งานวิจัยล่าสุดจุดประกายความหวังครั้งใหม่ เผยการบำบัดด้วยการส่งเสริม “เสียงในความคิด” (inner speech) หรือการพูดกับตัวเอง อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เด็กออทิสติกจัดการอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น งานวิจัยนำร่องชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Autism Research เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นำเสนอการบำบัดรูปแบบใหม่ในชื่อ “Thinking in Speech” (TiS) ที่อาจเข้ามาตอบโจทย์ความท้าทายที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวันของเด็กออทิสติกและครอบครัว นั่นคือภาวะอารมณ์แปรปรวนที่ควบคุมได้ยาก (ที่มา)

ภาวะควบคุมอารมณ์บกพร่อง (Emotional dysregulation) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็กออทิสติก ซึ่งครอบคลุมถึงความยากลำบากในการรับรู้ แสดงออก หรือจัดการอารมณ์ของตนเอง ในบริบทสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความราบรื่นในครอบครัวและความสุขโดยรวม การแสดงอารมณ์ที่รุนแรงหรือความทุกข์ใจที่ชัดเจนอาจสร้างความเครียดให้ผู้ดูแลและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในสังคม แม้การบำบัดแบบเดิมๆ มักเน้นการจัดการพฤติกรรม แต่การวิจัยใหม่นี้ชี้ว่า การช่วยให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพจากภายในเพื่อ “พูดคุยกับตัวเอง” ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก อาจมอบประโยชน์ที่ยั่งยืนกว่า โดยเฉพาะในวัฒนธรรมที่ปลูกฝังการสำรวมอารมณ์ตั้งแต่วัยเยาว์อย่างสังคมไทย

การบำบัดแบบ TiS ซึ่งริเริ่มโดยนักแก้ไขการพูดที่เป็นออทิสติกเช่นกัน ไม่ได้มุ่งเน้นการสอนว่าเด็ก ควร จะรู้สึกอย่างไร แต่เป็นการสร้างต้นแบบให้เด็กเรียนรู้ที่จะตระหนักรู้ในตนเองและแก้ไขปัญหาผ่านเสียงในความคิด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อนักบำบัดสังเกตเห็นว่าเด็กเริ่มหงุดหงิด อาจพูดนำขึ้นมาว่า “ความรู้สึกแบบนี้มันไม่ง่ายเลยนะ” จากนั้นจึงค่อยๆ ชวนเด็กพูดถึงวิธีรับมือ เช่น “บางทีเราอาจต้องการความช่วยเหลือ” เมื่อเวลาผ่านไป เด็กจะค่อยๆ ซึมซับกระบวนการนี้ไปใช้กับตัวเอง เป็นการส่งเสริมความเป็นอิสระและความแข็งแกร่งทางอารมณ์ ซึ่งแนวทางนี้มีความคล้ายคลึงกับการฝึกสติในวิถีไทย ที่เน้นการรู้เท่าทันอารมณ์และนำทางตนเองอย่างอ่อนโยนเมื่อเผชิญกับความยากลำบาก

งานวิจัยนำร่องนี้ศึกษาในกลุ่มเด็กออทิสติกที่สื่อสารด้วยการพูดได้จำนวน 22 คน อายุระหว่าง 7-11 ปี โดยแบ่งกลุ่มแบบสุ่มเพื่อเข้ารับการบำบัดทันที หรือรอเป็นเวลา 10 สัปดาห์ก่อนเริ่ม เด็กแต่ละคนเข้ารับการบำบัด 16 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ผ่านระบบทางไกล ซึ่งเป็นข้อดีอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่อยู่ห่างไกลจากคลินิกเฉพาะทาง รวมถึงผู้ที่อาศัยในต่างจังหวัดของไทย นักบำบัดที่ร่วมโครงการนี้ล้วนผ่านการอบรมออนไลน์ 11 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจว่ามีความเข้าใจทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยการบำบัดจะยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ให้เด็กได้เลือกทำกิจกรรมที่ตนเองสนใจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการมีส่วนร่วม

