ในการประชุมคณะทำงาน โครงการ Thai PILA  วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘   มีการอภิปรายว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อพัฒนาเครื่องมือประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้แบบที่เรียกว่า formative assessment เท่านั้น    แต่เป็นโครงการหนุนการพัฒนาคุณภาพของการศึกษาไทย   โดยชักจูงให้โรงเรียนและครูเปลี่ยนจากสอนจำ มาเป็นสอนคิด   รวมทั้งเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งหมด

ผมจึงถาม ChatGPT และ DeepSeek R1 ว่า “การศึกษาไทยในปัจจุบันสอนคิดหรือสอนจำมากกว่ากัน    มีข้อมูลหลักฐานอย่างไร  สัดส่วนระหว่างการสอนสองแบบนี้เป็นอย่างไร    มีวิธีหนุนให้เปลี่ยนเป็นสอนคิดทั้งหมดได้อย่างไร”   พบว่าคำตอบของ DeepSeek ดีกว่ามาก จึงนำมาลงไว้ ดังนี้ 

การศึกษาของไทยในปัจจุบันยังคงเน้นการสอนแบบ ‘ท่องจำ’ มากกว่า ‘การสอนคิด’ โดยมีหลักฐานและข้อมูลสนับสนุน ดังนี้

หลักฐานเชิงประจักษ์

1. ผลการประเมิน PISA: 

   - ในปี 2018 นักเรียนไทยได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย OECD ในด้านการอ่าน (393 คะแนน), คณิตศาสตร์ (419), และวิทยาศาสตร์ (426) โดยเฉพาะทักษะการวิเคราะห์และแก้ปัญหาเชิงซ้อน ซึ่งสะท้อนว่าการศึกษายังไม่ส่งเสริมการคิดอย่างมีประสิทธิภาพ

   - รายงาน OECD ชี้ว่า การสอนแบบท่องจำและระบบทดสอบที่เน้นความจำเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผลงานต่ำ

2. โครงสร้างข้อสอบและหลักสูตร:

   - ข้อสอบเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นแบบเลือกตอบ (O-NET, GAT/PAT) ที่ทดสอบความจำมากกว่าการประยุกต์ใช้ความรู้

   - หลักสูตรแกนกลางฯ 2551 แม้ประกาศเป้าหมายพัฒนาทักษะคิด แต่การปฏิบัติจริงยังติดขัดจากการวัดผลที่เน้นเนื้อหาสาระ

3. งานวิจัยเชิงวิชาการ:

   - การศึกษาของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) (2020) พบว่า 70-80% ของกิจกรรมในชั้นเรียนเป็น ‘การบรรยายและท่องจำ’ ส่วนกิจกรรมฝึกคิดวิเคราะห์มีเพียง 20-30%

   - สำรวจครูโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (2562) ระบุว่า ครู 65% รู้สึกว่าต้องเร่งสอนเนื้อหาเพื่อเตรียมสอบ ทำให้ไม่มีเวลาออกแบบกิจกรรมกระตุ้นการคิด

สัดส่วนการสอนคิด vs. ท่องจำ

จากข้อมูลข้างต้น สัดส่วนการสอนแบบท่องจำต่อการสอนคิดอยู่ที่ประมาณ 70:30 ในระดับห้องเรียนทั่วไป โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดใหญ่และพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนทรัพยากร

วิธีผลักดันให้เปลี่ยนสู่การสอนคิด

1. ปฏิรูปการประเมินผล:

   - ลดน้ำหนักข้อสอบมาตรฐานแบบเลือกตอบ เพิ่มข้อสอบเปิดที่วัดการวิเคราะห์ (เช่น ข้อสอบเขียนเรียงความ โครงงาน)

   - ตัวอย่าง: ประเทศฟินแลนด์ยกเลิกข้อสอบมาตรฐานช่วงประถม ส่งเสริมการประเมินตามสภาพจริง

2. พัฒนาครูอย่างเป็นระบบ:

   - ฝึกทักษะการออกแบบกิจกรรม Active Learning ผ่านระบบ Coaching ในโรงเรียน

   - ปรับเกณฑ์ประเมินครูให้รวมการสังเกตการสอนแทนการเน้นผลสอบนักเรียน

3. ปรับโครงสร้างหลักสูตร:

   - ลดเนื้อหาสาระ เพิ่มชั่วโมงกิจกรรมสหวิชา (Project-Based Learning) เช่น โครงการแก้ปัญหาชุมชน

   - ตัวอย่าง: โรงเรียนบางแห่งในกรุงเทพฯ ใช้หลักสูตร STEM ที่เน้นการทดลอง

4. สร้างสภาพแวดล้อมสนับสนุน:

   - จัดสรรงบประมาณเพื่อลดขนาดห้องเรียน (ไม่เกิน 25 คนต่อห้อง)

   - สนับสนุน EdTech เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับฝึกทักษะคิดวิเคราะห์

5. ขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ:

   - ตั้งคณะทำงานปฏิรูปการศึกษาร่วมมือกับภาคเอกชนและประชาสังคม

   - ใช้โมเดลแนว Singapore’s "Thinking Schools, Learning Nation" ที่ปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1990

ความท้าทาย

- วัฒนธรรมการศึกษาแบบเดิม: ความเชื่อว่า ‘ครูเป็นผู้รู้สูงสุด’ ทำให้การเปลี่ยนสู่การสอนแบบถามตอบเป็นไปได้ยาก

- ความเหลื่อมล้ำ: โรงเรียนในเมืองมีแนวโน้มปรับตัวเร็วกว่าโรงเรียนชนบท

สรุป

การเปลี่ยนผ่านต้องการเวลาและความร่วมมือทุกระดับ โดยต้องเริ่มจากเปลี่ยนวิธีวัดผล พัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง และลดช่องว่างทางการทรัพยากร เพื่อให้การศึกษาสร้าง "นักคิด" ไม่ใช่เพียง "นักจำ"”

ตรงกับความเชื่อของผม ว่าเวลานี้โรงเรียนไทยสอนจำเป็นหลัก   ข้ออ้างอย่างหนึ่งคือข้อสอบเรียนต่อสอบความจำ    หาก Thai PILA platform ช่วยเป็นพลังแก้ปัญหานี้ได้ส่วนหนึ่ง    เราก็พอจะมีความหวัง   

วิจารณ์ พานิช 

๒๑ พ. ค. ๖๘