ผลการศึกษาที่ติดตามข้อมูลระยะยาวซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science พบหลักฐานเพียงเล็กน้อยที่สนับสนุนความเชื่อที่ว่าการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาจะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดีขึ้น การค้นพบนี้ได้ท้าทายความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและสุขภาพจิตที่ผู้คนเชื่อมั่นกันมานานว่าเป็นประโยชน์และสร้างผลดี งานวิจัยชิ้นนี้วิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมเกือบสองทศวรรษจากแบบสำรวจครัวเรือนของอังกฤษ (British Household Panel Survey) และพบว่าการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาอย่างสม่ำเสมอไม่ได้เชื่อมโยงกับการมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และในบางกรณีกลับพบว่าตามมาด้วยอาการทางสุขภาพจิตที่แย่ลงเล็กน้อย

ที่ผ่านมา มีงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนา เช่น การเข้าโบสถ์ มัสยิด หรือวัด สัมพันธ์กับอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และการใช้สารเสพติดที่ลดลง ประโยชน์เหล่านี้มักถูกอธิบายว่าเกิดจากเครือข่ายการสนับสนุนทางสังคมและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน รวมถึงกลไกการรับมือเชิงบวก เช่น การสร้างความหวังและการให้ความหมายแก่ชีวิตในช่วงเวลาที่ยากลำบาก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นล่าสุดซึ่งนำโดยทีมนักพฤติกรรมศาสตร์ชาวยุโรป และอาศัยข้อมูลจากผู้ใหญ่ชาวอังกฤษกว่า 29,000 คนระหว่างปี 2534 ถึง 2552 ได้ท้าทายความเชื่อเหล่านี้ว่าอาจไม่เป็นจริงเสมอไปเมื่อมองในระยะยาว (psypost.org)

ข้อค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทย ซึ่งมีภูมิทัศน์ทางศาสนาที่หลากหลาย ทั้งพุทธ อิสลาม คริสต์ และความเชื่ออื่น ๆ ที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมและมีบทบาทสำคัญในชีวิตชุมชน การเข้าร่วมพิธีกรรมและกิจกรรมที่วัดไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยส่งเสริมสุขภาวะทั้งในระดับบุคคลและส่วนรวม และในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราผู้ป่วยทางจิตเวชที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 การทำความเข้าใจผลกระทบที่แท้จริงของศาสนาต่อสุขภาพจิตจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทั้งผู้กำหนดนโยบายและประชาชนทั่วไป (WHO Thailand)

ผลการศึกษาบอกอะไรเราบ้าง

ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้ตอบแบบสอบถามเป็นประจำทุกปีเกี่ยวกับความถี่ในการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา และประเมินสุขภาพจิตของตนเองผ่านแบบสอบถามสุขภาพทั่วไป (General Health Questionnaire) โดยมีการติดตามความถี่ในการเข้าร่วมกิจกรรม 10 ครั้งตลอดการสำรวจ 18 ครั้ง ซึ่งมีระดับตั้งแต่เข้าร่วมทุกสัปดาห์ไปจนถึงเข้าร่วมเฉพาะในโอกาสพิเศษ เช่น งานแต่งงานหรืองานศพ นอกจากนี้ยังมีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจในชีวิตอีกด้วย

งานวิจัยได้วิเคราะห์ผลกระทบในสองลักษณะ คือ “ผลกระทบภายในบุคคล” เพื่อดูว่าเมื่อคน ๆ หนึ่งเปลี่ยนแปลงความถี่ในการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา จะส่งผลต่อสุขภาพจิตของเขาเองเมื่อเวลาผ่านไปอย่างไร และ “ผลกระทบระหว่างบุคคล” ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบความแตกต่างทางสุขภาพจิตระหว่างคนที่มีความถี่ในการเข้าร่วมกิจกรรมสูงกับคนที่มีความถี่ต่ำ

ผลลัพธ์โดยรวมคือ ไม่พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญ ระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่บ่อยขึ้นกับสุขภาพจิตที่ดีขึ้นในภายหลัง ในทางตรงกันข้าม บางปีกลับพบว่าการเข้าร่วมกิจกรรมที่บ่อยขึ้นกลับตามมาด้วยอาการทางสุขภาพจิตที่แย่ลงเล็กน้อยในปีถัดไป ประเด็นที่น่าสนใจคือ มีกรณีที่ผู้เข้าร่วมซึ่งสุขภาพจิตย่ำแย่ลงกลับไปเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาบ่อยขึ้น ซึ่งอาจตีความได้ว่าปัญหาสุขภาพจิตที่แย่ลงอาจเป็นตัวกระตุ้นให้คนหันไปพึ่งศาสนา มากกว่าที่การพึ่งศาสนาจะช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น

ผู้เขียนงานวิจัยสรุปว่า “ผลลัพธ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเราจำเป็นต้องตั้งคำถามกับสมมติฐานที่ว่าการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพจิต” แม้ว่าศาสนาจะสามารถให้การสนับสนุนทางสังคมและส่วนตัวได้หลายรูปแบบ แต่ผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาวะทางใจอาจไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน หรือไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่งานวิจัยก่อนหน้านี้เคยชี้ไว้ (Psychological Science)

