ถือเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่อาจพลิกโฉมหน้าการวินิจฉัยภาวะออทิซึมในเด็กเล็กไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อทีมนักวิจัยนานาชาติค้นพบว่าอาการของออทิซึมในเด็กหญิงและเด็กชายวัยเตาะแตะนั้นแทบไม่ต่างกันเลย การค้นพบนี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Human Behaviour และรายงานโดย Science News กำลังท้าทายความเชื่อดั้งเดิม พร้อมจุดประกายความหวังในการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มที่แม่นยำและครอบคลุมยิ่งขึ้น
ความสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้อยู่ที่ความเป็นไปได้ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเพศในการวินิจฉัยและดูแลรักษาภาวะออทิซึม ที่ผ่านมา ภาวะออทิซึมสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder หรือ ASD) มักถูกมองว่าเป็นภาวะที่พบในเด็กชายบ่อยกว่าเด็กหญิงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสถิติทั่วโลกชี้ว่ามีอัตราส่วนสูงถึง 4 ต่อ 1 (Science News) อย่างไรก็ตาม แวดวงวิชาการยังคงถกเถียงกันมาตลอดว่า อาการของออทิซึมแตกต่างกันตามเพศจริง ๆ หรือเป็นเพราะเกณฑ์การวินิจฉัยที่อิงจากเด็กชายเป็นหลัก จนทำให้เด็กหญิงจำนวนมากถูกมองข้ามไป
งานวิจัยล่าสุดนี้เป็นการศึกษาขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยศึกษาเด็กออทิสติกจำนวน 2,618 คน ที่มีอายุระหว่าง 1-4 ปี เพื่อแก้ปัญหาของงานวิจัยก่อนหน้าที่มักมีกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กและอาจถูกบิดเบือนด้วยปัจจัยอื่น ๆ เช่น ประสบการณ์ชีวิตในเด็กโต หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งเป็นนักประสาทวิทยาและผู้อำนวยการร่วมของศูนย์ความเป็นเลิศด้านออทิซึม มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก เผยว่า ในเกณฑ์การประเมินเกือบทุกข้อจากทั้งหมด 18 ข้อ เด็กหญิงและเด็กชายแทบจะแยกกันไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบการมองตามวัตถุ ทักษะทางภาษา หรือความสามารถในการแต่งตัวและรับประทานอาหารด้วยตนเอง
“เราแปลกใจมากที่ผลออกมาไม่ต่างกันเลย ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนหรือวิเคราะห์ด้วยวิธีใดก็ตาม” หัวหน้าทีมวิจัยให้สัมภาษณ์กับ Science News นอกจากความน่าทึ่งในเชิงวิทยาศาสตร์แล้ว ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันนี้ยังคาดว่าจะส่งผลโดยตรงต่อแนวทางการวินิจฉัยและให้ความช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของแพทย์ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่เด็กหญิงออทิสติกจะถูกมองข้ามเพราะความเชื่อแบบเหมารวม
อย่างไรก็ดี มีข้อยกเว้นเล็กน้อยประการหนึ่งคือ ผู้ปกครองของเด็กหญิงออทิสติกรายงานว่าลูกสาวของพวกตนมีทักษะการใช้ชีวิตประจำวันที่ดีกว่าเล็กน้อย เช่น การกินอาหารเอง แต่ผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์ผลลัพธ์ระบุว่าความแตกต่างนี้น้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญทางการแพทย์ และอาจสะท้อนถึงความแตกต่างทางเพศตามบรรทัดฐานทางสังคมทั่วไปที่พบในเด็กปกติได้เช่นกัน
งานวิจัยนี้ยังเปรียบเทียบกับพัฒนาการโดยรวมของเด็กที่ไม่ได้เป็นออทิซึม ซึ่งยืนยันว่าเด็กหญิงในช่วงปฐมวัยมีแนวโน้มที่จะมีคะแนนด้านสังคมและพัฒนาการบางอย่างสูงกว่าเด็กชายเล็กน้อย แต่สำหรับกลุ่มเด็กออทิสติก ช่องว่างเหล่านี้กลับหายไป “ถ้ามองในแง่ของการวินิจฉัย ในช่วงวัยนี้เด็ก ๆ แทบไม่มีอาการที่แตกต่างกันเลย ไม่เลยจริง ๆ” หัวหน้านักวิจัยกล่าวสรุป
ผลการวิจัยนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริบทของประเทศไทย ซึ่งความตระหนักรู้และความเข้าใจเรื่องออทิซึมกำลังเพิ่มสูงขึ้น แต่หลายครอบครัวและบุคลากรทางการแพทย์ยังคงเผชิญความท้าทายเรื่องการวินิจฉัยที่ล่าช้าหรือการมองข้ามเด็กหญิง แม้กระทรวงสาธารณสุขจะมีความก้าวหน้าในการบรรจุการคัดกรอง ASD ไว้ในการตรวจสุขภาพเด็กตามปกติและรณรงค์สร้างความเข้าใจ แต่ตราบาปทางสังคมและความเชื่อผิด ๆ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่าการยึดติดกับภาพจำของอาการออทิซึมแบบ “เพศชาย” นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อต้องการค้นหาเด็กหญิงที่ต้องการความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่น ๆ (Nature Human Behaviour)
นักวิทยาศาสตร์ด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญด้านออทิซึมจากมหาวิทยาลัยบอสตัน ให้ความเห็นว่า “งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ ได้มอบหลักฐานที่หนักแน่นยิ่งขึ้นว่าอาการของออทิซึมในเด็กหญิงและเด็กชายนั้นไม่มีความแตกต่างกัน” นี่คือสัญญาณที่กระตุ้นให้ผู้ปกครอง ครู และกุมารแพทย์ในไทยต้องหันมาเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพราะหากอาการเริ่มต้นแทบไม่ต่างกัน ก็จำเป็นต้องสังเกตการณ์ในเด็กทั้งสองเพศอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เลือกปฏิบัติโดยอิงจากเพศ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเสนอให้พิจารณาอย่างรอบด้าน โดยชี้ถึงข้อจำกัดของวิธีคัดกรองในงานวิจัยนี้ว่า การใช้เครื่องมือวินิจฉัยที่มีอยู่เดิมอาจทำให้เด็กหญิงที่มีอาการไม่รุนแรงบางคนหลุดรอดจากการตรวจพบและไม่ได้ถูกรวมอยู่ในการศึกษา “เด็กหญิงที่มีอาการไม่รุนแรงอาจไม่ถูกตรวจพบบนแบบคัดกรอง” ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านออทิซึมกล่าวกับ Science News ซึ่งชี้ว่าแม้งานวิจัยนี้จะสะท้อนผลจากกลุ่มที่วินิจฉัยแล้ว แต่ก็อาจพลาดความแตกต่างเล็กน้อยที่อาจปรากฏขึ้นหากใช้เครื่องมือคัดกรองที่กว้างขวางหรือละเอียดอ่อนกว่านี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่หน่วยงานสาธารณสุขของไทยอาจต้องนำไปพิจารณา
ในบริบทของไทย บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมอาจยิ่งทำให้อาการออทิซึมในเด็กหญิงถูกมองข้ามได้ง่ายขึ้น เด็กหญิงไทยมักถูกคาดหวังให้เป็นเด็กเรียบร้อยและว่านอนสอนง่าย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อาจดูคล้ายหรือบดบังอาการเริ่มต้นของออทิซึมได้ เช่น การสื่อสารที่จำกัด หรือการไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ผู้ดูแล โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล อาจมองว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นเพียงความขี้อาย มากกว่าจะเป็นสัญญาณที่ต้องประเมินและช่วยเหลือ ส่งผลให้เด็กหญิงมักได้รับการวินิจฉัยภาวะออทิซึมเมื่อโตขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่อาการส่งผลกระทบต่อการเรียนหรือการใช้ชีวิตในครอบครัวอย่างชัดเจนแล้ว (Bangkok Post)
คำถามสำคัญที่ยังรอคำตอบคือ ความแตกต่างทางเพศในลักษณะของออทิซึมจะปรากฏขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยเด็กตอนปลายหรือไม่ หรือยังมีเด็กหญิงอีกกลุ่มที่ถูกมองข้ามไปจากเครื่องมือวินิจฉัยในปัจจุบัน ทีมนักวิจัยจึงวางแผนติดตามเด็กกลุ่มนี้ในระยะยาว เพื่อหาคำตอบว่าความแตกต่างจะเริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อใด เพราะอะไร และอย่างไร หากได้รับการยืนยัน ข้อมูลนี้จะไม่เพียงส่งผลต่อการคัดกรองทางการแพทย์ แต่ยังรวมถึงการปรับแนวทางการสอนและการสนับสนุนทางสังคมในโรงเรียน ที่ซึ่งเด็กหญิงออทิสติกที่มีความสามารถสูง (high functioning) มักจะหลุดรอดจากระบบ
ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดเด็กหญิงจึงถูกตรวจพบน้อยกว่าในวัยเด็ก ทั้งที่มีอาการเริ่มต้นคล้ายคลึงกัน และปัจจัยด้านการเรียนรู้หรือชีวภาพมีส่วนทำให้เกิดความแตกต่างในภายหลังหรือไม่ ในระยะยาว ผลการวิจัยอาจเปลี่ยนโฉมหน้าสถิติออทิซึมทั่วโลกที่ถูกครอบงำด้วยแนวโน้มการวินิจฉัยในเพศชาย และยังอาจนำไปสู่การกำหนดนโยบายและการจัดสรรงบประมาณเพื่อบริการช่วยเหลือในไทยและประเทศอื่น ๆ ได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น (Autism Research Asia)
ขณะเดียวกัน บทเรียนที่ชัดเจนสำหรับครอบครัว ครู และแพทย์ชาวไทยคือ สัญญาณเริ่มต้นของออทิซึม เช่น พัฒนาการทางคำพูดที่ล่าช้า การสบตาน้อย พฤติกรรมซ้ำ ๆ หรือมีปัญหาในการเล่นกับเพื่อน ควรนำไปสู่การประเมินทั้งในเด็กชายและเด็กหญิง เพราะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการเหมารวมตามเพศนั้นใช้ไม่ได้ผล และการช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการพัฒนาศักยภาพของเด็ก โดยไม่คำนึงถึงเพศ กุมารแพทย์และผู้ปกครองควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กทันทีที่สังเกตเห็นสัญญาณที่น่ากังวล และควรผลักดันให้มีการประเมินอย่างละเอียดหากเด็กหญิงแสดงลักษณะที่อาจเป็นอาการของ ASD
สำหรับนักการศึกษา งานวิจัยนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกลยุทธ์การสอนในชั้นเรียนที่ครอบคลุม แผนการเรียนรู้รายบุคคล และการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางระบบประสาทอย่างต่อเนื่อง วิธีง่าย ๆ เช่น การจัดตารางเวลาที่ยืดหยุ่น การใช้อุปกรณ์ช่วยสอนที่เป็นภาพ และการสนับสนุนเชิงพฤติกรรมในทางบวก จะช่วยให้เด็กที่มีความต้องการด้านสังคมและการเรียนรู้ที่แตกต่างกันสามารถเติบโตได้ดีขึ้น ขณะที่โครงการอบรมครูที่ครอบคลุม เช่น โครงการนำร่องโดยกระทรวงศึกษาธิการของไทย ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและลดตราบาปทางสังคม (UNICEF Thailand Education)
ในระดับชุมชน การสนับสนุนกลุ่มช่วยเหลือผู้ที่เป็นออทิซึมในท้องถิ่นและการเข้าร่วมงานสัมมนาเพื่อสร้างความตระหนักรู้ จะช่วยลบล้างความเชื่อผิด ๆ และกระตุ้นให้ครอบครัวต่าง ๆ กล้าเข้าสู่กระบวนการประเมินและขอรับการสนับสนุนมากขึ้น ปัจจุบัน เครือข่ายศูนย์ช่วยเหลือและนักบำบัดด้านออทิซึมของไทยกำลังเติบโตขึ้น ทำให้การเข้าถึงบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเป็นไปได้ง่ายขึ้นแม้อยู่นอกเขตกรุงเทพฯ (Autism Thailand)
โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดนี้แสดงให้เห็นว่าออทิซึมในเด็กเล็กนั้นดูเหมือนจะอยู่เหนือความแตกต่างทางเพศ อย่างน้อยก็ในระยะเริ่มต้น สำหรับสังคมไทย สารสำคัญคือการมองข้ามภาพจำเดิม ๆ หมั่นสังเกตพัฒนาการของเด็กทุกคน และส่งเสริมการเข้าถึงความช่วยเหลือที่รวดเร็วและเท่าเทียมโดยไม่แบ่งแยกเพศ การร่วมมือกันสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งและท้าทายความเชื่อเก่า ๆ จะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าจะไม่มีเด็กออทิสติกคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหญิงหรือเด็กชายก็ตาม
แหล่งข้อมูล: Science News, Nature Human Behaviour, Bangkok Post, Autism Research Asia, UNICEF Thailand Education, Autism Thailand