ทักษะที่ใช้ได้จริงคือหัวใจของตลาดงานสายเทคโนโลยีมาแต่ไหนแต่ไร แต่ทุกวันนี้เริ่มมีงานวิจัยและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่ออกมาตั้งคำถามถึงความจำเป็นของปริญญาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science: CS) สำหรับอาชีพโปรแกรมเมอร์ บทความล่าสุดจาก CIO ในหัวข้อ “12 เหตุผลที่ไม่ต้องง้อปริญญาวิทยาการคอมพิวเตอร์” ชี้ให้เห็นว่าความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป บวกกับการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ AI และเครื่องมือที่ไม่ต้องเขียนโค้ด (No-code) กำลังบั่นทอนคุณค่าของปริญญา CS แบบดั้งเดิมอย่างรวดเร็ว ประเด็นนี้ได้จุดประกายการถกเถียงครั้งใหญ่ในหมู่ผู้นำด้านเทคโนโลยีและนักการศึกษาทั่วโลก และในขณะที่บริษัทไทยกำลังเร่งปรับตัวสู่ดิจิทัล คำถามที่ว่าปริญญา CS ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ จึงกลายเป็นเรื่องด่วนที่ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง และนายจ้างทั่วประเทศต้องขบคิด

เป็นเวลานานที่ปริญญาวิทยาการคอมพิวเตอร์ถูกมองว่าเป็นใบเบิกทางสู่อาชีพที่มั่นคงและรายได้ดีในสังคมไทย ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รายงานจำนวนผู้สมัครเรียนในสาขานี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้สำเร็จการศึกษาในสายไอทีมากกว่า 20,000 คนต่อปี แต่ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีมักบ่นว่ายังขาดแคลนคนมีทักษะ และภาครัฐก็ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับโครงการ “พัฒนาบุคลากรดิจิทัล” ผู้จัดการฝ่ายบุคคลทั่วโลก รวมถึงในไทย กลับเริ่มเปิดใจรับผู้สมัครจากสาขาอื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฟิสิกส์หรือบัญชี ที่มีความสามารถในการใช้เครื่องมือซอฟต์แวร์สมัยใหม่ได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปริญญา CS แบบเดิมๆ ยังเป็นหนทางเดียว หรือหนทางที่ดีที่สุดสู่โลกเทคโนโลยีจริงหรือ

หนึ่งในตัวเปลี่ยนเกมสำคัญคือการเข้ามาของผู้ช่วยเขียนโค้ดที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) เช่น ChatGPT และ Google Gemini ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ไปแล้ว ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายจัดจ้างบุคลากรไอทีคนหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์กับ CIO เล่าว่า “เดี๋ยวนี้ผมใช้เครื่องมือ AI ช่วยทำงาน บอกเลยว่าเร็วขึ้น 3 ถึง 10 เท่า… เหมือนเอาหลักสูตรที่ต้องเรียนกันสองเทอมเต็มๆ มายัดไว้ในแมชชีนเลิร์นนิงเลย” ความเห็นนี้สอดคล้องกับประสบการณ์ของบัณฑิตจบใหม่ในไทยหลายคนที่ยอมรับว่าใช้ AI ทั้งช่วยเขียนโค้ด หาบั๊ก หรือแม้แต่เรียนรู้ภาษาโปรแกรมใหม่ๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการข้ามเนื้อหาจำนวนมากในหลักสูตร CS ไปโดยปริยาย (บทความจาก CIO)

การมาถึงของแพลตฟอร์มแบบ No-code และ Low-code (เขียนโค้ดน้อย) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่เข้ามาเขย่าวงการ เครื่องมือเหล่านี้เปิดโอกาสให้คนทำงานสายธุรกิจที่ไม่มีพื้นฐานเทคนิคสามารถสร้างแอปพลิเคชันและระบบอัตโนมัติได้ด้วยตัวเอง บทความชี้ว่า “โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยเครื่องมือ Low-code และ No-code ที่เข้ามาทำงานหลายอย่างซึ่งเคยเป็นหน้าที่ของโปรแกรมเมอร์เมื่อไม่กี่ปีก่อน และเมื่อ LLMs เข้ามาเสริมทัพ… มันก็ยิ่งทรงพลังขึ้นไปอีก” ในไทยเอง ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร ธุรกิจขนาดเล็ก หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐ ก็เริ่มหันมาใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรและเร่งสปีดโครงการดิจิทัล สถาบันการศึกษาชั้นนำบางแห่งของไทยถึงกับเริ่มเปิดหลักสูตรระยะสั้นด้าน No-code เพื่อป้อนตลาดแรงงานที่ต้องการผลลัพธ์แบบทันใจ

