ปายาสิวิมาน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๑๐. ปายาสิวิมาน
ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่บุรุษผู้เป็นคนรับใช้เจ้าปายาสิ
(พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า)
[๑๑๐๘] วิมานของท่านนี้เปรียบเสมือนสุธัมมสภาของท้าวสักกเทวราช อันเป็นสภาที่หมู่เทพนั่งประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ส่องแสงสว่างไสวอยู่ในอากาศ
[๑๑๐๙] ท่านได้บรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
[๑๑๑๐] เทพบุตรนั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า
[๑๑๑๑] เมื่อข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นชายหนุ่มรับใช้ของเจ้าปายาสิ ได้ทรัพย์มาแล้วก็ทำการแจกจ่าย อนึ่ง ท่านผู้มีศีลทั้งหลายเป็นที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายข้าวและน้ำเป็นทานอย่างไพบูลย์โดยเคารพ
[๑๑๑๒-๑๑๑๓] เพราะบุญนั้นข้าพเจ้าจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
ปายาสิวิมานที่ ๑๐ จบ
-----------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖
๑๐. อุตตรวิมาน
อรรถกถาอุตตรวิมาน
อุตตรวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพาน แจกพระธาตุกันแล้ว พระสถูปทั้งหลายถูกสถาปนาไว้ในนครนั้นๆ. ครั้นพระมหาเถระมีพระมหากัสสปะเป็นประมุข คัดเลือกพระเถระอรหันต์เพื่อสังคายนาพระธรรมวินัยแล้ว และเมื่อพระเถระอื่นๆ กับบริษัทของตนๆ อยู่ในที่นั้นๆ จนเข้าพรรษา.
ท่านพระกุมารกัสสปะพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ รูปถึงเสตัพยนคร อยู่ ณ สีสปาวัน.
ครั้งนั้น พระยาปายาสิ [เจ้าเมืองเสตัพยะ] ฟังว่า พระเถระอยู่ในที่นั้นมีหมู่ชนเป็นอันมากแวดล้อมแล้ว เข้าไปหาพระเถระทำปฏิสันถารกันแล้วก็นั่งลง ประกาศทิฏฐิของตน.
พระเถระเมื่อประกาศว่า ปรโลก [โลกอื่น] มีด้วยอุทาหรณ์มีพระจันทร์และพระอาทิตย์เป็นต้น ก็แสดงปายาสิสูตร อันวิจิตรด้วยนัยต่างๆ ประดับด้วยเหตุและอุปมามากอย่าง เปลื้องปมทิฏฐิ ทำพระยาปายาสินั้นให้ดำรงอยู่ในทิฏฐิสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความเห็นชอบ.
พระยาปายาสินั้นมีทิฏฐิความเห็นหมดจดแล้ว เมื่อให้ทานแก่สมณพราหมณ์คนยากไร้คนเดินทางไกลเป็นต้น ก็ให้แต่ของปอนๆ คือข้าวปลายเกรียนกับน้ำส้มพะอูม พอแก้หิว และผ้าเนื้อหยาบ เพราะตนมีอัธยาศัยไม่โอฬาร [คือใจแคบ] ดังนั้น จึงให้ทานโดยไม่เคารพ ครั้นแตกกายทำลายขันธ์ ก็เข้าถึงหมู่เทพชั้นต่ำ คือเป็นสหายของเหล่าเทพชั้นจาตุมหาราช [ต่ำสุดในสวรรค์ ๖ ชั้น].
ส่วนมาณพชื่ออุตตระ ผู้จัดการในกิจใหญ่กิจน้อยของพระยาปายาสินั้น ได้เป็นผู้ขวนขวายในทาน เขาให้ทานโดยเคารพ ก็เข้าถึงหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ วิมาน ๑๒ โยชน์ก็บังเกิดแก่เขา.
อุตตรเทพบุตร เมื่อจะประกาศความกตัญญู จึงเข้าไปหาท่านพระกุมารกัสสปะพร้อมทั้งวิมาน ลงจากวิมานแล้ว ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ยืนประคองอัญชลีอยู่.
พระเถระจึงสอบถามอุตตรเทพบุตรนั้น ด้วยคาถาหลายคาถาว่า
วิมานนี้ของท่านตั้งอยู่ในอากาศ ส่องรัศมีเปรียบด้วยสภาของท้าวสักกเทวราช ชื่อสุธรรมา มีหมู่เทพนั่งอยู่กันพร้อมเพรียง.
ท่านบรรลุเทวฤทธิ์แล้วมีอานุภาพมาก ฯลฯ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าได้เป็นมาณพรับใช้ของพระยาปายาสิ ได้ทรัพย์มาแล้วก็เอามาจัดแจกเป็นทาน ภิกษุทั้งหลายที่มีศีลเป็นที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใสแล้ว เมื่อบริจาคข้าวน้ำก็ได้ถวายทานอย่างไพบูลย์ โดยเคารพ.
เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า ฯลฯ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรแม้นั้น ได้พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้แล.
จบอรรถกถาอุตตรวิมาน
-----------------------------------------------------