เคยไหมที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสุนัขคู่ใจ หรือพิศวงกับแววตาอันลึกลับของเจ้าเหมียว แล้วอดสงสัยไม่ได้ว่าพวกเขาเข้าใจเราจริง ๆ หรือเปล่า บทความพิเศษจาก The Guardian ได้พาเราดำดิ่งสู่โลกภายในของสุนัขและแมวผ่านงานวิจัยล่าสุด จุดประกายคำถามใหม่ ๆ พร้อมท้าทายความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับจิตใจของเพื่อนร่วมบ้านสี่ขา ซึ่งเป็นประเด็นที่ใกล้ตัวคนไทยอย่างยิ่งในยุคที่หลายล้านครัวเรือนมีสัตว์เลี้ยงเป็นดั่งสมาชิกในครอบครัว
ในสังคมโลกและโดยเฉพาะสังคมเมืองของไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การเลี้ยงสัตว์ได้กลายเป็นสิ่งปลอบประโลมและเป็นที่พึ่งทางใจที่สำคัญในช่วงเวลาแห่งความท้าทาย รายงานชิ้นนี้ได้หยิบยกเรื่องราวที่สะท้อนประสบการณ์ของหลายครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นสุนัขเทอร์เรียที่คอยเลียปลอบใจเจ้าของ ลาบราดอร์ที่เฝ้าดูแลเจ้านายผู้โศกเศร้า หรือคาวาชอนที่ช่วยเยียวยาเด็กออทิสติก แต่คำถามคือ สัตว์เหล่านี้แสดงออกด้วยความเข้าอกเข้าใจอย่างแท้จริง หรือเป็นความรู้สึกในแบบเดียวกับที่มนุษย์นิยาม
ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านพฤติกรรมสัตว์จากโรงพยาบาลสัตว์ควีนมาเธอร์ในเฮิร์ตฟอร์ดเชียร์ ที่บทความได้อ้างถึง ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ผมเชื่อมั่นว่าสุนัขของคุณกำลังแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจคุณอยู่จริง ๆ” ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่าการสบตาระหว่างคนกับสุนัข สามารถกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวเดียวกับที่สร้างสายใยผูกพันในมนุษย์ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับงานวิจัยปี 2021 ที่ระบุว่า 80% ของเจ้าของสุนัขรู้สึกว่าสัตว์เลี้ยงเป็นกำลังใจสำคัญในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เจ้าของสุนัขชาวไทยคุ้นเคยดี เพราะมักมองว่าสัตว์เลี้ยงเปรียบเสมือนคนในครอบครัว (PubMed - Social Support from Pets)
อย่างไรก็ตาม ในแวดวงวิทยาศาสตร์ยังคงมีข้อถกเถียงในประเด็นนี้อยู่ อาจารย์สัตวแพทย์ชาวอังกฤษผู้เชี่ยวชาญด้านจรรยาบรรณสัตว์ได้ออกมาเตือนให้ระวัง “การมองว่าสัตว์มีความคิดหรือความรู้สึกซับซ้อนแบบมนุษย์” (anthropomorphism) นักวิชาการบางกลุ่มแย้งว่า สิ่งที่มนุษย์ตีความว่าเป็นการแสดงความเห็นใจของสัตว์เลี้ยงนั้น อาจเป็นเพียง “การส่งผ่านทางอารมณ์” (emotional contagion) หรือความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น ความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการส่งผ่านทางอารมณ์เป็นแค่การสะท้อนและรับรู้อารมณ์ร่วมกันโดยขาดความเข้าใจ ในขณะที่ความเข้าอกเข้าใจที่แท้จริงนั้น ต้องอาศัยการรับรู้สถานการณ์ของอีกฝ่ายและพยายามเข้าไปปลอบโยนอย่างตั้งใจ
การศึกษาพฤติกรรมล่าสุดพยายามไขความกระจ่างในเรื่องนี้ โดยนำการทดลองที่เคยออกแบบมาเพื่อศึกษาในเด็กเล็กมาปรับใช้ ในการทดลองหนึ่ง สุนัขจะได้พบกับเจ้าของและคนแปลกหน้าที่แกล้งทำเป็นทุกข์ใจ ผลปรากฏว่าสุนัขส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินเข้าไปหาและพยายามปลอบโยนทั้งเจ้าของ และที่น่าทึ่งคือคนแปลกหน้าที่กำลังเศร้าด้วย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการเข้าอกเข้าใจที่อาจลึกซึ้งกว่าแค่การสะท้อนอารมณ์