เพื่อประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรม นักวิจัยได้ใช้แบบสอบถามที่ผู้ดูแลเป็นผู้ตอบข้อมูลใน 3 ช่วงเวลา คือ ก่อนการบำบัด, หลังผ่านไป 10 สัปดาห์ และเมื่อสิ้นสุดการบำบัดในสัปดาห์ที่ 20 เครื่องมือวัดผลหลักคือแบบประเมินภาวะควบคุมอารมณ์บกพร่อง (Emotion Dysregulation Inventory) ซึ่งวัดทั้งความรู้สึกไม่สบายใจหรืออารมณ์เศร้า (dysphoria) และการตอบสนองทางอารมณ์ (reactivity) เช่น ความเร็วและความรุนแรงของปฏิกิริยาทางอารมณ์ ผลการศึกษาพบว่าเด็กที่ได้รับการบำบัดแบบ TiS มีความรู้สึกไม่สบายใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนด้านการตอบสนองทางอารมณ์ แม้ภาพรวมจะยังไม่เปลี่ยนแปลงชัดเจน แต่กลับเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในกลุ่มที่เริ่มการบำบัดช้ากว่า ซึ่งอาจชี้ว่าระยะเวลาในการบำบัดส่งผลต่อประสิทธิผล

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ TiS จะช่วยลดความทุกข์ใจทางอารมณ์ได้ แต่กลับไม่ได้ช่วยพัฒนาการควบคุมพฤติกรรมในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อวัดจากแบบทดสอบทักษะการบริหารจัดการ (Executive Functioning) ความแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะชี้ให้เห็นว่าการบำบัดมุ่งเป้าไปที่ความรู้สึกภายในของเด็กโดยตรง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจากภายในอาจเกิดขึ้นก่อนที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมภายนอก ผู้เขียนหลักของงานวิจัยย้ำว่า “ออทิซึมเป็นเรื่องของระบบประสาท ไม่ใช่ ‘พฤติกรรม’” และเสริมว่า “การบำบัดนี้ช่วยลดปัญหาการควบคุมอารมณ์ได้ เพราะเราเน้นที่การแก้ปัญหา ไม่ใช่การกดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ที่สำคัญคือสามารถสอนและบำบัดผ่านทางไกลได้” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการในพื้นที่ที่ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ

นักบำบัดในงานวิจัยสามารถใช้เทคนิค TiS ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าการสื่อสารกับผู้ดูแลเกี่ยวกับกลยุทธ์การบำบัดยังเป็นจุดที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ต้องปรับปรุงในการอบรมครั้งต่อไป ประเด็นนี้สะท้อนถึงข้อถกเถียงในแวดวงการศึกษาพิเศษของไทย ที่ผู้ปกครองจำนวนมากต้องการทำงานร่วมกับนักบำบัดของบุตรหลานอย่างใกล้ชิดและโปร่งใสยิ่งขึ้น

ตลอดการศึกษาไม่พบผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย และครอบครัวส่วนใหญ่สามารถเข้าร่วมการบำบัดได้ครบถ้วน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีถึงความเป็นไปได้และความปลอดภัยของแนวทางนี้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยอมรับข้อจำกัดหลายประการ เช่น กลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก, ความหลากหลายของนักบำบัดยังมีน้อย (ทั้งหมดเป็นหญิงผิวขาวที่ไม่ใช่ชาวฮิสแปนิก) และจำกัดผู้เข้าร่วมเฉพาะเด็กที่พูดได้และเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจทำให้ผลการวิจัยนี้ไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของเด็กที่ไม่พูดหรือขาดการเชื่อมต่อทางดิจิทัลได้

ทีมวิจัยจึงเสนอให้มีการศึกษาในอนาคตที่ใหญ่และหลากหลายขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มการประเมินความภาคภูมิใจในตนเอง โดยตั้งสมมติฐานว่ารูปแบบการบำบัดที่เน้นการสนับสนุนและยึดเด็กเป็นศูนย์กลางเช่นนี้ น่าจะส่งผลดีต่อมุมมองที่เด็กมีต่อตนเอง หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า “การรักษาความภาคภูมิใจในตนเองของเด็กคือหัวใจสำคัญของการบำบัด แต่เรายังไม่ได้วัดผลในส่วนนี้”

