ปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมที่เรียกว่า ‘fambushing’ (แฟมบูชชิ่ง) กำลังกลายเป็นเทรนด์ฮิตในหมู่ครอบครัวที่มีลูกวัยรุ่นสายเทคฯ จนทำให้พ่อแม่ชาวไทยต้องหันมาตั้งคำถามถึงขอบเขตในโลกดิจิทัลและความเป็นส่วนตัวในบ้านกันยกใหญ่ คำนี้ใช้อธิบายพฤติกรรมของลูกๆ ที่ใช้แอปแชร์ตำแหน่งแบบเรียลไทม์เพื่อตามไป “ดักเจอ” พ่อแม่แบบไม่ให้สุ้มให้เสียง ไม่ว่าจะที่ร้านอาหาร ร้านค้า หรือแม้กระทั่งตอนที่พ่อแม่ออกเดทกันอยู่ โดยหวังจะได้กินฟรีหรือแค่หาเรื่องแกล้งกันขำๆ แม้จะดูเป็นเรื่องสนุก แต่เทรนด์นี้ก็ได้จุดประเด็นให้เกิดการถกเถียงเรื่องความเป็นส่วนตัว ความไว้ใจ และมารยาทบนโลกออนไลน์ในครอบครัวไทย ที่กำลังปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีที่หมุนไปไวทุกวัน (Yahoo Lifestyle)

ในยุคที่แทบทุกครอบครัวไทยมีสมาร์ทโฟนและใช้แอปฯ ยอดฮิตอย่าง LINE, Facebook Messenger หรือฟีเจอร์แชร์ตำแหน่งของ Apple ทำให้เทรนด์ ‘fambushing’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เรื่องเล่าจากต่างประเทศแทบไม่ต่างจากประสบการณ์ที่พ่อแม่ในกรุงเทพฯ หลายคนต้องเจอ เช่น เพิ่งแวะห้างสยามพารากอนได้ไม่ทันไร ก็มีข้อความเด้งมาว่าอยากกินชานมไข่มุกหรือไก่ทอด แล้วไม่กี่นาทีต่อมา ลูกตัวดีก็โผล่มาตรงหน้าจริงๆ การมีอยู่ของแอปฯ ตามตัวที่เปิดได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอย่าง Life360, “Find My” บน iOS และ SnapMap ทำให้การ “บุกจู่โจม” แบบนี้กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับชาว Gen Z ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

ผลสำรวจของ Life360 ในปี 2023 ชี้ว่า กลุ่ม Gen Z ที่เกิดระหว่างปี 1997 ถึง 2012 มีแนวโน้มจะใช้เครื่องมือแชร์ตำแหน่งมากกว่าคนรุ่นอื่นถึง 70% และที่น่าสนใจคือ 94% ของวัยรุ่นกลุ่มนี้มองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีประโยชน์ต่อชีวิต โดย 66% บอกว่าการแชร์ตำแหน่งช่วยให้รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Life360 ยังเผยอีกว่า วัยรุ่นส่วนใหญ่ใช้แอปฯ ติดตามตัวด้วยเหตุผลที่จำเป็นจริงๆ โดย 87% ใช้เมื่อต้องเดินทางไกล, 80% ใช้เมื่อไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย และ 78% ใช้ตอนไปปาร์ตี้หรืองานสังสรรค์ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นหญิงที่ 72% เชื่อว่าแอปฯ เหล่านี้ช่วยดูแลความปลอดภัยของพวกเธอได้ โดยเฉพาะเวลาต้องกลับบ้านดึกๆ ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่

แม้การแชร์ตำแหน่งจะทำให้ทั้งวัยรุ่นและพ่อแม่ชาวไทยอุ่นใจ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่การจราจรวุ่นวายและมีกิจกรรมยามค่ำคืนมากมาย แต่ปรากฏการณ์ ‘fambushing’ ก็ได้เพิ่มมิติใหม่ที่น่าขบคิดเข้ามา วัยรุ่นไทยเองก็ไม่ต่างจากวัยรุ่นฝั่งตะวันตก ที่ไม่ได้แค่เช็กว่าพ่อแม่อยู่ที่ไหน แต่ยังใช้ข้อมูลนี้สร้างสถานการณ์เจอหน้ากันแบบขำๆ ในที่สาธารณะ ซึ่งบางครั้งก็แอบหวังว่าจะได้ของติดไม้ติดมือหรือได้ร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยแบบไม่ได้นัดหมาย

