เสียงเตือนดังลั่นจากซีอีโอของ Cloudflare บริษัทความปลอดภัยอินเทอร์เน็ตระดับโลก ถึงหายนะที่กำลังคุกคามผู้ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ทั้งในไทยและทั่วโลก เมื่อผู้คนเริ่มเชื่อคำตอบจาก AI มากขึ้นจนแทบไม่คลิกเข้าไปอ่านข่าวจากลิงก์ต้นทางอีกต่อไป สถานการณ์นี้กำลังสั่นคลอนการอยู่รอดของแพลตฟอร์มข่าวสารแบบดั้งเดิมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน (Engadget)

ในการให้สัมภาษณ์กับ Axios เมื่อเร็วๆ นี้ ซีอีโอของ Cloudflare ได้ฉายภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลที่น่าเป็นห่วง เขาชี้ว่ายอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่มาจากการค้นหา (Search Traffic) ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหันไปพึ่งพาคำตอบจาก AI Chatbot และเลือกอ่านบทสรุปแทนการเจาะลึกเนื้อหาจากแหล่งข่าวต้นฉบับ กระบวนการนี้กำลังบั่นทอนความสามารถในการสร้างรายได้ของผู้ผลิตสื่ออย่างรุนแรง “เหล่าผู้ผลิตสื่อกำลังเผชิญกับภัยคุกคามต่อการอยู่รอด” ผู้บริหารกล่าว ซึ่งผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ในสหรัฐฯ หรือยุโรป แต่ยังรวมถึงผู้ผลิตสื่อ บล็อกเกอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในไทยที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงไม่ต่างกัน

ซีอีโอของ Cloudflare ได้ยกตัวเลขที่น่าตกใจมาสนับสนุนข้อกังวลของเขา โดยระบุว่าเมื่อ 10 ปีก่อน ทุกครั้งที่ Google เก็บข้อมูล 2 หน้าเว็บ จะมีคนคลิกกลับไปยังเว็บต้นทาง 1 คน ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ช่วยให้ผู้ผลิตสื่อดิจิทัลอยู่รอดได้จากรายได้โฆษณา แต่เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว อัตราส่วนนี้กลับลดลงเหลือเพียง 1 คนต่อทุกๆ 6 หน้าเว็บ และปัจจุบันสถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกเป็น 1 คนต่อทุกๆ 18 หน้าเว็บ ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือบริษัท AI ยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI ที่ส่งผู้เข้าชมกลับมาแค่ 1 คนต่อการเก็บข้อมูล 1,500 หน้า และ Anthropic ที่มีอัตราส่วนน่าตกใจถึง 1 คนต่อ 60,000 หน้า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการดิ่งลงอย่างรวดเร็ว และเป็นสัญญาณว่ายิ่ง Generative AI แพร่หลายมากเท่าไร ทราฟฟิกที่เคยเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเว็บไซต์สื่อต่างๆ ก็ยิ่งเหือดแห้งลงเท่านั้น

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขหรือรายได้โฆษณาที่หายไป สำหรับกองบรรณาธิการข่าว นักข่าวอิสระ และผู้ผลิตคอนเทนต์เพื่อการศึกษาในไทย ยอดผู้เข้าชมที่ลดลงหมายถึงรายได้ที่หดหายไปโดยตรง และอาจส่งผลกระทบต่อความหลากหลายและคุณภาพของข้อมูลที่สังคมไทยจะได้รับ เมื่อคนไทยใช้ AI Chatbot มากขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อหาข้อมูลสุขภาพ การบ้าน การติดตามข่าวสาร หรือวางแผนท่องเที่ยว พวกเขาอาจไม่เคยคลิกเข้าไปอ่านบทความต้นฉบับ ทำให้พลาดบริบทที่ลึกซึ้ง การวิเคราะห์ที่รอบด้าน และมุมมองเฉพาะของไทยที่อาจมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ผู้บริหารระดับสูงในแวดวงสื่อไทยและนักรณรงค์ด้านสิทธิทางดิจิทัลต่างแสดงความกังวลต่อความไม่สมดุลนี้มาโดยตลอด “ผู้ผลิตสื่อท้องถิ่นของไทยใช้เวลาหลายสิบปีสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจกับผู้อ่าน” เจ้าหน้าที่จากสมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนไทยรายหนึ่งให้ความเห็น “แต่ถ้าผู้อ่านเลิกเข้าเว็บเรา แล้วหันไปพึ่งบทสรุปจาก AI เราไม่ได้เสียแค่รายได้ แต่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและสังคมของเราก็พลอยจางหายไปด้วย”

