งานวิจัยหลายชิ้นกำลังท้าทายสัญชาตญาณของเราที่มักจะหลีกหนีความเบื่อหน่าย โดยชี้ว่าการพยายามหนีจากความรู้สึกนี้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการพึ่งพาสมาร์ทโฟน อาจกำลังบ่อนทำลายสุขภาพจิตและปิดกั้นโอกาสในการค้นพบตัวเองอย่างลึกซึ้ง ข้อมูลล่าสุดจากบทความใน The Guardian ได้เปิดเผยมิติอันซับซ้อนของความเบื่อในยุคดิจิทัล และจุดประกายให้สังคมไทยได้หันมาทบทวนวิธีรับมือกับอารมณ์ที่หลายคนมองข้าม
คนไทยก็ไม่ต่างจากผู้คนทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับสิ่งเร้าทางดิจิทัลตลอดเวลา ไม่ว่าจะตอนต่อคิวรอซื้อกาแฟ รอรถไฟฟ้า หรือระหว่างนั่งฟังเรื่องน่าเบื่อ ปฏิกิริยาแรกของหลายคนคือการคว้าสมาร์ทโฟนขึ้นมาไถ แต่ผลกระทบจากพฤติกรรมนี้ลึกซึ้งกว่าแค่การฆ่าเวลา เพราะเหล่านักจิตวิทยาเริ่มมองเห็นตรงกันว่า ความเบื่อ แม้จะทำให้เราอึดอัด แต่ก็มีหน้าที่สำคัญไม่ต่างจากความหิวหรือความเหงา นั่นคือเป็นสัญญาณเตือนให้เราลุกขึ้นไปค้นหากิจกรรมที่น่าสนใจหรือมีความหมายกับชีวิตมากขึ้น
จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้มาจากงานวิจัยสุดคลาสสิกเมื่อปี 2014 ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ที่ให้อาสาสมัครนั่งนิ่งๆ อยู่กับความคิดตัวเองเป็นเวลา 15 นาที โดยมีทางเลือกเดียวคือการกดปุ่มเพื่อช็อตไฟฟ้าตัวเองเบาๆ ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งคือ ผู้เข้าร่วมเกือบครึ่งหนึ่งยอมถูกไฟฟ้าช็อต ดีกว่าต้องทนอยู่นิ่งๆ ผู้เขียนงานวิจัยจึงสรุปว่า “คนเราชอบ ‘ลงมือทำ’ มากกว่า ‘แค่คิด’” (ที่มา) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่รู้สึกอึดอัดแค่ไหนเมื่อต้องอยู่กับความคิดของตัวเอง และความรู้สึกนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในยุคที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นสิ่งของที่เข้าถึงง่ายและมีสิ่งบันเทิงไม่รู้จบ
สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นเสมือน “ปุ่มช็อตไฟฟ้าทางใจ” ที่ช่วยให้เราหนีจากความเบื่อได้ในทันที ความคิดฟุ้งซ่านที่เคยผุดขึ้นมาในยามว่างกลับถูกกลบด้วยคลิปสั้นใน TikTok ข้อความใน LINE หรือการไถหน้าจอ Instagram อย่างไม่รู้จบ แม้สิ่งนี้จะช่วยบรรเทาความอึดอัดได้ชั่วคราว แต่มันก็อาจกำลังตัดตอนกระบวนการสำคัญที่ทำให้เราได้ทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฟลอริดาอธิบายว่า “ความเบื่อคือสัญญาณเตือนว่าเรากำลังต้องการอะไรบางอย่าง” คุณภาพของกิจกรรมที่เราเลือกทำ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่ดึงดูดใจหรือมีความหมาย จะเป็นตัวตัดสินว่าเรามองมันว่าน่าสนใจ ไร้สาระ หรือน่าเบื่อ ซึ่งในวัฒนธรรมไทยก็มีมุมมองที่น่าสนใจ เช่น พระสงฆ์ในพุทธศาสนาคือผู้เชี่ยวชาญในการอยู่กับความคิด ฝึกเจริญสติ และยอมรับความว่างเปล่าเพื่อเป็นหนทางสู่ปัญญา แต่การอดทนต่อความเบื่อเช่นนี้กลับเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งในสังคมเมืองของไทย ที่ซึ่งประสิทธิภาพในการทำงานและความบันเทิงได้กลายเป็นค่านิยมหลัก