กระแสนี้ยิ่งเป็นที่รู้จักผ่าน TikTok อย่างคลิปไวรัลที่คุณแม่คนหนึ่งถ่ายไว้ตอนถูกลูกสาว “fambush” ที่ร้านอาหารโดยใช้แอปฯ Life360 ซึ่งโดนใจพ่อแม่หลายๆ คน ขณะที่นักการศึกษาและที่ปรึกษาครอบครัวในกรุงเทพฯ ก็เริ่มสังเกตว่ามีเรื่องราวทำนองนี้ถูกหยิบมาเล่าในกลุ่มผู้ปกครองบ่อยขึ้น นักวิจัยอาวุโสจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ความเห็นว่า “พฤติกรรมเหล่านี้เห็นได้ชัดเจนขึ้นในยุคนี้ เพราะพลังของโซเชียลมีเดียและการที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทย”

ผลกระทบในเชิงวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในสังคมไทยที่ครอบครัวมีความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น และการอยู่ร่วมกันของคนหลายรุ่นเป็นเรื่องปกติ ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการดูแลของพ่อแม่กับความเป็นอิสระของลูกซับซ้อนอยู่แล้ว การแชร์ตำแหน่งในโลกดิจิทัลจึงอาจมองได้ว่าเป็นการขยายความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของครอบครัวไทยในยุคใหม่ เป็นวิธีที่พ่อแม่ใช้ดูแลความปลอดภัยของลูกในเมืองใหญ่ หรือเป็นวิธีที่ญาติพี่น้องในต่างจังหวัดใช้เพื่อรู้สึกใกล้ชิดกันแม้ตัวจะอยู่ห่างไกล แต่เมื่อลูกๆ พลิกบทบาทมาเป็นฝ่ายตามพ่อแม่เสียเอง ก็ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเคารพซึ่งกันและกัน การยินยอม และพื้นที่ส่วนตัวขึ้นมา

ความตึงเครียดระหว่างความปลอดภัยกับการสอดส่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญ กุมารแพทย์และผู้จัดพอดแคสต์ในสหรัฐฯ ซึ่งถูกอ้างถึงในบทความของ Yahoo Lifestyle เตือนว่า การติดตามกันตลอดเวลาอาจทำให้เส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความสัมพันธ์ที่ดีกับการควบคุมที่มากเกินไปเริ่มจางลง “เมื่อวัยรุ่นตามพ่อแม่แล้วโผล่มาแบบไม่บอกกล่าวเพื่อขอของอย่างกาแฟสตาร์บัคส์หรือขอให้ไปส่ง มันทำให้เส้นแบ่งระหว่างความสัมพันธ์กับการควบคุมไม่ชัดเจน แม้ว่าการแชร์ตำแหน่งจะมีประโยชน์เรื่องความปลอดภัยและการนัดหมาย แต่ก็ไม่ควรมาแทนที่การพูดคุยกันอย่างเปิดเผย” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว แนวคิดนี้สอดคล้องกับความเห็นของนักจิตวิทยาชาวไทยที่ชี้ว่า การเคารพความเป็นส่วนตัวของแต่ละคนนั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับการบ่มเพาะให้เยาวชนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบและเป็นตัวของตัวเอง

ในสังคมไทยที่ “ความเกรงใจ” เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน การเคารพความเป็นส่วนตัวทางดิจิทัลในครอบครัวจึงกลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ท้าทาย “การสอนให้วัยรุ่นเคารพขอบเขตทั้งในโลกดิจิทัลและในชีวิตจริงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง” ที่ปรึกษาในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าว “แม้พ่อแม่ชาวไทยอาจจะสบายใจที่รู้ว่าลูกอยู่ที่ไหน แต่ก็สำคัญไม่แพ้กันที่วัยรุ่นต้องเข้าใจว่าพ่อแม่เองก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัว ทั้งในโลกความจริงและโลกออนไลน์”

ผลสำรวจยังชี้ว่า แม้ประโยชน์หลักของการแชร์ตำแหน่งคือความปลอดภัยระหว่างเดินทางและในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ก็เริ่มมีความอึดอัดใจมากขึ้นว่ามันอาจล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวของทั้งสองฝ่ายได้ เรื่องนี้เห็นได้ชัดในกลุ่มพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือคนที่กำลังเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ ดังตัวอย่างในรายงานของ Yahoo ที่คุณแม่คนหนึ่งรู้สึกไม่สบายใจเมื่อลูกๆ คอยติดตามการไปสังสรรค์และชีวิตส่วนตัวของเธอโดยไม่มีการบอกกล่าวหรือขออนุญาต