แล้วแมวล่ะเป็นอย่างไร? สัตว์เลี้ยงผู้ลึกลับตลอดกาล อาจารย์สัตวแพทย์คนเดิมได้ทำการทดลองคล้ายกัน และพบว่าแม้แมวจะไม่ได้รีบวิ่งเข้าไป “ช่วยเหลือ” เจ้าของที่กำลังทุกข์ใจ แต่พฤติกรรมของพวกมันก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด พวกมันจะหยุดนิ่ง สังเกตการณ์อย่างใส่ใจมากขึ้น และแสดงพฤติกรรมลดความเครียดของตัวเอง เช่น การเลียขน แม้จะยังเป็นที่ถกเถียงว่านี่คือความเห็นใจที่แท้จริงหรือไม่ แต่อาจารย์ท่านนั้นชี้ว่า “พฤติกรรมนี้ก็ยังถือว่ามีความหมายที่สำคัญ”
นักศึกษาปริญญาเอกคนหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์ในบทความเล่าประสบการณ์ว่า แมวของเธอจะเข้ามาคลอเคลียและส่งเสียงครางในลำคอทุกครั้งที่เธอรู้สึกไม่สบายใจ และมักจะมานั่งสมาธิเป็นเพื่อนเสมอ แม้จะมีความแตกต่างทางสังคม โดยสุนัขมีวิวัฒนาการใกล้ชิดกับมนุษย์และมีสัญชาตญาณการอยู่เป็นฝูง ในขณะที่แมวสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่รักสันโดษ แต่สัตว์ทั้งสองชนิดก็ได้เรียนรู้ที่จะปรับพฤติกรรมให้เข้ากับอารมณ์ของมนุษย์ในแบบของตัวเอง
รายงานเชิงลึกชิ้นนี้ชี้ให้เห็นข้อมูลสำคัญว่า ไม่ว่าพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงจะมีที่มาจากความต้องการส่วนตัว การส่งผ่านทางอารมณ์ หรือความเห็นใจอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเจ้าของนั้นยิ่งใหญ่เสมอ ในการศึกษาของอาจารย์สัตวแพทย์พบว่า เจ้าของที่เชื่อว่าสัตว์เลี้ยงของตนมีความเข้าอกเข้าใจ จะรู้สึกว่าตนเองมีสายใยที่แน่นแฟ้นและได้รับการสนับสนุนทางอารมณ์มากกว่า
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์พฤติกรรมให้ข้อมูลแก่เราได้มากกว่าแค่เรื่องเล่า การทดลองโดยใช้เทคโนโลยีติดตามการมองและวิเคราะห์วิดีโอเผยให้เห็นว่า สุนัขจะจดจ่อกับส่วนต่าง ๆ ของใบหน้ามนุษย์แตกต่างจากเวลาที่มองหน้าสุนัขด้วยกัน พวกมันจะมองที่กล้ามเนื้อใบหน้าและดวงตาเพื่ออ่านอารมณ์ของเรา ส่วนแมวก็สามารถรับรู้สัญญาณเล็ก ๆ น้อย ๆ จากน้ำเสียงและสีหน้าได้เช่นกัน หรือกระทั่งพัฒนา “คลังคำศัพท์” ของเสียงร้องเหมียวที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อสื่อสารกับมนุษย์โดยเฉพาะ แต่ทว่างานวิจัยจาก Canine Science Collaboratory แห่งมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา กลับเผยความจริงที่น่าประหลาดใจว่า คนส่วนใหญ่มักอ่านสภาวะอารมณ์ของสัตว์เลี้ยงตัวเองผิดพลาดอย่างน่าทึ่ง โดยมักตีความจากสถานการณ์แวดล้อมมากกว่าการแสดงออกที่แท้จริงของสัตว์ (Arizona State University - Canine Science Collaboratory)
ปรากฏการณ์นี้พบได้ในประเทศไทยเช่นกัน ที่ซึ่ง “สัตว์เลี้ยงบำบัด” กำลังเป็นที่สนใจในการนำมาใช้กับเด็กในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัมและใช้เป็นเพื่อนคู่คิดของผู้สูงอายุ (Bangkok Post - Pet Therapy in Thailand) อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่หยั่งรากลึก เช่น การตีความ “สีหน้าสำนึกผิด” ของสุนัขหลังจากทำความเสียหาย มักเกิดจากการที่มนุษย์ทึกทักเอาเองมากกว่าการสังเกตที่เป็นกลาง ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์เตือนว่า ปฏิกิริยาที่ถูกมองว่าเป็น “ความรู้สึกผิด” นั้น แท้จริงแล้วคือ “ความกลัว” ที่เกิดจากท่าทีไม่พอใจของเราต่อการกระทำของมันต่างหาก
