งานวิจัยล่าสุดกำลังสั่นสะเทือนความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับอนาคตการทำงานของบัณฑิตในสาขาต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา เมื่อสถิติเผยว่าบัณฑิตสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์กำลังเผชิญอัตราการว่างงานสูงถึง 7.5% ซึ่งมากกว่าอัตราว่างงาน 3% ของบัณฑิตสาขาประวัติศาสตร์ศิลป์ถึงสองเท่าตัว แนวโน้มที่น่าประหลาดใจนี้ท้าทายความเชื่อที่ว่าสาขา STEM จะเป็นหลักประกันความมั่นคงทางอาชีพ โดยข้อมูลดังกล่าวปรากฏในรายงานข่าวหลายสำนักช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2025 ทั้งจาก Times of India, VN Express และสื่อด้านการศึกษาเชิงเทคนิค (The College Fix; Times of India; VN Express)

สำหรับสังคมไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่สนใจศึกษาต่อต่างประเทศและติดตามเทรนด์การศึกษาระดับโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ชี้ว่าตลาดงานสำหรับบัณฑิตกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และยังชวนให้ตั้งคำถามว่ารูปแบบเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นในแวดวงการศึกษาและการจ้างงานของไทยหรือไม่ ในยุคที่ทักษะด้านเทคโนโลยีและมนุษยศาสตร์เริ่มมีความสำคัญทัดเทียมกัน

การค้นพบว่าบัณฑิตวิศวะคอมฯ มีอัตราว่างงานถึง 7.5% ขณะที่บัณฑิตประวัติศาสตร์ศิลป์ว่างงานเพียง 3% สร้างความประหลาดใจไม่น้อยให้กับทั้งผู้ปกครอง นักศึกษา และนักการศึกษา เพราะที่ผ่านมาสาขาวิชาในกลุ่ม STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ได้รับการส่งเสริมอย่างกว้างขวางทั่วโลกว่าเป็นใบเบิกทางสู่งานดี เงินเดือนสูง และอาชีพที่มั่นคง แต่แนวโน้มใหม่ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากธนาคารกลางแห่งนิวยอร์ก (อ้างอิงในบทความหลายชิ้น) กลับชี้ให้เห็นว่าตลาดแรงงานนั้นซับซ้อนและผันผวนเกินกว่าจะคาดเดาได้ง่ายๆ

นักวิเคราะห์ด้านการศึกษาทั้งในสหรัฐฯ และเอเชียต่างเร่งหาคำอธิบายปรากฏการณ์นี้ ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่าอาจเกิดจากภาวะ “บัณฑิตล้นตลาด” เนื่องจากมีผู้สำเร็จการศึกษาสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากสถาบันทั้งในและต่างประเทศมากเกินความต้องการของนายจ้าง ขณะที่บางส่วนชี้ว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก จนหลักสูตรของมหาวิทยาลัยบางแห่งปรับตัวตามไม่ทัน ส่งผลให้ความต้องการของตลาดเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในเวลาไม่กี่ปี นักวิเคราะห์นโยบายการอุดมศึกษาชาวอเมริกันให้ความเห็นใน Times of India ว่า “ตลาดงานปัจจุบันเปลี่ยนเร็วกว่าที่เคยเป็นมา แค่ชื่อปริญญาอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะมีงานทำ โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเข้ามาเปลี่ยนโฉมความต้องการของงานอย่างรวดเร็ว” (Times of India)

ในทางกลับกัน อัตราการว่างงานที่ค่อนข้างต่ำของบัณฑิตประวัติศาสตร์ศิลป์อาจเป็นเพราะทักษะที่พวกเขาได้รับการปลูกฝัง เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร และการแก้ปัญหาแบบข้ามศาสตร์ ซึ่งเป็นทักษะที่นำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายและเป็นที่ต้องการของนายจ้างมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคลากรให้ความเห็นใน Education Next ว่า “บัณฑิตประวัติศาสตร์ศิลป์มักจะทำงานได้ในหลายภาคส่วน ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์ การศึกษา ไปจนถึงงานประชาสัมพันธ์และการตลาดดิจิทัล ความสามารถในการปรับตัวนี้เองที่ช่วยให้พวกเขาได้เปรียบในภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” (Education Next)

งานวิจัยนี้ยังกระตุ้นให้เราต้องมองภาพรวมตลาดแรงงานโลกในมุมที่กว้างขึ้น ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ชี้ว่าอัตราการว่างงานไม่ได้สะท้อนแค่คุณสมบัติของแต่ละบุคคล แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย เช่น สภาพเศรษฐกิจมหภาค วัฏจักรเทคโนโลยี โลกาภิวัตน์ หรือแม้แต่ทัศนคติต่อการทำงาน (Wikipedia) ภาวะการว่างงานเชิงโครงสร้าง ซึ่งเกิดจากทักษะของผู้หางานไม่ตรงกับตำแหน่งงานที่เปิดรับ ก็สามารถส่งผลกระทบได้แม้แต่ในสาขาที่เคยถูกมองว่าเป็น “ตัวเลือกที่ปลอดภัย”

สำหรับประเทศไทย ข่าวนี้เปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงของการเทน้ำหนักไปที่สาขาใดสาขาหนึ่งมากเกินไป ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา นโยบายการศึกษาของไทยได้ส่งเสริมการขยายหลักสูตร STEM ในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเทคนิคอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หลักสูตรด้านศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์กลับต้องดิ้นรนเพื่อดึงดูดนักศึกษา ผู้ปกครองและนักเรียนที่มีผลการเรียนดีมักคล้อยตามกระแสโลกและเชื่อว่าการเรียนในสายเทคนิคคือการลงทุนที่ดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่อไทยตั้งเป้าสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์นโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เคยให้ข้อเสนอแนะไว้ในเอกสารสรุปนโยบายว่า “การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลกหมายความว่านักศึกษาไทยต้องสร้างความสามารถในการปรับตัว ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต แทนที่จะพึ่งพาทักษะเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว”