เมื่อมองย้อนไปในสังคมไทยยุคก่อนที่ให้ความสำคัญกับส่วนรวมและครอบครัวที่ใกล้ชิด ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเครื่องมือดิจิทัลอย่างการแชร์ตำแหน่งเป็นเพียงนวัตกรรมล่าสุดที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และวัยรุ่น ในอดีต สมาชิกครอบครัวตามต่างจังหวัดอาจใช้โทรศัพท์หรืออาศัยการบอกเล่าปากต่อปากในหมู่บ้านเพื่อติดตามข่าวคราว ปัจจุบัน สมาร์ทโฟนทำหน้าที่นี้ได้แม่นยำกว่ามาก แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่จะก้าวก่ายกันและกันมากขึ้น

สำหรับอนาคต ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้แต่ละครอบครัวหันมาเปิดอกคุยกันว่าจะใช้การแชร์ตำแหน่งเพื่ออะไรและเมื่อไหร่ พร้อมทั้งสร้างขอบเขตที่ยอมรับร่วมกัน เหมือนกับการตั้งกฎในบ้านเรื่องเวลาเข้าบ้าน ทำการบ้าน หรือการใช้อินเทอร์เน็ต พ่อแม่ควรพูดคุยเรื่องมารยาทดิจิทัลให้ชัดเจน เช่น อาจจำกัดการเช็กตำแหน่งบ่อยๆ ไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน การเดินทางกลับจากโรงเรียน หรือการออกไปข้างนอกตอนกลางคืน และควรขอความยินยอมจากอีกฝ่ายก่อนจะติดตามด้วยเหตุผลส่วนตัวอื่นๆ

สำหรับวัยรุ่นไทย สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ ความสัมพันธ์ในครอบครัวยุคใหม่ไม่ได้สร้างจากการรู้ว่าใครอยู่ที่ไหนตลอดเวลา แต่มาจากรากฐานของการสื่อสารที่เปิดเผยและความไว้ใจซึ่งกันและกัน ในขณะที่เทรนด์จากต่างประเทศอย่าง ‘fambushing’ เริ่มแพร่หลายในหมู่เยาวชนไทยสายดิจิทัล นักการศึกษาในประเทศจึงเสนอให้บรรจุบทเรียนการเป็นพลเมืองดิจิทัลเข้าไปในหลักสูตรของโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสอนเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ แต่ยังรวมถึงการปฏิสัมพันธ์อย่างให้เกียรติทั้งในโลกเสมือนและโลกแห่งความจริง พ่อแม่เองก็ควรแบ่งปันมุมมองของตนเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวดิจิทัล และรับฟังความต้องการของลูกๆ ทั้งในเรื่องความปลอดภัยและความเป็นอิสระอย่างเข้าอกเข้าใจ

สำหรับครอบครัวที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ใหม่นี้ มีคำแนะนำที่นำไปปรับใช้ได้จริง เช่น การสร้างข้อตกลงร่วมกัน ไม่ว่าจะด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร เพื่อกำหนดว่าใครสามารถดูตำแหน่งของใครได้บ้าง ภายใต้เงื่อนไขใด และนานแค่ไหน, การใช้ฟังก์ชันในแอปฯ เพื่อจำกัดการแชร์ข้อมูลตำแหน่งเฉพาะกับคนที่ไว้ใจเท่านั้น และการจัด “ประชุมดิจิทัลของครอบครัว” เป็นประจำ เพื่อให้สมาชิกได้พูดคุยถึงเรื่องที่ไม่สบายใจและปรับแก้กฎเกณฑ์ร่วมกันตามความเหมาะสม (University of Wisconsin–Madison)

ท้ายที่สุดแล้ว การเกิดขึ้นของเทรนด์ ‘fambushing’ ในไทย ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ผิดที่ผิดทาง แต่เป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่างพ่อแม่กับวัยรุ่น ที่ถูกหล่อหลอมจากกระแสโลก ค่านิยมท้องถิ่น และความต้องการร่วมกันในเรื่องความปลอดภัย ความเป็นอิสระ และความผูกพัน และเช่นเดียวกับหลายๆ เรื่องในชีวิตยุคใหม่ของไทย การหาจุดสมดุลที่ลงตัวนั้นอยู่ที่การผสมผสานค่านิยมดั้งเดิมเข้ากับการพูดคุยอย่างต่อเนื่องและมีเหตุผล เพียงแต่ครั้งนี้มีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือด้วย