ข้อมูลล่าสุดที่วิเคราะห์จากทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาเผยว่า ภาวะเบื่อหน่ายเรื้อรังในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ยุคสมาร์ทโฟนเฟื่องฟูในช่วงต้นทศวรรษ 2010 หากมองว่าความเบื่อคือสัญญาณเตือน การเพิกเฉยต่อสัญญาณนี้ไม่เพียงแต่จะบั่นทอนความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังอาจนำไปสู่ผลกระทบด้านลบเป็นลูกโซ่ ทั้งภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ผลการเรียนตกต่ำ การใช้สารเสพติด และพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของไทยก็สังเกตเห็นแนวโน้มคล้ายกัน โดยพบว่าอัตราความวิตกกังวลและการเสพติดดิจิทัลในกลุ่มเยาวชนเพิ่มสูงขึ้น มีรายงานว่านักเรียนขาดสมาธิในห้องเรียน และคนทำงานมีประสิทธิภาพลดลง (ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ประเทศไทย)
น่าแปลกที่แม้ความเบื่อจะดูเหมือนความว่างเปล่า แต่แท้จริงแล้วมันคือ “พื้นที่เพาะปลูก” สำหรับความคิดใหม่ๆ และการทบทวนตัวเอง งานวิจัยที่อ้างอิงใน The Guardian ชี้ว่า การใช้สมาร์ทโฟนเพื่อหนีความเบื่อนั้นช่วยได้แค่ชั่วคราว แต่กลับสร้างความรู้สึกกระสับกระส่ายไม่สิ้นสุด ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทโซเชียลมีเดียใช้ประโยชน์ผ่านอัลกอริทึมที่ออกแบบมาให้เราติดกับดักการไถหน้าจอไปเรื่อยๆ ผลการศึกษาจากนานาชาติชิ้นหนึ่งพบว่า พนักงานที่รู้สึกเบื่อและหันไปเล่นมือถือ กลับพบว่าตัวเองรู้สึกเบื่อยิ่งกว่าเดิมหลังจากนั้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้บ่อยในออฟฟิศและห้องเรียนของไทย (สรุปงานวิจัย)
แล้วเรื่องนี้สำคัญต่อสังคมไทยอย่างไร? แรงกดดันที่ต้องทำงานและเชื่อมต่อโลกออนไลน์ตลอดเวลาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ แม้แต่ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่เคยมีวิถีชีวิตเรียบง่าย ก็เข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ จากการเข้าถึงสมาร์ทโฟนที่แพร่หลายเกือบทั่วประเทศ (ผลสำรวจ ICT โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2566) ผลที่ตามมาคือ โอกาสที่เราจะได้นั่งนิ่งๆ เพื่อเผชิญหน้ากับความเบื่อจึงลดน้อยลงไปทั่วกัน แต่ในทางกลับกัน ภูมิปัญญาที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมไทยก็ได้สอนถึงคุณค่าของความสงบ แนวคิดแบบไทยๆ อย่าง “ใจเย็น” ซึ่งสะท้อนถึงความอดทนและการยอมรับ คือคุณสมบัติที่ความเบื่อสามารถช่วยขัดเกลาได้หากเรายอมให้พื้นที่กับมัน
ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญยังคงแตกต่างกันว่าความเบื่อในระดับใดจึงจะดีต่อสุขภาพ หรือเมื่อไหร่ที่มันจะกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์คนเดิมแย้งว่า “ความเบื่อเป็นสิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์แต่ก็มีประโยชน์” และกระตุ้นให้ผู้คนมองว่ามันเป็นสัญญาณเตือนให้ลุกไปหากิจกรรมที่ช่วยเติมเต็มชีวิตได้อย่างแท้จริง จิตแพทย์และนักการศึกษาไทยหลายคนก็เห็นพ้องในทิศทางเดียวกัน โดยเตือนว่าภาวะเบื่อหน่ายเรื้อรังที่ไม่ได้รับการจัดการ อาจยิ่งทำให้อาการป่วยทางจิตที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้น หรือนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่มีทางเลือกในชีวิตจริงไม่มากนัก
แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร? หากเทคโนโลยีดิจิทัลยังคงแผ่อิทธิพลต่อชีวิตประจำวันเช่นนี้ต่อไป ภาวะเบื่อหน่ายเรื้อรังและผลกระทบทางจิตใจก็อาจเพิ่มสูงขึ้น ผู้นำด้านการศึกษาของไทยกำลังทดลองใช้นโยบายต่างๆ เช่น กำหนดช่วงเวลาปลอดอุปกรณ์ดิจิทัลในโรงเรียน และบรรจุหลักสูตรการเจริญสติเพื่อช่วยให้เด็กๆ ต้านทานการใช้มือถือที่เกินพอดีและหันกลับมาเชื่อมต่อกับโลกภายในของตนเอง บางบริษัทเริ่มพิจารณาจัด “ช่วงพักเพื่อปล่อยเบื่อ” เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และส่งเสริมสุขภาวะของพนักงาน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากงานวิจัยที่พบว่าการมีเวลาว่างสามารถจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้ (Harvard Business Review)
สำหรับผู้อ่านที่กำลังมองหาทางออก งานวิจัยนี้ได้เสนอแนวทางใหม่ว่า แทนที่จะรีบกำจัดความเบื่อ ลองเปลี่ยนมามองว่ามันเป็นสัญญาณเตือนให้เราสำรวจว่าอะไรที่ขาดหายไปในชีวิต ลองกำหนดช่วงเวลาปลอดมือถืออย่างชัดเจน เช่น ระหว่างมื้ออาหารกับครอบครัว หรือระหว่างเดินทางไปทำงาน ฝึกฝนการเจริญสติซึ่งเป็นสิ่งที่มีรากฐานในวัฒนธรรมของเรา และส่งเสริมให้เด็กรู้จักอดทนต่อเวลาว่างที่ไม่ได้ถูกวางแผน ซึ่งงานวิจัยชี้ว่าจะช่วยเสริมสร้างทั้งความคิดสร้างสรรค์และความเข้มแข็งทางใจ ที่สำคัญที่สุดคือ ใช้ความเบื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการตัดสินใจเลือกทำสิ่งต่างๆ อย่างมีสติและมีความหมายมากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้ชีวิตถูกควบคุมโดยอัลกอริทึมบนโลกดิจิทัล
การเปิดใจรับความเบื่อไม่ใช่การส่งเสริมความเกียจคร้าน แต่คือการกลับคืนสู่สมดุล ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยแรงกดดัน การอนุญาตให้ตัวเองและคนรุ่นใหม่ได้ “ไม่ทำอะไรเลย” บ้าง อาจกลายเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการเติมเต็มชีวิตอย่างน่าประหลาดใจ
สำหรับผู้ที่สนใจอ่านเพิ่มเติม หนังสือต่างประเทศอย่าง “Bored and Brilliant” โดย Manoush Zomorodi และ “Digital Minimalism” โดย Cal Newport รวมถึงแหล่งข้อมูลภาษาไทยเกี่ยวกับการเจริญสติ สามารถเป็นเข็มทิศนำทางในการเดินทางครั้งนี้ได้
แหล่งข้อมูล:
- The Guardian: The big idea – should we embrace boredom?
- Psychology Today: Why would anyone choose to endure a painful shock?
- สำนักงานสถิติแห่งชาติ: ผลสำรวจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2566
- องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย: สุขภาพและโซเชียลมีเดีย
- Harvard Business Review: Why Boredom Is Good for Your Creativity
- NCBI – Research on boredom and digital device use