จุดอ่อนสำคัญของปริญญา CS ที่บทความกล่าวถึงและตรงกับเทรนด์การจ้างงานในไทย คือเนื้อหาที่เน้นทฤษฎีหนักๆ แต่กลับไม่ตอบโจทย์โลกการทำงานจริง หลักสูตร CS ในมหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่มุ่งเน้นแนวคิดคณิตศาสตร์ขั้นสูง ความซับซ้อนของอัลกอริทึม และทฤษฎีที่เป็นนามธรรมอย่าง NP-completeness และ Turing machines ซึ่งแม้จะท้าทายสติปัญญา แต่กลับถูกนำไปใช้จริงในที่ทำงานน้อยมาก อดีตนักวิชาการที่ผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการในกรุงเทพฯ คนหนึ่งยอมรับว่า “ทฤษฎีก็สำคัญ แต่สตาร์ทอัปของเราต้องการคนที่ลงมือสร้างฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้จริง ไม่ใช่แค่วิเคราะห์ปัญหาเก่ง” ซึ่งสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของ CIO ที่ระบุว่า “ในโลกความเป็นจริง ปัญหาเชิงทฤษฎีที่ซับซ้อนส่วนใหญ่มักแก้ไขได้ไม่ยากในชีวิตประจำวัน แต่นักทฤษฎีกลับหมกมุ่นอยู่กับปัญหาส่วนน้อยที่อัลกอริทึมพื้นฐานแก้ไม่ได้ ทั้งที่เป็นกรณีที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น”

บทความยังชี้ต่อไปว่าภาษาโปรแกรมและแนวคิดที่สอนในมหาวิทยาลัยมักไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการ “พอผมถามบัณฑิตจาก MIT ว่าชอบภาษาโปรแกรมอะไรมากที่สุด เขาตอบอย่างภูมิใจว่ารับรองได้เลยว่าผมไม่รู้จักมันแน่… และเขาก็พูดถูก” นักการศึกษาด้านเทคโนโลยีในไทยก็ประสบปัญหาคล้ายกัน คือแม้ว่านักศึกษาจะเชี่ยวชาญภาษาโปรแกรมเฉพาะทางหรือซับซ้อน แต่บริษัทส่วนใหญ่กลับต้องการคนที่ใช้ภาษาและเฟรมเวิร์กยอดนิยมในตลาดอย่าง Python, JavaScript หรือ Java มากกว่า เพราะเรียนรู้ง่ายและเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

ปัญหาที่มักถูกซุบซิบกันในวงการคือการที่คณาจารย์ในสาขา CS บางส่วนขาดประสบการณ์เขียนโปรแกรมจริงๆ บทความชี้ว่า “หนึ่งในความลับของภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ก็คือ อาจารย์หลายคนเขียนโปรแกรมไม่เป็น หน้าที่หลักของพวกเขาคือบรรยายและหาทุนวิจัย” แม้คำกล่าวนี้อาจจะแรงเกินจริงไปบ้าง แต่ผลสำรวจจากนักศึกษาและศิษย์เก่าในไทยก็มักสะท้อนความต้องการที่จะได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง ได้สัมผัสบรรยากาศการทำงาน และได้ร่วมงานกับมืออาชีพในอุตสาหกรรม มากกว่าการนั่งฟังเลกเชอร์ในห้องเรียน

แม้แต่เนื้อหาแกนหลักของหลักสูตรอย่างโครงสร้างข้อมูล (Data Structures) ที่เคยเป็นของจำเป็น ก็กำลังถูกท้าทาย เพราะทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องที่ไลบรารีสำเร็จรูปจัดการให้เบ็ดเสร็จ นักพัฒนาและบริษัทจำนวนมากทั้งในไทยและต่างประเทศเลือกใช้โค้ดมาตรฐานที่ผ่านการทดสอบมาอย่างดี แทนที่จะสร้างขึ้นใหม่ โดยให้เหตุผลว่าช่วยลดข้อผิดพลาดและปลอดภัยกว่า บทความของ CIO ให้เหตุผลว่า “เราควรเชื่อมั่นในไลบรารีมาตรฐาน เพราะการลงมือแก้ไขโครงสร้างข้อมูลด้วยตัวเองนั้นเสี่ยงต่อการทำผิดพลาดได้ง่ายมาก” แนวทางที่เน้นการปฏิบัติจริงนี้กำลังเป็นที่ยอมรับในหมู่นายจ้างชาวไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับทักษะที่พร้อมใช้และประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ มากกว่าความรู้เชิงทฤษฎี

ยิ่งไปกว่านั้น หลักสูตร CS จำนวนมากยังไม่ได้สอนทักษะที่เป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในตลาด เช่น เฟรมเวิร์กอย่าง Node.js, React, การประมวลผลบนคลาวด์ (Cloud Computing) และเครื่องมือ DevOps สมัยใหม่ แม้ความเข้าใจในหลักการพื้นฐานของคอมพิวเตอร์จะยังสำคัญ แต่ผู้จัดการฝ่ายบุคคลทั้งในวงการสตาร์ทอัปและบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความจำเป็นของการมีทักษะที่ทันสมัยและใช้งานได้จริง “พนักงานใหม่ที่เก่งที่สุดของเรามักจะมาจากบูตแคมป์หรือคนที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะพวกเขาเคยลงมือสร้างโปรเจกต์และนำไปใช้งานจริงโดยใช้เครื่องมือล่าสุด” ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายบุคคลของธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในไทยกล่าว

แม้จะเต็มไปด้วยเสียงวิจารณ์ บทความก็ยอมรับว่าในอดีต สาขา CS คือแหล่งกำเนิดแนวคิดที่พลิกโฉมโลก ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งเป็นรากฐานของซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ที่เราใช้กันทุกวันนี้ แต่ผู้วิจารณ์ก็แย้งว่า ในเมื่อหลักสูตรมหาวิทยาลัยตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การเรียนรู้ทักษะนอกระบบอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า บทความระบุว่า “ความรู้ที่ล้ำสมัยในแวดวงวิชาการมักจะเดินทางมาถึงช้าเสมอ” พร้อมเสริมว่าองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยอาจตามหลังเทรนด์ล่าสุดในอุตสาหกรรมถึง “สิบ ยี่สิบ หรืออาจจะสามสิบปี”

ในบริบทของสังคมไทย ยังมีปัจจัยด้านวัฒนธรรมและค่านิยมเข้ามาเกี่ยวข้อง ใบปริญญายังคงมีสถานะทางสังคมสูงและเป็นที่ยอมรับของครอบครัวและหน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดลต่างก็มีความภาคภูมิใจในหลักสูตร CS อันเข้มข้นของตน อย่างไรก็ตาม การเติบโตของโครงการพัฒนาบุคลากรดิจิทัลและการส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ รวมถึงแพลตฟอร์มของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ก็กำลังสร้างทางเลือกทางการศึกษาด้านเทคโนโลยีที่หลากหลายขึ้น

แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร? ทุกสัญญาณชี้ว่าความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรมจะยังคงเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยมี AI, ระบบอัตโนมัติ และแพลตฟอร์มคลาวด์เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ นักเรียนและคนหางานในไทยจึงควรพิจารณาเสริม (หรืออาจจะใช้แทน) ปริญญาแบบดั้งเดิมด้วยการเข้าบูตแคมป์เฉพาะทาง, การสอบใบประกาศนียบัตรวิชาชีพ, การฝึกงานเพื่อเก็บประสบการณ์ และการเรียนรู้ออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ ในฝั่งมหาวิทยาลัยเอง ก็เริ่มมีการปรับตัวโดยเพิ่มความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม, เน้นโครงงานจริง และปรับเนื้อหาให้ทันสมัย ขณะที่นายจ้างก็พร้อมจะมองข้ามใบปริญญาไปหาคนที่มีทักษะและแฟ้มผลงานที่จับต้องได้

สำหรับผู้ที่ใฝ่ฝันอยากทำงานสายซอฟต์แวร์หรือไอที บทสรุปจึงค่อนข้างชัดเจน: ปริญญา CS เป็นเพียงเส้นทางหนึ่ง แต่ไม่ใช่เส้นทางเดียว และอาจไม่ใช่เส้นทางที่คุ้มค่าที่สุดเสมอไป ในวงการเทคของไทยยุคนี้ ความใฝ่รู้, ทักษะที่ใช้งานได้จริง และความสามารถในการปรับตัว มีค่ามากกว่าความรู้เชิงทฤษฎี ในขณะที่ AI และเครื่องมือ No-code กำลังพลิกโฉมวงการ นักพัฒนาและบุคลากรดิจิทัลรุ่นใหม่ต้องพร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต, เกาะติดเทรนด์ และหาโอกาสลงมือทำจริง ผู้นำในวงการแนะนำว่า “จงสร้างแฟ้มผลงานของตัวเอง, เข้าร่วมโปรเจกต์โอเพนซอร์ส, ลงแข่งแฮกกาธอน และอย่าหยุดเรียนรู้” เพราะในเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตไม่หยุด ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ใบปริญญา แต่วัดกันที่ความสามารถในการแก้ปัญหาและสร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นได้จริง ในโลกที่เทคโนโลยีและทักษะที่จำเป็นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ที่มา: