ในสวีเดน ภาพจำของความเป็นชายกำลังถูกนิยามใหม่และกลายเป็นกระแสที่น่าจับตาทั่วโลก ตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงนิวยอร์ก กับปรากฏการณ์ “คุณพ่อลาเต้” (Latte Dad) ภาพของคุณพ่อยุคใหม่ที่อุ้มลูกน้อยในเป้คู่ใจพลางจิบกาแฟในคาเฟ่ชิคๆ ทั่วเมือง คือผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากนโยบายที่รัฐบาลสนับสนุนให้พวกเขาลางานมารับหน้าที่ดูแลลูกได้อย่างเต็มที่โดยยังได้รับค่าจ้าง ภาพลักษณ์นี้ไม่เพียงท้าทายกรอบความคิดเรื่องเพศแบบเดิมๆ แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและความสนใจไปทั่วโลก โดยเฉพาะในหมู่คุณแม่ชาวอเมริกันที่ต้องเผชิญความจริงอันโหดร้ายกับการลาคลอดได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ต่างพากันอิจฉาตาร้อนเมื่อเห็นคุณพ่อชาวสวีเดนสามารถใช้เวลาอยู่กับลูกแรกเกิดได้นานเป็นปี เดินเล่นในสวนสาธารณะ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชายเชิงบวกและการมีส่วนร่วมในครอบครัว (New York Post)
เบื้องหลังภาพคุณพ่อสุดคูลนี้ คือนโยบายสาธารณะที่สวีเดนวางรากฐานมานานหลายทศวรรษ นับตั้งแต่เป็นผู้บุกเบิกนโยบายสิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับค่าจ้างในปี 1974 สวีเดนก็เดินหน้าส่งเสริมนโยบายที่สนับสนุนให้พ่อแม่แบ่งปันความรับผิดชอบในการดูแลลูกอย่างจริงจัง ปัจจุบัน ระบบของสวีเดนให้สิทธิ์ลาเลี้ยงลูกโดยไม่กระทบสถานะการจ้างงานนานถึง 480 วันต่อลูกหนึ่งคน โดยรัฐจะจ่ายเงินชดเชยให้ราว 80% ของเงินเดือน (Free Policy Briefs, 2024) พ่อและแม่สามารถแบ่งวันลานี้กันได้อย่างยืดหยุ่นจนกว่าลูกจะอายุครบ 12 ปี แต่มักจะใช้สิทธิ์ส่วนใหญ่ในช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักวิจัยชี้ว่าสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสายสัมพันธ์และพัฒนาการของเด็ก
เสน่ห์ของ “คุณพ่อลาเต้” ที่ดังกระหึ่มไปทั่วโลก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความแตกต่างอย่างสุดขั้วกับนโยบายในอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ชาติสมาชิกของสหประชาชาติที่ยังไม่มีกฎหมายบังคับให้ลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับค่าจ้างในระดับประเทศ ช่องว่างนี้บีบให้พ่อแม่ชาวอเมริกันจำนวนมากต้องดิ้นรนอย่างหนักระหว่างการทำงานเต็มเวลาและการดูแลลูกแรกเกิด โดยแทบไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเลย (Wikipedia: Parental leave) ความแตกต่างนี้เองที่กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ ทั้งในเชิงขำขันและสะท้อนความจริงอันน่าเศร้า อย่างในวิดีโอ TikTok ล่าสุดที่คุณแม่ชาวอเมริกันได้ทั้งบ่นทั้งชื่นชมคุณพ่อชาวสวีเดนว่าเป็นภาพสะท้อนของ “ความเป็นชายในแบบที่เราอยากเห็น” (New York Post)
แต่เบื้องหลังกระแสไวรัลและพาดหัวข่าวที่เต็มไปด้วยความอิจฉา นโยบายลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรของสวีเดนถือเป็นกรณีศึกษาชั้นเยี่ยมในมิติของเพศ สุขภาพ และการออกแบบสังคม งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มยังตอกย้ำประโยชน์ที่จับต้องได้ โดยพบว่านโยบายที่จัดสรรวันลาสำหรับพ่อโดยเฉพาะ ส่งผลให้อัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ในกลุ่มคุณพ่อลดลงถึง 34% ในช่วงสองปีแรกหลังมีบุตร ผลวิจัยชี้ว่าการที่พ่อได้ใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น อาจช่วยพัฒนาความสามารถในการควบคุมตนเอง ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งสุขภาพของตนเองและลูกๆ (New York Post)
