ผลสำรวจล่าสุดสร้างความฮือฮา เมื่อแอสเพน (Aspen) เมืองสกีรีสอร์ตสุดหรูในรัฐโคโลราโด ได้โค่นแชมป์มหานครอย่างนิวยอร์ก ก้าวขึ้นเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีค่าใช้จ่ายแพงที่สุดในสหรัฐอเมริกา การจัดอันดับครั้งนี้สะท้อนเทรนด์ค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปของนักเดินทางทั่วโลก รวมถึงชาวไทย จากการวิเคราะห์ของ GOBankingRates ที่นิตยสาร Travel + Leisure นำมาเปิดเผย พบว่าทริปแอสเพน 3 คืนสำหรับผู้ใหญ่ 2 คน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 2,708 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 100,000 บาท) ซึ่งครอบคลุมทั้งค่าโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน และอาหารการกิน ทำให้แอสเพนกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่กระเป๋าฉีกที่สุดสำหรับปี 2025 (Travel + Leisure)

ผลสำรวจนี้นับว่าสวนทางกับความเข้าใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่ ที่มักมีภาพจำว่านิวยอร์กหรือลอสแอนเจลิสคือเมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในอเมริกา แต่ข้อมูลใหม่นี้ได้ลบภาพจำเดิมๆ และชี้ให้เห็นว่าเมืองท่องเที่ยวตามฤดูกาลอย่างแอสเพน กลับมีค่าใช้จ่ายสูงตลอดทั้งปี ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กิจกรรมฤดูหนาวอย่างการเล่นสกี แต่ยังรวมถึงกิจกรรมกลางแจ้งในหน้าร้อน เทศกาลวัฒนธรรม และความเอ็กซ์คลูซีฟของเมือง ข้อมูลนี้ยิ่งทวีความสำคัญในจังหวะที่การท่องเที่ยวในสหรัฐฯ ของคนไทยกำลังฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและคนรุ่นใหม่ที่ต้องการวางแผนเที่ยวในฝันภายใต้งบประมาณที่ต้องรัดกุม

สำหรับขั้นตอนการสำรวจ GOBankingRates ได้วิเคราะห์เมืองท่องเที่ยวยอดนิยม 91 แห่งในสหรัฐฯ ที่จัดอันดับโดย Travel + Leisure ก่อนจะคัดเหลือ 55 เมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุด จากนั้นจึงประเมินค่าใช้จ่ายโดยอิงข้อมูลจากสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ และดัชนีค่าครองชีพของ Numbeo โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายรวมสำหรับผู้ใหญ่ 2 คนที่เดินทาง 3 คืน ซึ่งรวมค่าอาหารทั้งในร้านระดับกลางและร้านทั่วไป ค่าเบียร์ท้องถิ่น ค่าโรงแรมโดยเฉลี่ย และค่าตั๋วเครื่องบิน ผลปรากฏว่าแอสเพนครองอันดับหนึ่ง โดยมีค่าตั๋วเครื่องบินที่สูงถึง 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าโรงแรม 3 คืนอีกราว 791 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าอาหารอีกประมาณ 510 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายจิปาถะสำหรับเครื่องดื่มและความบันเทิงอื่นๆ

ส่วนเมืองอื่นๆ ที่ติดโผแพงรองลงมา ได้แก่ ซานตาบาร์บารา (แคลิฟอร์เนีย), แองเคอเรจและแฟร์แบงก์ส (อะแลสกา) และบาร์ฮาร์เบอร์ (เมน) ซึ่งแต่ละเมืองก็มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ชายฝั่งงดงาม ปรากฏการณ์แสงเหนือ ไปจนถึงเมืองเล็กๆ สุดน่ารัก แต่ก็มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วเช่นกัน ในทางกลับกัน รัฐฟลอริดากลับกลายเป็นรัฐที่ค่าใช้จ่ายเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมากที่สุด โดยทริป 3 คืนในเมืองใหญ่ๆ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 1,630 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากค่าโรงแรมและอาหารที่ถูกกว่า รวมถึงการแข่งขันของสายการบินที่ทำให้ราคาตั๋วไม่สูงมากนัก ส่วนใครที่มองหาปลายทางที่สบายกระเป๋าที่สุด ต้องไปที่เมืองแบรนสัน รัฐมิสซูรี ซึ่งมีเบียร์ท้องถิ่นราคาเฉลี่ยถูกสุดในประเทศเพียง 3.50 ดอลลาร์สหรัฐ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวให้มุมมองผ่าน Travel + Leisure ว่า เหตุผลที่ทำให้แอสเพนมีราคาสูงลิ่ว คือสถานะการเป็น “สนามเด็กเล่น” ของเหล่าเซเลบริตี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติ และมหาเศรษฐีอเมริกัน นักวิเคราะห์อาวุโสในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอธิบายว่า “เสน่ห์ของแอสเพนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฤดูหนาว พอเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน เมืองทั้งเมืองก็จะเปลี่ยนโฉมเพื่อต้อนรับนักเดินป่าและผู้ที่หลงใหลในวัฒนธรรม แต่ไม่ว่าจะมาเล่นสกี ร่วมเทศกาลดนตรี หรือชมใบไม้เปลี่ยนสีอันเลื่องชื่อ ความเอ็กซ์คลูซีฟของที่นี่ก็มาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่ายเสมอ” (Travel + Leisure)

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย แม้เมืองที่คุ้นเคยอย่างนิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส และซานฟรานซิสโก จะยังคงเป็น “อเมริกันดรีมทริป” แต่รายงานชิ้นนี้ชี้ว่าอาจถึงเวลาที่ต้องปรับมุมมองและวางแผนการเดินทางกันใหม่ “ลูกทัวร์ชาวไทยหลายคนตกใจที่ค่าใช้จ่ายในเมืองที่เคยคิดว่าเป็นเมืองรองของอเมริกากลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แอสเพนคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด” ที่ปรึกษาด้านการเดินทางจากบริษัททัวร์ชั้นนำของไทยรายหนึ่งกล่าว

ในอดีต ค่าใช้จ่ายในการเที่ยวสหรัฐฯ มักขึ้นลงตามฤดูกาล อัตราแลกเปลี่ยน และภาวะเศรษฐกิจโลก โดยมีนิวยอร์กเป็นเมืองที่ค่าใช้จ่ายแพงที่สุดอย่างไม่มีใครเทียบได้จากมนต์เสน่ห์ของโรงแรมห้าดาว ละครบรอดเวย์ และร้านอาหารระดับโลก แต่เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์และเน้นธรรมชาติที่มาแรงขึ้น ได้ผลักดันให้จุดหมายปลายทางอย่างแอสเพนกลายเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของความหรูหรา ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวฐานะดีที่ใส่ใจสุขภาพจากทั่วโลก รวมถึงชาวไทย เทรนด์นี้ไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นในเอเชีย ซึ่งรีสอร์ตเชิงอนุรักษ์สุดหรูในเชียงใหม่หรือภูเก็ตก็มีราคาห้องพักพุ่งสูงจากความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อิทธิพลของฤดูกาล และจำนวนห้องพักที่มีจำกัด

การที่แอสเพนยังคงยืนหนึ่งเรื่องราคาท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อในภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้ค่าตั๋วเครื่องบินและที่พักแพงขึ้น ทำให้ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าตลาดการท่องเที่ยวในจุดหมายปลายทางระดับลักชัวรี่จะยังคงเติบโตต่อไป สำหรับบริษัททัวร์ของไทย นี่จึงหมายถึงการต้องเน้นย้ำให้ลูกค้าวางแผนและจองล่วงหน้านานขึ้น ติดตามแนวโน้มราคาตั๋วเครื่องบินอย่างใกล้ชิด และเปิดใจมองหาเมืองทางเลือกหากมีงบประมาณจำกัด เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายของแอสเพนกับรีสอร์ตหรูในไทย ผู้เชี่ยวชาญในวงการโรงแรมรายหนึ่งให้ความเห็นว่า แม้แต่ที่พักที่แพงที่สุดในไทยก็ยังถือว่าคุ้มค่ากว่า โดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย เมื่อคำนึงถึงค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายโดยรวม

ในอนาคตคาดว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับจุดหมายปลายทางสุดพิเศษที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปี จะยิ่งผลักดันให้ค่าใช้จ่ายในเมืองอย่างแอสเพนและซานตาบาร์บาราสูงขึ้นอีก ในขณะเดียวกัน เมืองที่มีค่าใช้จ่ายย่อมเยากว่าในอเมริกา โดยเฉพาะในรัฐฟลอริดา อาจกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและเอเชียที่ต้องการควบคุมงบประมาณ นอกจากนี้ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของนักเดินทางระยะไกลจากไทยไปยังสหรัฐฯ

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ฝันอยากไปเยือนสหรัฐฯ คำแนะนำสำคัญคือควรศึกษาข้อมูลให้ไกลกว่าแค่เมืองดัง แต่รวมถึงเมืองรองและเมืองใหม่ๆ ที่มีค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล การให้เวลาวางแผนมากขึ้น การใช้เว็บไซต์เปรียบเทียบราคา และการมองหาแพ็กเกจทัวร์ที่รวมตั๋วเครื่องบินและที่พัก จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก สำหรับคนที่มีเวลายืดหยุ่น การเลือกเดินทางในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวหลัก (shoulder season) เช่น ปลายฤดูใบไม้ผลิหรือต้นฤดูใบไม้ร่วง จะช่วยให้ค่าโรงแรมและตั๋วเครื่องบินถูกลงอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ในเมืองที่ขึ้นชื่อว่าแพงอย่างแอสเพน

การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งขับเคลื่อนโดยรสนิยมของนักเดินทางที่เปลี่ยนไป สภาพเศรษฐกิจ และการโหยหาประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนให้นักท่องเที่ยวชาวไทยต้องมองให้ลึกกว่าแค่ชื่อเสียงของเมือง และเตรียมพร้อมรับมือกับค่าใช้จ่ายในต่างแดนที่สูงขึ้นในโลกความเป็นจริง โดยเฉพาะในจุดหมายปลายทางที่ความพิเศษและเสน่ห์ดึงดูดใจมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่ายแพงเป็นพิเศษ