ผลการจัดอันดับประเทศที่มีการศึกษาสูงสุดในโลกครั้งล่าสุดจาก CBRE Research เผยข้อมูลที่น่าประหลาดใจไม่น้อย เมื่อสหรัฐอเมริกาซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นผู้นำด้านการศึกษามาตลอดกลับถูกหลายประเทศแซงหน้า โดยไอร์แลนด์ผงาดขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของโลกในฐานะประเทศที่มีประชากรสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาสูงที่สุด ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีความก้าวหน้า แต่ยังคงอยู่นอกกลุ่มประเทศชั้นนำ จุดประกายคำถามถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต ท่ามกลางโลกที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้มากขึ้น [thinkstewartville.com][Visual Capitalist]

ข้อมูลล่าสุดเผยว่าไอร์แลนด์ครองแชมป์อันดับหนึ่ง โดยประชากรวัยผู้ใหญ่ (อายุ ๒๕-๖๔ ปี) กว่า ๕๒% จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย ซึ่งเป็นผลพวงจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องในระบบอุดมศึกษาที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนมาตั้งแต่ทศวรรษ ๑๙๙๐ อันเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาเศรษฐกิจ ตามมาด้วยสวิตเซอร์แลนด์ (๔๖%) และสิงคโปร์ (๔๕%) ซึ่งสะท้อนนโยบายอันแข็งแกร่งที่เชื่อมโยงการศึกษากับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างสหราชอาณาจักร เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ก็มีประชากรวัยทำงานที่เรียนจบระดับอุดมศึกษาเกิน ๔๐% เช่นกัน ส่วนสหรัฐอเมริกา แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องระบบการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมและค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็ยังคงรักษาสัดส่วนผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาไว้ได้มากกว่า ๔๐% ซึ่งสะท้อนถึงจำนวนบัณฑิตมหาวิทยาลัยที่มีอยู่มหาศาล (กว่า ๗๘ ล้านคน) [Visual Capitalist]

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย การจัดอันดับนี้สะท้อนภาพและโจทย์เชิงนโยบายที่น่าขบคิด จากข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) พบว่ามีประชากรไทยวัยผู้ใหญ่ (อายุ ๒๕ ปีขึ้นไป) เพียง ๑๗% เท่านั้นที่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาหลักสูตรระยะสั้นเป็นอย่างน้อย ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทิ้งห่างจากกลุ่มประเทศผู้นำอย่างมาก และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกหลายแห่ง [Trading Economics] และเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ ซึ่งไทยมักใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบทั้งด้านเศรษฐกิจและการศึกษา ก็จะพบว่าเกาหลีใต้มีสัดส่วนผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาสูงถึง ๓๙.๔% หรือมากกว่าไทยถึงสองเท่าตัว [Visual Capitalist]

การศึกษาซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรือง ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และความเท่าเทียมทางสังคมนั้น มีความเชื่อมโยงกับอนาคตของประเทศไทยอย่างแยกไม่ออก รายงานล่าสุดของธนาคารโลกในหัวข้อ “Bridging the Gap: Inequality and Jobs in Thailand” (ردمช่องว่าง: ความเหลื่อมล้ำและตำแหน่งงานในประเทศไทย) ชี้ว่าช่องว่างทางการศึกษาเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในประเทศ แม้ว่าอัตราการเข้าเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจะเกือบถ้วนหน้า แต่อัตราการเรียนต่อกลับลดลงฮวบฮาบหลังจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้ชาย โดยในปี ๒๐๒๐ เด็กผู้ชายวัย ๑๕-๑๗ ปี ราว ๑๗% ออกจากระบบการศึกษาก่อนวัยอันควร [World Bank]

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งซ้ำเติมให้ช่องว่างนี้กว้างขึ้นไปอีก การเรียนทางไกลส่งผลกระทบต่อครัวเรือนรายได้น้อยอย่างหนัก ทำให้ช่องว่างทางการเรียนรู้ (Learning Gap) ขยายจาก ๓.๗ ปี เป็น ๔ ปี ซึ่งหมายถึงความแตกต่างระหว่างจำนวนปีที่คาดหวังว่าจะได้เรียนรู้กับจำนวนปีที่เรียนรู้ได้จริงเมื่อปรับคุณภาพการศึกษาแล้ว ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้นี้สะท้อนให้เห็นในดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index) ของไทย ซึ่งลดลงจาก ๐.๖๑ ในปี ๒๐๒๐ มาอยู่ที่ ๐.๕๕ ในปี ๒๐๒๒ [World Bank]

ในภาพใหญ่ระดับโลก การมีประชากรที่จบการศึกษาสูงมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับนวัตกรรม การเคลื่อนย้ายของแรงงาน และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ผลการศึกษาของ CBRE ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างระดับการศึกษาของประเทศกับโมเดลทางเศรษฐกิจ โดยประเทศในอันดับต้นๆ มักมีนโยบายที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างเท่าเทียม ใช้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยเป็นหัวหอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานความรู้ และให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสร้างความมั่นใจว่าแรงงานจะปรับตัวได้ทันโลกอยู่เสมอ [thinkstewartville.com][Visual Capitalist]

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายเชิงนโยบายมีสองด้านหลัก คือ การเพิ่มสัดส่วนประชากรที่เข้าเรียนและสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา และการทำให้แน่ใจว่าการศึกษานั้นสามารถแปรเปลี่ยนเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับเศรษฐกิจยุคดิจิทัลและนวัตกรรมได้จริง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดให้ความรอบรู้ด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และทักษะภาษาอังกฤษเป็นวาระเร่งด่วนของชาติ แต่การนำไปปฏิบัติยังคงเผชิญอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและชุมชนรายได้น้อย ซึ่งทรัพยากรของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยยังคงตามหลังพื้นที่เมืองอย่างกรุงเทพมหานครอยู่มาก

ในเชิงวัฒนธรรม สังคมไทยให้ความสำคัญกับการศึกษามาอย่างยาวนาน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางทั้งด้านจิตวิญญาณและการศึกษามาตั้งแต่อดีต นโยบายภาครัฐและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดช่วงศตวรรษที่ ๒๐ ได้ขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กว้างขวางขึ้น ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการต่างๆ เช่น นโยบาย “เรียนฟรี 15 ปี” เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้ ทว่าข้อมูลล่าสุดชี้ว่า อุปสรรคในการไต่ระดับสู่การศึกษาขั้นอุดมศึกษายังคงมีอยู่มาก ทั้งการแข่งขันสอบเข้า ค่าใช้จ่าย และความไม่แน่นอนของผลตอบแทนทางอาชีพในบางสาขา

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ประเทศที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการศึกษาของโลกล้วนให้ความสำคัญกับสาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เทคโนโลยี และการส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ไอร์แลนด์ผลักดันตัวเองสู่จุดสูงสุดด้วยการลงทุนอย่างตรงเป้าในสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ สร้างความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งระหว่างมหาวิทยาลัยกับบริษัทข้ามชาติ และให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างจริงจัง ส่วนความสำเร็จของสิงคโปร์ผูกติดอยู่กับการเน้นย้ำด้านสะเต็มศึกษา (STEM: วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) และการสร้างโอกาสในการเพิ่มทักษะใหม่ (Reskilling) ให้กับวัยทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวทางที่นโยบายพัฒนาแรงงานของไทยสามารถนำมาเป็นแรงบันดาลใจได้ [Visual Capitalist]

จากมุมมองทางประวัติศาสตร์ ช่องว่างด้านการศึกษาระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศผู้นำจึงนับเป็นความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในอดีต การศึกษาเคยจำกัดอยู่เฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงและพระสงฆ์ การขยายโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้ครอบคลุมคนส่วนใหญ่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างจริงจังในช่วงปลายศตวรรษที่ ๒๐ และแม้ว่าปัจจุบันไทยจะมีมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและดึงดูดนักศึกษาต่างชาติได้ แต่ขนาดและความครอบคลุมของการศึกษาระดับอุดมศึกษายังคงตามหลังคู่แข่งในภูมิภาคและในระดับโลกอยู่

เมื่อมองไปข้างหน้า แนวโน้มยังคงน่ากังวล ธนาคารโลกตั้งข้อสังเกตว่า หากปราศจาก “การลงทุนและการปฏิรูปครั้งใหญ่และเป็นระบบ” ประเทศไทยก็เสี่ยงที่จะล้าหลังมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังพลิกโฉมความต้องการของตลาดแรงงาน และคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนามและมาเลเซียก็กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง การปฏิรูปการศึกษาเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะระหว่างกรุงเทพฯ และจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและตำแหน่งงานที่ทัดเทียมสำหรับคนไทยทุกคน

สำหรับครอบครัวและเยาวชนไทยที่กำลังตัดสินใจเลือกเส้นทางอนาคต การจัดอันดับโลกครั้งนี้เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจให้หันมาพิจารณาสาขาสะเต็มศึกษา ทักษะทางภาษา (โดยเฉพาะอังกฤษและจีน) และการพัฒนาทักษะใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ขณะที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย และนายจ้างก็ควรขยายการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัล ส่งเสริมความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และให้คำแนะนำด้านอาชีพที่เข้มข้นขึ้น ส่วนผู้กำหนดนโยบาย การเร่งลงทุนในการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและผู้ด้อยโอกาส ถือเป็นภารกิจสำคัญอย่างยิ่งยวดเพื่อลดช่องว่างกับกลุ่มประเทศผู้นำของโลก

โดยสรุป ภาพรวมชี้ให้เห็นว่า แม้ระบบการศึกษาไทยจะขยายตัวได้น่าพอใจในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและมัธยมศึกษา แต่อัตราการสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษายังคงต่ำกว่ามาตรฐานโลกอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการแข่งขัน ประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนอย่างจริงจังในระบบอุดมศึกษาที่เข้าถึงได้ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และพร้อมสำหรับอนาคต ประสบการณ์ของประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และสิงคโปร์ ได้มอบบทเรียนที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และภูมิภาคของตนเอง เพื่อให้แน่ใจว่าการจัดอันดับในทศวรรษหน้าจะสะท้อนภาพราชอาณาจักรไทยที่กำลังก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ถอยหลังลงคลอง