สำหรับครอบครัวไทย ผลการวิจัยนี้นำมาซึ่งข้อคิดที่น่าสนใจหลายประการ ประการแรก แนวคิดเรื่องการพัฒนาเสียงในความคิดอาจสอดคล้องกับค่านิยมทางวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับความสงบ การตระหนักรู้ในตนเอง และการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ได้รับการส่งเสริมทั้งในหลักพุทธศาสนาและเป้าหมายการศึกษาไทยร่วมสมัย ประการที่สอง การบำบัดทางไกลมีประโยชน์อย่างมหาศาลในประเทศไทย ซึ่งทรัพยากรด้านออทิซึมมักกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ รูปแบบการบำบัดที่เน้นความร่วมมือและไม่ชี้นำนี้ยังสร้างความแตกต่างจากแนวทางที่เน้นการสอนสั่งหรือทำตามคำสั่ง ซึ่งยังคงพบเห็นได้ในบางพื้นที่

ในขณะที่จำนวนเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการรับรู้ของสังคมที่เปิดกว้างขึ้น จึงเป็นโจทย์สำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และบุคลากรทางการแพทย์ที่จะพิจารณาแนวทางการบำบัดที่มุ่งเน้นทั้งสุขภาวะทางอารมณ์และความเป็นตัวของตัวเอง แม้จะต้องรอหลักฐานเพิ่มเติมก่อนนำไปปรับใช้ในวงกว้าง แต่งานวิจัยนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการบำบัดที่คุ้มค่าและอาจนำมาปรับใช้ในบริบทของไทยได้ เช่น โรงเรียนและคลินิกอาจจัดอบรมบุคลากรให้ใช้เทคนิคหลักของ TiS เพื่อเสริมสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์ทั้งแบบรายบุคคลและแบบกลุ่ม

ในอนาคต ทีมวิจัยหวังว่าจะขยายงานให้ครอบคลุมนักบำบัดและเด็กจำนวนมากขึ้น รวมถึงทดสอบแนวทางนี้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายขึ้น หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า “เราต้องการผลักดันงานวิจัยนี้ต่อไป โดยเพิ่มทั้งจำนวนนักบำบัด เด็ก และจำนวนครั้งในการบำบัด” พร้อมยอมรับถึงความท้าทายในการหาทุนสนับสนุนสำหรับนักวิจัยอิสระ แม้รูปแบบการวิจัยทางไกลจะมีความยืดหยุ่นสูง แต่การนำมาปรับใช้ในไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงความเท่าเทียมในการเข้าถึงสำหรับเด็กนอกเขตเมือง รวมถึงความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรม

ผู้กำหนดนโยบายและกลุ่มผู้สนับสนุนในไทยอาจนำแรงบันดาลใจจากงานวิจัยนี้ไปต่อยอด โดยจัดสรรทุนสำหรับโครงการนำร่องในโรงพยาบาลรัฐและโรงเรียน เพื่อรวบรวมข้อมูลในประเทศสำหรับประเมินประสิทธิภาพและปรับปรุงแนวทางการฝึกอบรม นอกจากนี้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอาจร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยี (รวมถึงผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ภาษาไทย) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าถึงง่ายและเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย

โดยสรุป แม้ยังต้องรอการวิจัยในขนาดที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันผล แต่การบำบัดแบบ TiS ได้เปิดประตูสู่แนวทางใหม่ในการดูแลอารมณ์ของเด็กออทิสติก โดยเปลี่ยนจากการมุ่งจัดการพฤติกรรมภายนอก มาเป็นการสร้างพลังให้เด็กใช้เสียงในความคิดของตนเองเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา สำหรับครอบครัวและผู้เชี่ยวชาญชาวไทย นี่คือความหวังและทิศทางใหม่ที่น่าจับตา นั่นคือการส่งเสริมการเติบโตทางอารมณ์จากภายใน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับค่านิยมที่ดีงามของสังคมและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

สำหรับผู้ปกครองและนักการศึกษาชาวไทยที่สนใจสนับสนุนการควบคุมอารมณ์ของเด็ก อาจเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการค่อยๆ สร้างแบบอย่างการพูดกับตัวเอง ชวนให้เด็กๆ ได้ลองระบุและบอกเล่าความรู้สึก รวมถึงวิธีรับมือในแบบของตนเอง แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น เว็บไซต์ขององค์กรเพื่อบุคคลออทิสติกในประเทศและกระทรวงสาธารณสุข สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อมีงานวิจัยใหม่ๆ เกิดขึ้น ท้ายที่สุด การพูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างเปิดอกระหว่างผู้เชี่ยวชาญและครอบครัว จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำนวัตกรรมการบำบัดเช่น TiS มาปรับใช้ในบริบทของไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมและรายงานวิจัยฉบับเต็ม สามารถดูได้ที่: psypost.org