แนวโน้มของวงการสื่อทั่วโลกยิ่งตอกย้ำขนาดของความท้าทายนี้ สื่อรายใหญ่ทั่วโลกต่างรายงานว่ายอดผู้เข้าชมที่มาจากแพลตฟอร์มอื่นลดลงในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อผู้ใช้หันไปใช้งานฟีเจอร์ AI ไม่ว่าจะผ่านผู้ช่วยอัจฉริยะหรือผลการค้นหาที่มาพร้อมบทสรุป (Nieman Lab) สถานการณ์ในไทยก็สะท้อนภาพเดียวกันผ่านรายได้โฆษณาที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตสื่อระดับภูมิภาคและสื่อภาษาถิ่นที่เผชิญแรงกดดันทางการเงินอย่างหนักอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ซีอีโอของ Cloudflare ยังตั้งข้อสังเกตว่าบริษัท AI หลายแห่งมักเพิกเฉยต่อโปรโตคอลพื้นฐานของเว็บอย่าง robots.txt ซึ่งเป็นคำสั่งที่บอกให้บอตไม่เข้ามาเก็บข้อมูลเพื่อนำไปฝึกโมเดล AI นั่นหมายความว่าคอนเทนต์ของผู้ผลิตสื่อในไทยที่ควรได้รับการปกป้อง กลับยังคงถูกบอตของ AI ดูดข้อมูลไปใช้ในแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (LLM) โดยไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนหรือส่งผู้เข้าชมกลับมา ด้วยเหตุนี้ Cloudflare ซึ่งเป็นบริษัทที่เว็บไซต์ในไทยจำนวนมากใช้บริการเพื่อป้องกันการแฮกและสแปม จึงได้เปิดตัวเครื่องมือใหม่ชื่อ “AI Labyrinth” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยใช้กลยุทธ์อันชาญฉลาดในการสร้างหน้าเว็บปลอมจำนวนมหาศาลเพื่อล่อให้บอตเก็บข้อมูลหลงทาง ทำให้บอตต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรและดึงเนื้อหาจริงจากเว็บไซต์ได้ยากขึ้น

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตสื่อและ AI ในปัจจุบันเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ซีอีโอของ Cloudflare กล่าวว่า “ผมต้องต่อสู้ทุกวันกับรัฐบาลจีน รัสเซีย อิหร่าน เกาหลีเหนือ หรือแม้แต่สหรัฐฯ และอิสราเอล ที่พยายามจะแฮกเว็บลูกค้าเรา… แต่คุณกำลังจะบอกว่า ผมหยุด ‘เด็กเนิร์ด’ จากซิลิคอนแวลลีย์ไม่ได้งั้นหรือ” คำพูดนี้สะท้อนความคับข้องใจของคนในวงการ ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ในไทยกำลังเผชิญอยู่

ผู้ผลิตสื่อไทยกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า จะมีแนวทางที่เป็นธรรมในการอนุญาตให้บอต AI ใช้เนื้อหาโดยไม่ทำลายรายได้จากผู้อ่านได้อย่างไร? พวกเขาควรบล็อกบอต AI ทั้งหมด ซึ่งอาจเท่ากับเป็นการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของไทยในเวทีความรู้โลกหรือไม่? หรือควรมีระบบค่าตอบแทนและการอ้างอิงแหล่งที่มาที่ชัดเจน ซึ่งอาจนำรูปแบบการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ (Licensing) ที่กำลังพิจารณาในสหภาพยุโรปและออสเตรเลียมาปรับใช้ (Reuters)?