งานวิจัยอื่นๆ รวมถึงบทวิเคราะห์นโยบายปี 2024 ยิ่งให้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น โดยพบว่าเมื่อสวีเดนเริ่มจัดสรรวันลาโดยได้รับค่าจ้าง 30 วันสำหรับคุณพ่อโดยเฉพาะในปี 1995 หรือที่เรียกว่า “เดือนของคุณพ่อ” (daddy month) สัดส่วนการใช้วันลาในกลุ่มผู้ชายก็พุ่งสูงขึ้นจากเดิมเพียง 1% ไปอยู่ที่ 75% ของผู้มีสิทธิ์ในทันที ปัจจุบัน คุณพ่อใช้สิทธิ์ลาคิดเป็นสัดส่วนราว 31% ของวันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรทั้งหมด (Free Policy Briefs, 2024)
แม้จะดูเหมือนเป็นนโยบายในฝัน แต่ในความเป็นจริงก็มีความซับซ้อนซ่อนอยู่ ข้อมูลระยะยาวเผยว่า แม้โควตาวันลาสำหรับพ่อจะช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมในการดูแลลูกช่วงปฐมวัย แต่ในระยะสั้น มันยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงการแบ่งเบาภาระงานบ้านในภาพรวม หรือลบช่องว่างทางเพศในที่ทำงานของสวีเดนได้ทั้งหมด ผู้หญิงสวีเดนยังคงเผชิญกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “บทลงโทษของการมีลูก” (child penalty) ซึ่งหมายถึงรายได้และความก้าวหน้าในอาชีพที่ลดลงหลังมีบุตรเช่นเดียวกับผู้หญิงในประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ดี “บทลงโทษ” ในสวีเดนถือว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุดในโลก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในวงกว้างที่นโยบายเหล่านี้กำลังค่อยๆ สร้างความแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป (Free Policy Briefs, 2024)
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การจัดสรรวันลาสำหรับพ่อโดยเฉพาะนั้นสร้างประโยชน์ทางสังคมและจิตใจที่ชัดเจน ประการแรก นโยบายนี้ช่วยทลายอคติต่อผู้ชายที่ลางานมาดูแลลูก ทำให้การมีส่วนร่วมของพ่อไม่ใช่แค่เรื่องที่ยอมรับได้ แต่กลายเป็นเรื่องที่สังคมคาดหวัง นอกจากนี้ หลักฐานล่าสุดยังชี้ว่า เด็กชาวสวีเดนที่เติบโตมากับการเลี้ยงดูที่เท่าเทียมขึ้น ซึ่งพ่อได้เข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้น มีแนวโน้มที่จะปฏิเสธทัศนคติเหมารวมทางเพศแบบเดิมๆ เมื่อโตขึ้น โดยผลสำรวจทั่วยุโรปพบว่า ชายชาวสวีเดนที่พ่อของพวกเขาเคยใช้สิทธิ์ “เดือนของคุณพ่อ” จะมีทัศนคติเรื่องความเสมอภาคทางเพศที่เปิดกว้างกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (Free Policy Briefs, 2024)
ไม่ใช่แค่คุณพ่อและลูกที่ได้ประโยชน์ สุขภาพของคุณแม่ก็ดีขึ้นเช่นกัน งานวิจัยของสวีเดนในปี 2019 พบว่าการที่พ่อแม่ได้ช่วยกันเลี้ยงลูกตั้งแต่ปีแรก ช่วยลดความเสี่ยงที่แม่จะเผชิญปัญหาสุขภาพจากภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด (Persson & Rossin-Slater, 2019) นโยบายนี้ช่วยแบ่งเบาภาระที่มักตกอยู่กับฝ่ายหญิงได้เป็นอย่างดี แม้ว่าปัญหาความเท่าเทียมจะยังคงอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวรายได้น้อยและมีการศึกษาน้อย ซึ่งอาจเผชิญแรงกดดันมากกว่าหากต้องลางานยาวโดยไม่ได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน
ปรากฏการณ์ “คุณพ่อลาเต้” เป็นมากกว่าภาพสวยๆ ที่เห็นในเมืองใหญ่ แต่คือสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าการที่ผู้ชายเข้ามามีบทบาทในการเลี้ยงดูลูกช่วงปฐมวัยเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะในย่านหรูของสตอกโฮล์มหรือเมืองเล็กๆ ทั่วประเทศ สำหรับบริบทไทย ภาพลักษณ์นี้สอดรับกับการถกเถียงเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ บทบาทในครอบครัว และความจำเป็นในการสร้างสมดุลชีวิตการทำงานที่ดีขึ้น แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะให้สิทธิ์แม่ลาคลอดได้ 98 วัน และพ่อในระบบราชการสามารถลาไปช่วยภรรยาเลี้ยงดูบุตรได้ 15 วันโดยได้รับค่าจ้าง แต่สวัสดิการและการใช้สิทธิ์ยังคงตามหลังแนวทางที่ครอบคลุมของสวีเดนอยู่มาก (ILO Parental Leave Database)
ในสังคมไทยแต่ดั้งเดิม ครอบครัวมักพึ่งพาการสนับสนุนจากเครือญาติ โดยมีปู่ย่าตายายคอยช่วยดูแลหลานเพื่อให้พ่อแม่กลับไปทำงานได้ แต่เมื่อสังคมเมืองขยายตัวและครอบครัวเดี่ยวมีจำนวนมากขึ้น ผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการของไทยกำลังทบทวนว่า การปฏิรูปสิทธิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร โดยเฉพาะสำหรับฝ่ายพ่อ จะสามารถส่งเสริมพลวัตครอบครัวที่ดีขึ้น ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของแม่หลังคลอด และสนับสนุนคุณพ่อยุคใหม่ที่ต้องการมีส่วนร่วมในชีวิตลูกอย่างเต็มที่ได้อย่างไร
ในด้านสุขภาพกายและใจ ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องถึงประโยชน์ที่จับต้องได้ “สิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรไม่ใช่แค่การให้วันหยุด แต่มันคือการลงทุนในระบบสาธารณสุขและสุขภาวะของครอบครัว” ตัวแทนจากสถาบันวิจัยสาธารณสุขของสวีเดนกล่าว “เราเห็นอัตราการเข้าโรงพยาบาลจากความเครียดและการใช้สารเสพติดในกลุ่มพ่อที่ใช้สิทธิ์ลดลง เด็กๆ ก็ได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นกับพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย และเมื่อเวลาผ่านไป เราจะเห็นผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนออกมาในทัศนคติทางสังคมและความคาดหวังในที่ทำงาน” (Stockholm University Study, as cited in NY Post)
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่คุณพ่อชาวสวีเดนทุกคนที่จะใช้โอกาสนี้ งานวิจัยชี้ว่าผู้ชายที่ไม่ใช้สิทธิ์ลาเลย มักจะเป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อยหรือมีการจ้างงานที่ไม่มั่นคง สิ่งนี้เผยให้เห็นความท้าทายด้านความเท่าเทียมทางสังคม แม้ระบบนี้จะเอื้อประโยชน์ให้คนส่วนใหญ่ แต่ยังจำเป็นต้องมีความพยายามมากขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าทุกครอบครัวสามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้อย่างแท้จริง (Free Policy Briefs, 2024)
สำหรับประเทศไทย ข้อค้นพบเหล่านี้สะท้อนอยู่ในการถกเถียงเชิงนโยบายปัจจุบัน ในขณะที่การพูดคุยเรื่องการขยายสิทธิลาเพื่อครอบครัวกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ท่ามกลางตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงและอัตราครัวเรือนที่มีรายได้จากทั้งสองฝ่ายเพิ่มสูงขึ้น โมเดลของสวีเดนจึงให้ทั้งแรงบันดาลใจและข้อควรระวัง ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยและสถาบันคลังสมองด้านนโยบายสาธารณะของไทยแนะให้ดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป “สิ่งสำคัญคือการนำบทเรียนจากสวีเดนมาปรับใช้กับบริบทของบ้านเรา” นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็น “การให้สิทธิ์พ่อลาโดยได้รับค่าจ้างสามารถลดภาระของแม่ สร้างครอบครัวที่แข็งแรงขึ้น และปรับเปลี่ยนทัศนคติทางวัฒนธรรมได้ แต่เราต้องพิจารณาความต้องการของแรงงานรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กอย่างรอบคอบ เพื่อให้การปฏิรูปมีความเสมอภาคและยั่งยืนสำหรับทุกคน”
ในเชิงวัฒนธรรม การยอมรับภาพลักษณ์ “คุณพ่อลาเต้” สอดคล้องกับค่านิยมของกลุ่มประเทศนอร์ดิกที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางเพศ ความไว้วางใจในสังคม และสุขภาวะโดยรวม กระแสนี้ได้ท้าทายบรรทัดฐานที่หยั่งรากลึกเกี่ยวกับความรับผิดชอบ “ตามธรรมชาติ” ของพ่อและแม่ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสังคมไทยในบางมิติ ด้วยเหตุนี้ “คุณพ่อลาเต้” จึงไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ทางสังคมที่แปลกใหม่ แต่เป็นหมุดหมายสำคัญของวิวัฒนาการความเป็นชายทั้งในสวีเดนและทั่วโลก
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้สังเกตการณ์ทั้งในยุโรปและเอเชียต่างจับตางานวิจัยชิ้นใหม่ๆ เพื่อมองหาผลกระทบระยะยาวต่อช่องว่างรายได้ระหว่างเพศ ความมั่นคงของครอบครัว และพัฒนาการของเด็กๆ นักวิเคราะห์นโยบายคาดการณ์ว่า การปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไปในประเทศอย่างไทย น่าจะนำประสบการณ์ของสวีเดนมาปรับใช้ โดยอาจเริ่มจากการเพิ่มวันลาสำหรับพ่อโดยได้รับค่าจ้างทีละน้อย ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้ความรู้เพื่อลดอคติ และเก็บข้อมูลผลลัพธ์ด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว
ในชีวิตประจำวันของคนไทยเองก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน นายจ้างและฝ่ายบุคคลที่ต้องการสร้างองค์กรที่ก้าวหน้าควรพิจารณาเสนอหรือขยายสิทธิ์ลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรสำหรับพ่อโดยได้รับค่าจ้าง ปรับสภาพการทำงานให้ยืดหยุ่น และสนับสนุนคุณพ่อที่เลือกจะมีบทบาทในครอบครัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน สมาชิกในครอบครัวก็สามารถช่วยกันสนับสนุนให้คุณพ่อเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลลูก และท้าทายทัศนคติเก่าๆ เกี่ยวกับความเป็นชายและภาระงานในบ้าน
สำหรับผู้กำหนดนโยบาย หลักฐานนั้นชัดเจนว่า การปฏิรูปสิทธิลาเพื่อครอบครัวไม่ใช่ทางแก้ปัญหาแบบสำเร็จรูป แต่คือการลงทุนเพื่อคนรุ่นต่อไป ทั้งในด้านสุขภาวะ ความก้าวหน้าทางสังคม และการสร้างชุมชนที่แข็งแรงและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้จากแนวทางของสวีเดนพร้อมทั้งปรับบทเรียนให้เข้ากับบริบทของไทย จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่อนาคตที่การเป็นพ่อแม่ในทุกรูปแบบได้รับการยอมรับและเป็นหน้าที่ที่ทุกคนแบ่งปันร่วมกัน
แหล่งข้อมูล:
- ‘Latte Dads’ are the latest Swedish parenting phenomenon — and American moms are extremely jealous: ‘Ridiculously hot’ (New York Post, 2025-06-12)
- What Is the Evidence on the Swedish “Paternity Leave” Policy? — FREE Policy Briefs, 2024-02-05
- Wikipedia: Parental leave
- ILO Parental Leave Policy Overview (Thailand)
- Persson, P. & Rossin-Slater, M. (2019). When dad can stay home: Fathers’ workplace flexibility and maternal health. NBER Working Paper 25902.