวผลจากวัฒนธรรมผูกพัน

เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้คือ ไม่เพียงช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จในเรื่องผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่กำหนดเท่านั้น    แต่ยังช่วยหนุนให้นักเรียน “คิดอย่างนักเรียนรู้” (think like a learner)   มีนิสัยกำกับตัวเองให้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา    และลงมือกระทำการเพื่อให้ตนเองมีความผูกพันระดับสูง และเป็นผู้เรียนรู้ที่ประสบความสำเร็จ    รวมทั้งมีทักษะการเป็นหุ้นส่วนกระตุ้นความผูกพันต่อการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น   

สภาพชั้นเรียนที่มีความผูกพันสูง ตามจินตนาการของครู   คำถามเพื่อนำสู่จินตนาการดังกล่าว น่าจะมีดังนี้

  • หากมีคนนอกมาสังเกตชั้นเรียนของฉัน  เขาจะเห็นอะไร ได้ยินอะไร
  • จากมุมของนักเรียน   นักเรียนจะทำ คิด  และรู้สึกอย่างไร
  • จากมุมของครู   ครูจะทำ คิด  และรู้สึกอย่างไร   

วางแผนเส้นทางสู่ความสำเร็จ

ถึงตอนนี้ครูมีวิสัยทัศน์ของเป้าหมายที่ต้องการแล้ว    ขั้นตอนต่อไปคือการคิดเส้นทางการดำเนินการในระยะยาว    โดยหลักการคือ การมีข้อมูลว่าในขณะนั้นสภาพของความผูกพันในชั้นเรียนเป็นอย่างไร    สภาพของวัฒนธรรมความผูกพันเป็นอย่างไร    คำถามเหล่านี้จะช่วยให้มีข้อมูลประกอบการวางแผน

  • ขณะนี้ภาพของการเรียน และการผูกพัน เป็นอย่างไร
  • แรงจูงใจของนักเรียนเป็นอย่างไร
  • นักเรียนรู้เรื่องแรงจูงใจและการผูกพันอย่างไร
  • ขณะนี้กระบวนการและแบบแผนในชั้นเรียนหนุนการผูกพันอย่างไร
  • ใครรับผิดชอบความผูกพัน 

เพื่อตอบคำถามเหล่านี้ครูต้องเก็บข้อมูล   โดยควรแสวงหาส่วนร่วมจากนักเรียนให้มากที่สุด   รวมทั้งจากหุ้นส่วนผูกพันของครู (เพื่อนครู)    เก็บข้อมูลเป็นระยะๆ เพื่อดูความก้าวหน้า (หรือไม่ก้าวหน้า)    เมื่อพบสัญญาณของความก้าวหน้าอย่างชัดเจน ควรมีการเฉลิมฉลองกันในกลุ่มหุ้นส่วนผูกพัน คือในชั้นเรียน    เน้นว่า สิ่งที่ควรจับจ้องคือ “การคิดอย่างนักเรียนรู้” (thinking like a learner)   และ “การเป็นหุ้นส่วนผูกพัน” (being engagement partners)    

ผมตีความว่าการวางแผนเส้นทางสู่ความสำเร็จ คือการวางแผนเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือจากประสบการณ์   มีการสังเกตเก็บข้อมูล เอามาตั้งคำถามสะท้อนคิดหาความหมาย  ตามแนวทางของการผูกพันแบบหุ้นส่วน   เพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการ โดยใช้พลังของหุ้นส่วน อยู่ตลอดเวลา       

วัฒนธรรมแห่งความผูกพัน

ราชบัณฑิตยสภาให้นิยามคำว่า วัฒนธรรม ว่าหมายถึง  ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงามของสังคม   วัฒนธรรมแห่งคาวมผูกพันในโรงเรียน จึงหมายถึงลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงามของความผูกพันในโรงเรียน    และในที่นี้หมายถึงความผูกพันแบบหุ้นส่วน   ไม่ใช่แบบที่ครูรับผิดชอบหรือใช้อำนาจเพียงฝ่ายเดียว    เป็นความเจริญงอกงามของความผูกพันในโรงเรียน ที่สมาชิกทุกคนภูมิใจ และบอกได้ตรงกันว่า มีเป้าหมายอะไร ทำอย่างไร เห็นผลอะไร    แสดงถึงสภาพที่ทุกคนในโรงเรียนร่วมกันเป็นเจ้าของความผูกพันในลักษณะนี้   

ถ้อยคำที่อาจได้ยินจาก เจ้าของ “วัฒนธรรม” อาจได้แก่

  • เรามี “ภาษาของการผูกพัน” ที่ใช้ร่วมกัน  เราสื่อสารกันอย่างรู้ความหมายด้วยภาษานี้
  • เรามีข้อตกลงร่วมกันเรื่อง “กติกาของการผูกพัน”   และร่วมกันรับผิดรับชอบในการทำตามกติกานี้
  • เราร่วมกันรับผิดชอบต่อการผูกพัน  เราให้คุณค่าและสนับสนุนต่อกันและกันในฐานะหุ้นส่วน
  • เราสร้างนิสัยเตรียมความพร้อมเพื่อการผูกพัน   ทั้งเตรียมความพร้อมของตนเอง  และเตรียมความพร้อมร่วมกับผู้อื่น
  • เราให้คุณค่าการเรียนรู้  การคิด และการเปิดรับความท้าทาย ที่ช่วยให้เราพัฒนา
  • เราให้คุณค่าแรงจูงใจภายใน ที่เป็นพลังสู่การผูกพัน  เรามุ่งส่งเสริมซึ่งกันและกันให้มีพลังนี้    

ไม่ว่าจะมีความสำเร็จชัดเจนเพียงไร   จะมีช่วงเวลาและสถานการณ์ที่มีความท้าทายเกิดขึ้นเป็นระยะๆ   สมาชิกของชั้นเรียนที่เข้าใจพลังของความผูกพันแนวหุ้นส่วน จะมองว่าเป็นโอกาสของการเรียนรู้   ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เกิดความท้อถอย 

เมื่อวัฒนธรรมผูกพันในชั้นเรียนมีความชัดเจนขึ้น   ครูอาจชวนนักเรียนร่วมกันยกร่างคำประกาศเพื่อสื่อสาร ประเพณี  ค่านิยม นิสัย  และเป้าหมายความสำเร็จ     

วิจารณ์ พานิช

๒๕ เม.ย. ๖๘  ห้องรอผู้ป่วยฉุกเฉิน  โรงพยาบาลชลประทาน

ปรับปรุง ๑๒ พ.ค. ๖๘