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในบริบทของไทย

ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญก็สะท้อนการตีความที่ซับซ้อนนี้เช่นกัน งานวิจัยที่มีอยู่เดิมมักชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “บริบท” โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาด้วยความสมัครใจและมีความหมายส่วนตัว กับการเข้าร่วมเพราะเป็นข้อผูกมัดทางสังคม ซึ่งบางครั้งอาจสร้างความเครียดหรือแม้กระทั่งความรู้สึกแปลกแยกได้ ตัวอย่างเช่น นักสังคมวิทยาในเอเชียเคยให้ทรรศนะว่า ในสังคมที่การเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาผูกติดกับความคาดหวังของชุมชนอย่างเหนียวแน่น ผลในการปกป้องสุขภาพจิตอาจไม่เกิดขึ้นหรืออาจกลับกลายเป็นผลเสียได้ (Harvard T.H. Chan School of Public Health)

ในประเทศไทยที่การทำบุญ งานวัด และการปฏิบัติธรรมเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิต กิจกรรมทางศาสนาจึงทำหน้าที่ทั้งทางจิตวิญญาณและทางสังคมไปพร้อมกัน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นบวกหรือช่วยยกระดับจิตใจ สำหรับบางคน โดยเฉพาะเยาวชนหรือกลุ่มคนชายขอบ การถูกบังคับให้เข้าร่วมอาจกลายเป็นบ่อเกิดของความเครียดได้

นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไทยเคยเตือนไม่ให้สรุปความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับสุขภาพจิตแบบง่าย ๆ โดยให้ความเห็นว่า “ในสังคมไทย กิจกรรมทางศาสนาสามารถให้ความสบายใจและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้จริง แต่ก็ไม่สามารถทดแทนการดูแลสุขภาพจิตที่เหมาะสมหรือการสนับสนุนทางสังคมอื่น ๆ ได้ สำหรับบางคน พิธีกรรมทางศาสนาอาจยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดหรือไร้ค่าหากพวกเขาไม่สามารถทำตามความคาดหวังของสังคมได้” มุมมองนี้สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขของไทยที่สนับสนุนให้ประชาชนใช้กลไกการช่วยเหลือที่หลากหลาย ตั้งแต่การพูดคุยกับครอบครัวและเพื่อนฝูงไปจนถึงการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ แทนที่จะพึ่งพาศาสนาเพียงอย่างเดียวเพื่อบรรเทาความทุกข์ทางใจ (Bangkok Post)

แม้ว่าประเพณีอย่างการทำบุญตักบาตร การสวดมนต์ร่วมกัน หรือการเข้าพรรษา จะเป็นกรอบที่สร้างความสามัคคีและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ผู้เชี่ยวชาญก็ย้ำว่าไม่ควรเข้าใจผิดว่าประเพณีเหล่านี้เป็นยาวิเศษสำหรับปัญหาสุขภาพจิตที่ซับซ้อนในยุคปัจจุบัน

แล้วเราควรทำอย่างไรต่อไป

งานวิจัยนี้ส่งสัญญาณว่าเราจำเป็นต้องมีแนวทางส่งเสริมสุขภาพจิตที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น ทั้งในไทยและในสังคมอื่น ๆ ที่ศาสนามีบทบาทสำคัญ หากการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เกราะป้องกันที่เชื่อถือได้ ก็ควรหันไปให้ความสำคัญกับการส่งเสริมด้านอื่น ๆ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เช่น การให้ความรู้ด้านสุขภาพจิต การลดอคติต่อผู้ป่วย การเพิ่มการเข้าถึงนักบำบัด และการสร้างโครงการสนับสนุนในชุมชน

สำหรับคนไทย ข้อความจากงานวิจัยนี้ชัดเจนว่า แม้กิจกรรมทางศาสนาจะช่วยเติมเต็มชีวิตและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคมได้ แต่ก็ไม่สามารถทดแทนการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหรือทักษะการรับมือส่วนบุคคลได้ ผู้ที่กำลังเผชิญกับความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรือปัญหาอื่น ๆ ควรกล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากแหล่งต่าง ๆ ชุมชนและสถาบันศาสนาเองก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ แต่ก็ต้องยอมรับข้อจำกัดของแนวทางปฏิบัติแบบดั้งเดิมด้วย

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับคนไทยคือ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาอย่างสมดุล เปิดใจพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตทั้งในครอบครัวและชุมชนทางศาสนา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรด้านสุขภาพจิตของภาครัฐหรือองค์กรเอกชนเมื่อต้องการความช่วยเหลือ

ท้ายที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งศึกษาจากประชากรในอังกฤษ ยังเปิดโอกาสให้เกิดการศึกษาในลักษณะเดียวกันในบริบทของประเทศไทย ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้นำศาสนาควรสนับสนุนการวิจัยที่จริงจังเพื่อตรวจสอบว่ากิจกรรมทางศาสนาของไทยส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจิตในยุคปัจจุบันอย่างไร โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ผู้สูงอายุ และกลุ่มเสี่ยง เพื่อที่เราจะสามารถพัฒนาแนวทางการแก้ไขที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมและมีประสิทธิภาพสำหรับทุกคนได้อย่างแท้จริง

แหล่งข้อมูล: