3rd PMAC 2026 เรื่อง Navigating Global Demographic Transitions Through Innovative Policy : An Equity – Centered Approach Preparatory Meeting ที่ ๓ จัดที่ Movenpick Hotel, Lausanne, Switzerland ระหว่างวันที่ ๑๔ – ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๘
เช้าวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘ และบ่ายวันที่ ๑๕ มีการนำเสนอและหารือกันในหัวข้อ Future of Global Health Governance in a Fragmented World และในที่สุดตกลงกันว่า จะมีการประชุม วาระพิเศษ ๔ ชั่วโมง (๙.๐๐ - ๑๓.๐๐ น.) ในวันพุธที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๙ ในหัวข้อดังกล่าว โดยมี ๔ หัวข้อย่อยคือ
- Changes in Global Governance and Implications
- Reimagining New Models of Governance in Health
- Changes in ODA/DAH Landscape and Implications
- Reimagining Alternative and Sustainable Models of Global and Local Health Financing
เพื่อเรียนรู้ระบบธรรมาภิบาลโลก และระบบธรรมาภิบาลสุขภาพโลก ผมถาม ChatGPT ว่า “What is the present situation of Global Governance System? What changes are expected to occur in the next 10 years? What are impacts of those governance on Global Health Systems and situation?” และขอให้เขาตอบเป็นภาษาไทย คำตอบคือ
“สถานการณ์ปัจจุบันของระบบธรรมาภิบาลโลก (Global Governance System)
ระบบธรรมาภิบาลโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งและซับซ้อน โดยมีลักษณะเด่นดังนี้:
- การแข่งขันของขั้วอำนาจและการกระจายศูนย์กลาง
– โลกไม่อยู่ภายใต้การนำของประเทศมหาอำนาจหนึ่งเดียวอีกต่อไป แต่มีหลายขั้วอำนาจ (เช่น จีน อินเดีย สหภาพยุโรป อาเซียน) ทำให้การตกลงร่วมกันในระดับโลกยากขึ้น - การลดลงของพหุภาคีนิยม (Multilateralism)
– องค์กรระหว่างประเทศ เช่น WHO, WTO, UN ถูกท้าทายจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความไม่ไว้ใจ และการเมืองภายในของประเทศต่างๆ
– ความร่วมมือด้านสาธารณสุขในช่วงโควิด-19 แสดงให้เห็นข้อจำกัดของกลไกระดับโลก - การเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนและองค์กรนอกภาครัฐ
– มูลนิธิ (เช่น Gates Foundation) องค์กรพัฒนาเอกชน และบริษัทยาข้ามชาติ มีบทบาทในด้านทุน การวิจัย และการจัดบริการสาธารณสุข
– เกิดความกังวลเรื่องความรับผิดชอบและความโปร่งใส - ความไม่เท่าเทียมด้านอำนาจการตัดสินใจ
– ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะจากแอฟริกาและเอเชียมีบทบาทจำกัดในเวทีโลก
– ระบบการจัดสรรทรัพยากรยังมีลักษณะลำเอียงไปยังประเทศร่ำรวย
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอีก 10 ปีข้างหน้า
- อิทธิพลเพิ่มขึ้นของประเทศใน Global South
– ประเทศจากแอฟริกา เอเชีย ลาตินอเมริกา จะมีเสียงมากขึ้นในเวทีโลกจากการเติบโตของประชากร เศรษฐกิจ และการรวมกลุ่มทางภูมิภาค
– องค์กรอย่าง African Union, ASEAN, BRICS จะมีบทบาทเพิ่มขึ้น - การปฏิรูปสถาบันโลก
– WHO และ UN อาจต้องปรับโครงสร้างให้มีความยืดหยุ่น โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น
– จะมีการเรียกร้องให้ออกกฎระเบียบใหม่ เช่น ข้อตกลงว่าด้วยโรคระบาด (Pandemic Accord) - บทบาทของธรรมาภิบาลด้านดิจิทัลและสิ่งแวดล้อม
– ปัญหาใหม่เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงไซเบอร์ การกำกับข้อมูลสุขภาพ จะต้องมีกรอบธรรมาภิบาลใหม่
– ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะถูกบูรณาการเข้าสู่ระบบสุขภาพและนโยบายโลก - การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและท้องถิ่นมากขึ้น
– เครือข่ายภาคประชาชนและท้องถิ่นจะร่วมกำหนดทิศทางนโยบายผ่านกลไกใหม่ๆ
– การยอมรับในธรรมาภิบาลจะขึ้นกับความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม
ผลกระทบต่อระบบสุขภาพโลก
- ความเป็นธรรมด้านสุขภาพ (Health Equity)
– หากระบบธรรมาภิบาลยังไม่ปรับ จะยิ่งขยายช่องว่างระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน
– หากเน้นความเป็นธรรม ระบบจัดสรรทรัพยากรและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจะมีคุณภาพและยั่งยืนมากขึ้น - ความพร้อมรับมือโรคระบาด
– ระบบธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งจะทำให้เกิดความร่วมมือในระบบเตือนภัย การผลิตวัคซีน และการประสานงานระหว่างประเทศ
– หากไม่มีการปฏิรูป ความล่าช้าและขาดความร่วมมือจะยิ่งเกิดซ้ำ - การเงินสุขภาพโลก
– แนวโน้มเปลี่ยนจากการสนับสนุนแบบโครงการเดี่ยว ไปสู่การลงทุนในระบบสุขภาพโดยรวมและสุขภาพปฐมภูมิ
– แหล่งเงินใหม่จะเชื่อมโยงกับประเด็นสภาพภูมิอากาศ และภาษีสุขภาพ (health taxes) - ธรรมาภิบาลสุขภาพดิจิทัล
– การเข้าถึงบริการสุขภาพผ่านเทคโนโลยีจะขึ้นกับการมีกติกาสากลเรื่องความเป็นส่วนตัว มาตรฐาน และความปลอดภัย
– หากไม่มีการจัดการที่ดี ช่องว่างทางดิจิทัลจะนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำใหม่ - สุขภาพกับสิ่งแวดล้อม
– ระบบสุขภาพต้องเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การป้องกันผลกระทบจากมลพิษ น้ำท่วม ความร้อนสูง
– ธรรมาภิบาลที่ไม่เชื่อมโยงปัจจัยเหล่านี้จะไม่สามารถรับมือกับภัยคุกคามใหม่ได้
สรุป:
อนาคตของระบบสุขภาพโลกขึ้นอยู่กับการสร้างระบบธรรมาภิบาลที่เท่าเทียม โปร่งใส และมีการมีส่วนร่วมจากทุกระดับ หากยังคงรูปแบบเดิม ความเหลื่อมล้ำและความเปราะบางของระบบสุขภาพจะยิ่งทวีขึ้น แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ ระบบสุขภาพทั่วโลกสามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตซ้อนวิกฤต (polycrises) และยกระดับความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง
หากต้องการสไลด์สรุป หรืออินโฟกราฟิกประกอบประเด็นเหล่านี้ แจ้งได้นะครับ/ค่ะ”
ผมถามต่อ “เราจะจัดประชุมนี้โดยใช้เวลาเพียง ๔ ชั่วโมง มีคำแนะนำอย่างไรบ้างครับ เรากะว่าจะจับประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นเดียวในแต่ละหัวข้อ เสนอต่อที่ประชุม และให้ที่ประชุมอภิปรายเสนอทางออก แล้วจะนำไปตีพิมพ์เป็นเอกสารวิชาการ เพื่อนำสู่การทำงานขับเคลื่อนระยะยาวต่อไป” คำตอบคือ
“เยี่ยมมากครับ การจัดประชุมแบบเข้มข้นในเวลาเพียง 4 ชั่วโมงนั้นสามารถออกแบบให้มีพลังทางความคิดและนำไปสู่การขับเคลื่อนจริงได้ หากใช้การวางโครงสร้างที่ชัดเจนและมีวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำการออกแบบประชุมแบบ 4 ชั่วโมงเต็มประสิทธิภาพ:
แนวทางหลัก:
- เน้น “1 ประเด็นเร่งด่วนที่สุด” ต่อหัวข้อหลัก (total 4 ประเด็น)
- สร้างเวทีแลกเปลี่ยนที่กระชับแต่เปิดพื้นที่ให้เสนอทางออก
- ผลลัพธ์หลัก: เอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย/วิชาการสำหรับการขับเคลื่อนหลังประชุม
รูปแบบการประชุม (ระยะเวลา 4 ชั่วโมง)
⏱ เวลา: รวม 240 นาที (4 ชั่วโมง) แบ่งเป็น 4 ช่วงหลัก
- Opening & Framing (30 นาที)
- กล่าวเปิดโดยผู้จัดหรือผู้แทนระดับสูง
- Keynote framing: ภาพรวมของโลกที่เปลี่ยนแปลงและความจำเป็นต้อง reimagine global health governance (เช่น โดยนักคิดอาวุโส UN หรือนักวิชาการนานาชาติ)
- Four Thematic Snapshots (60 นาที)
- ใช้เวลา 15 นาทีต่อประเด็น (หัวข้อย่อย)
- ในแต่ละประเด็น: 1 ผู้สรุปเสนอ “Key Problem & Key Direction” (7 นาที) + 1 ผู้ให้มุมมองตอบกลับ (5 นาที) + 2-3 นาทีสรุป
ตัวอย่าง:
- Governance: “Global health governance without trust – What can work?”
- New models: “From WHO-centered to Networked Governance – What’s feasible?”
- ODA: “The death of aid? Planning for transition”
- Financing: “Domestic resource mobilization – Tax, tech, or trust?”
- Synthesis Dialogue & Roundtable (90 นาที)
- เปิด discussion เป็นเวทีใหญ่ (moderated roundtable หรือ world café ขนาดเล็กก็ได้)
- ผู้ดำเนินรายการ (moderator) ตั้งคำถามชี้นำ 3–4 ข้อสำคัญ เช่น:
- เชิญผู้แทนที่หลากหลาย: ผู้บริหารนโยบาย, ภาคประชาชน, วิชาการ, เยาวชน
- เปิดให้ผู้ร่วมประชุมมีส่วนร่วมเสนอด้วย post-it, QR หรือ short pitch
• ถ้าให้เลือก “1 สิ่งเร่งด่วน” ที่ต้องทำภายใน 1 ปี – คืออะไร?
• สิ่งใดที่โลกควรทำร่วมกัน – กับสิ่งที่แต่ละประเทศต้องทำเอง?
• จะทำให้ equity เป็นจริงในระบบธรรมาภิบาลใหม่ได้อย่างไร?
- Conclusion & Next Steps (20 นาที)
- ทีมผู้จัดสรุปภาพรวมข้อเสนอที่ปรากฏ
- เปิดตัวแผนการเขียน “เอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย” (Policy Brief หรือ Reflection Paper)
- เชิญชวนผู้ร่วมเสนอความเห็นต่อเนื่องหลังประชุม และร่วมในกระบวนการขับเคลื่อน
เสริม: การเตรียมการก่อน–หลังการประชุม
ก่อนการประชุม
- จัดทำ background paper หรือ “starter idea pack” สำหรับผู้ร่วมประชุม (2–3 หน้า/หัวข้อ)
- คัดเลือกผู้พูดให้นำเสนอเฉพาะ “ประเด็นท้าทาย + แนวทางใหม่” หลีกเลี่ยงบทเรียนซ้ำเดิม
หลังการประชุม
- รวบรวมความเห็นทั้งหมดเพื่อนำมาจัดทำเอกสารข้อเสนอ
- พิจารณาเชิญกลุ่มหลักมาร่วมร่าง “แผนขับเคลื่อน” หรือ “coalition for reimagining governance”
- จัดทำ short visual summary และสื่อสารต่อในวงกว้าง (infographic หรือ clip)
หากต้องการ ผมสามารถช่วยร่างกำหนดการประชุม (Agenda), ชุดคำถามชี้นำการพูดคุย หรือ initial outline ของเอกสารผลลัพธ์ให้ได้ครับ. ยินดีช่วยสนับสนุนให้เวทีนี้ทรงพลังและต่อเนื่อง.”
ผมมีความเห็นว่า งานนี้ต้องวางแผนดำเนินการต่อเนื่อง ๑๐ ปี ออกแบบให้มีวงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning cycle) ที่นำสู่การพัฒนาหรือปรับตัวอย่างต่อเนื่อง จึงจะเห็นผล
วิจารณ์ พานิช
๑๕ พ.ค. ๖๘
ห้อง ๒๖๔ โรงแรม โมเว็นพิก โลซานน์