ขณะเดียวกัน ตัวแทนจากศูนย์แนะแนวอาชีพของมหาวิทยาลัยชั้นนำในไทยก็ชี้ว่า สถิติการว่างงานเพียงอย่างเดียวไม่ได้สะท้อนภาพทั้งหมด เพราะยังไม่นับรวมปัญหาการทำงานไม่ตรงสาย (underemployment) ความพึงพอใจในงาน หรือความก้าวหน้าในอาชีพ ผู้อำนวยการหน่วยแนะแนวของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตั้งข้อสังเกตว่า “บัณฑิตบางคนอาจไม่ได้ทำงานตรงสายทันที แต่ชุดทักษะที่พวกเขามี ไม่ว่าจะจากวิศวกรรมศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ศิลป์ ก็สามารถเป็นบันไดสู่อาชีพในหลากหลายอุตสาหกรรมได้ สิ่งที่นายจ้างไทยมองหามากขึ้นเรื่อยๆ คือทักษะการสื่อสาร ความรู้ข้ามศาสตร์ และความสามารถในการเรียนรู้ระหว่างการทำงาน”

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการจ้างงานของบริษัทเทคโนโลยีและดิจิทัลในไทยระยะหลัง ซึ่งให้ความสำคัญกับแฟ้มผลงาน (portfolio) และประสบการณ์จริงมากกว่าวุฒิการศึกษา ผู้บริหารฝ่ายบุคคลของสตาร์ทอัพหลายแห่งในกรุงเทพฯ ต่างเน้นย้ำถึงความสำคัญของความสามารถในการปรับตัวและทักษะทางสังคม (soft skills) ว่าเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้ผู้สมัคร โดยเฉพาะในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างแวดวงดิจิทัลของไทย

ในอดีต ประเทศไทยเคยผ่านวัฏจักร “ค่านิยมตามกระแส” ของสาขาวิชามาแล้วหลายครั้ง โดยความนิยมมักผันแปรไปตามผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คาดหวัง ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 สาขาบริหารธุรกิจและบัญชีได้รับความนิยมอย่างสูง ต่อมาในทศวรรษ 2000 และ 2010 วิศวกรรมศาสตร์และไอทีก็กลายเป็นดาวเด่น และในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ความสนใจในสาขาสร้างสรรค์และสหวิทยาการ เช่น การออกแบบ วัฒนธรรมศึกษา และการสื่อสาร ก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง เพื่อตอบสนองต่อเศรษฐกิจภาคบริการและองค์ความรู้ที่กำลังขยายตัว

เมื่อมองไปข้างหน้า นักวิเคราะห์เตือนว่าตลาดแรงงานทั้งสำหรับสาย STEM และสายมนุษยศาสตร์จะยังคงผันผวนต่อไป จากการเข้ามาของระบบอัตโนมัติ ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกระแสโลกาภิวัตน์ทางการศึกษา ดังนั้น ข้อคิดสำคัญสำหรับนักเรียนและผู้ปกครองชาวไทยคือ อย่ามุ่งเน้นแค่สาขาที่คิดว่า “ปลอดภัย” แต่ควรพัฒนาทักษะที่หลากหลาย ทั้งทักษะเชิงเทคนิค (hard skills) และทักษะทางสังคม (soft skills) ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

สำหรับนักเรียนไทยที่กำลังตัดสินใจเลือกคณะ งานวิจัยนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสำรวจตัวเอง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และการเปิดใจให้กว้าง ผู้ที่สนใจเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ควรตระหนักถึงโอกาสและการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก และอาจต้องเสริมทักษะด้านเทคนิคด้วยประสบการณ์ทำโปรเจกต์สร้างสรรค์ การเป็นผู้ประกอบการ และการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ในทำนองเดียวกัน นักศึกษาสายประวัติศาสตร์ศิลป์และมนุษยศาสตร์ก็สามารถสร้างความได้เปรียบโดยการพัฒนาทักษะที่ประยุกต์ใช้ได้จริง และมองหาโอกาสในสายงานที่กำลังเติบโตในไทย เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สื่อ และการสร้างคอนเทนต์ดิจิทัล

โดยสรุป แม้งานวิจัยชิ้นนี้จะท้าทายความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับความมั่นคงของแต่ละสาขาวิชา แต่ก็ได้มอบบทเรียนสำคัญแก่เยาวชนและแวดวงการศึกษาไทยว่า ความยืดหยุ่น การรู้จักตนเอง และการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ คือหัวใจสำคัญของการอยู่รอดในโลกเศรษฐกิจที่คาดเดาไม่ได้ ผู้ปกครองและนักเรียนจึงควรศึกษาข้อมูลจากหลายแหล่งที่เชื่อถือได้ ทั้งจากผู้ให้คำปรึกษาด้านอาชีพ แนวโน้มอุตสาหกรรม และประสบการณ์จริง แทนที่จะยึดติดกับทัศนคติเก่าๆ หรือความผันผวนของตลาดในระยะสั้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ปกครองและนักเรียนสามารถศึกษาข้อมูลตลาดแรงงานที่น่าเชื่อถือ เข้าร่วมงานมหกรรมแนะแนวการศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ และติดต่อสมาคมวิชาชีพในสาขาที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังสามารถติดตามข้อมูลแนวโน้มตลาดแรงงานและการศึกษานานาชาติได้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น OECD กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานด้านทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยชั้นนำในไทย