การตีความที่คลาดเคลื่อนอาจนำไปสู่ผลเสีย ตั้งแต่การที่สัตว์เลี้ยงต้องทนต่อการแสดงความรักทางกายภาพที่พวกมันไม่ต้องการ (เช่น การกอด ซึ่งสุนัขส่วนใหญ่แค่ทนรับ ไม่ได้มีความสุข) ไปจนถึงสถานการณ์ที่ร้ายแรงกว่านั้น ข้อมูลชี้ว่าอุบัติการณ์สุนัขกัดทั้งในไทยและทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการสื่อสารที่ล้มเหลวและความต้องการของสัตว์ที่ไม่ได้รับการตอบสนอง (WHO - Dog Bite Prevention)
บทความนี้ได้เน้นย้ำข้อเรียกร้องที่นำไปปฏิบัติได้จริง นั่นคือ ความรักที่เรามีต่อสัตว์เลี้ยงต้องมาพร้อมกับความตั้งใจที่จะทำความเข้าใจพวกมันในฐานะ “ปัจเจก” ไม่ใช่แค่ในฐานะ “แมว” หรือ “สุนัข” ทั่วไป ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านพฤติกรรมสัตว์สนับสนุนให้เจ้าของหมั่นสังเกตอย่างใส่ใจ เพื่อทำความเข้าใจว่าสัตว์แต่ละตัวชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และรู้สึกสบายใจที่ระดับไหน อันจะเป็นการส่งเสริมความสุขของทั้งตัวสัตว์เลี้ยงเองและตัวเรา
แนวทางนี้สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง ที่การเลี้ยงสัตว์มักเชื่อมโยงกับค่านิยมทางพุทธศาสนาเรื่องความเมตตากรุณาต่อทุกชีวิต ความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับสติปัญญาและอารมณ์ความรู้สึกของสัตว์ ที่ปรากฏในตำนานพื้นบ้านเกี่ยวกับสุนัขผู้ซื่อสัตย์หรือแมวผู้พิทักษ์ ได้รับการยืนยันอีกครั้งจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันก็ท้าทายให้เจ้าของมองข้ามเรื่องเล่าปรัมปราไปสู่ความต้องการที่แท้จริงและสังเกตได้ของสัตว์เลี้ยง
สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวไทย ข้อคิดสำคัญจากงานวิจัยเหล่านี้คือ จงทะนุถนอมกำลังใจที่สัตว์เลี้ยงมอบให้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเคารพรูปแบบการสื่อสารที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาด้วย หลีกเลี่ยงการทึกทักว่าสัตว์คิดเหมือนคน และหันมาศึกษาพฤติกรรมและความชอบของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวอย่างจริงจัง การให้รางวัลเมื่อแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ การเคารพพื้นที่ส่วนตัว และการลงทุนเวลาเพื่อเรียนรู้ภาษากายของสัตว์ คือหัวใจสำคัญ
สายใยระหว่างคนกับสัตว์นั้นทรงพลัง แต่จะงอกงามได้ดีที่สุดเมื่อหล่อเลี้ยงด้วยทั้งความรักและข้อมูลเชิงลึกทางวิทยาศาสตร์ ในขณะที่อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของไทยเติบโตขึ้นและมีพื้นที่ที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการที่เจ้าของ ผู้ฝึกสอน และสัตวแพทย์ ต้องร่วมกันส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาของสัตว์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าทั้งคนและเพื่อนสี่ขาของพวกเขาจะมีชีวิตที่เปี่ยมสุขและสุขภาพดีขึ้น
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลอย่างแนวทางการปฏิสัมพันธ์กับสัตว์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) งานวิจัยจากวิทยาลัยสัตวแพทย์ชั้นนำ (Royal Veterinary College) และคำแนะนำจากสื่อที่น่าเชื่อถือ (Bangkok Post) ด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทุกบ้านในประเทศไทยจะสามารถกลายเป็นพื้นที่ที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและเอาใจใส่สำหรับทั้งมนุษย์และเพื่อนร่วมโลกสี่ขาได้อย่างแท้จริง