หัวใจของปัญหานี้อยู่ที่พฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไป ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และครอบครัวทั่วไทย ที่ทุกวันนี้มีปฏิสัมพันธ์กับระบบ AI ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการขอคำแนะนำด้านสุขภาพ การศึกษา บริการภาครัฐ หรือการท่องเที่ยว ผู้ใช้อาจไม่รู้ตัวเลยว่า “คำตอบ” ที่ได้รับนั้นถูกกรองและสรุปโดย AI โดยปราศจากข้อมูลเชิงลึกที่ครบถ้วนจากแหล่งข่าวภาษาไทยต้นฉบับ ความเสี่ยงคือบริบทหรือคำเตือนที่สำคัญอาจหายไป และเสียงของคนไทยอาจถูกกลืนหายไปในกระแสข้อมูลจาก AI ที่เป็นสากล

ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อดิจิทัลจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยเตือนว่าพฤติกรรมการคลิกลิงก์ที่ลดลงอาจทำลายระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารของประเทศให้ซบเซาลงได้ “เรื่องราวทางวัฒนธรรม งานวิจัยในท้องถิ่น และข่าวสารในชุมชน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำร่วมกันของสังคมไทย” นักวิชาการด้านการสื่อสารดิจิทัลจากสถาบันแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าว “หากสิ่งเหล่านี้ถูกลดทอนคุณค่าหรือถูกซ่อนไว้ด้วยอัลกอริทึม เราไม่ได้สูญเสียแค่โอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เรายังกำลังสูญเสียหน้าประวัติศาสตร์ของเราไปทีละส่วนเช่นกัน”

ในระดับโลก กลุ่มอุตสาหกรรมบางกลุ่มกำลังเรียกร้องให้บริษัท AI แสดงลิงก์แหล่งที่มาให้โดดเด่นและใช้งานง่ายขึ้น พร้อมแบ่งปันข้อมูลการใช้งานให้ผู้ผลิตสื่อเพื่อช่วยประเมินความเสียหายที่แท้จริง ขณะที่บางส่วนเรียกร้องให้ภาครัฐ รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ของไทย พิจารณาแนวทางกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษี การออกใบอนุญาต หรือการเจรจาเพื่อค่าตอบแทนที่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม หากยังไม่มีการบังคับใช้ที่จริงจัง มาตรการทางเทคนิคอย่าง AI Labyrinth ของ Cloudflare อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งอาจต้องแลกมาด้วยการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลเพื่อการศึกษาและการแลกเปลี่ยนอย่างเสรี

อนาคตของผู้ผลิตสื่อไทยจะเป็นอย่างไร? หากแนวโน้มที่ผู้ใช้อ่านข้ามบทความต้นฉบับยังคงดำเนินต่อไป เว็บไซต์ขนาดเล็กอาจต้องปิดตัวลง กองบรรณาธิการข่าวท้องถิ่นอาจถูกบีบให้ยุติกิจการ และเนื้อหาดิจิทัลภาษาไทยที่มีคุณค่าอาจลดน้อยถอยลงอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์บางคนเสนอโมเดลแบบผสมผสานที่แพลตฟอร์ม AI ทำข้อตกลงด้านเนื้อหากับผู้ผลิตสื่อ เพื่อให้แน่ใจว่ามีการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไว้ (Brookings Institution) ในขณะที่บางคนเตือนว่า หากพฤติกรรมของผู้ใช้ไม่เปลี่ยนกลับมาให้ความสำคัญกับผลงานของนักข่าวมืออาชีพอีกครั้ง ก็อาจเหลือเพียงองค์กรสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกไม่กี่แห่งเท่านั้นที่อยู่รอด

สำหรับผู้อ่านชาวไทย สิ่งที่เราทำได้นั้นชัดเจน คือทุกครั้งที่ใช้ AI Chatbot หรือค้นหาข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มที่ให้คำตอบโดยตรง ขอให้สละเวลาสักครู่เพื่อตรวจสอบและคลิกเข้าไปอ่านบทความจากลิงก์ต้นทาง โดยเฉพาะจากสำนักข่าวไทยที่น่าเชื่อถือ มหาวิทยาลัย และบล็อกเกอร์เฉพาะทาง ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการศึกษา ซึ่งความถูกต้องและบริบทของไทยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การพึ่งพาบทสรุปจาก AI เพียงอย่างเดียวอาจทำให้ได้ข้อมูลที่ผิดพลาดหรือนำไปสู่ข้อสรุปที่ไม่ปลอดภัย ผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และผู้รณรงค์ด้านการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลในไทย ควรช่วยกันเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนเนื้อหาต้นฉบับที่มีคุณภาพ เพราะการทำเช่นนี้ไม่เพียงช่วยปกป้องระบบนิเวศดิจิทัลที่หลากหลายของประเทศ แต่ยังทำให้มั่นใจว่าเรื่องราว งานวิจัย และเสียงของคนไทยจะยังคงดังต่อไปในยุคของ AI