เคยไหมที่รู้สึกว่าตัวเองจดจ่อกับอะไรนานๆ ไม่ได้? คุณไม่ได้รู้สึกไปคนเดียว เพราะทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาสมาธิที่สั้นลงจนน่าใจหาย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คำบ่นลอยๆ แต่มีงานวิจัยมายืนยันว่าความสามารถในการจดจ่อของเรากำลังลดลงอย่างฮวบฮาบในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในสังคมไทยที่การใช้สื่อออนไลน์เฟื่องฟูอย่างยิ่ง ในขณะที่เรากำลังพยายามรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ก็มีหลักฐานใหม่ๆ ที่ชี้ว่าทั้งสาเหตุและทางออกอาจซับซ้อนกว่าที่เราเคยเข้าใจ

เมื่อไม่กี่ปีก่อน ผู้ใหญ่คนหนึ่งสามารถจดจ่อกับการทำงานหน้าจอได้นานประมาณสองนาทีครึ่งก่อนจะวอกแวก แต่พอถึงปี 2012 ตัวเลขนี้กลับลดลงเหลือเพียง 75 วินาที และล่าสุด งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าค่าเฉลี่ยลดลงเหลือแค่ 47 วินาทีเท่านั้น ข้อมูลนี้มาจากศาสตราจารย์กลอเรีย มาร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านสมาธิจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ และผู้เขียนหนังสือ “Attention Span” (Vulture) ตอนนี้ผู้ใหญ่กว่าครึ่งในสหราชอาณาจักรเชื่อว่าสมาธิของตัวเองแย่ลง และหลายคนถึงกับบอกว่า “การคิดอะไรลึกๆ กลายเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว”

ต้นตอของปัญหามักถูกโยนไปให้สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย หนังสืออย่าง “Stolen Focus” ของโยฮันน์ ฮารี และ “How to Do Nothing” ของเจนนี โอเดลล์ กลายเป็นหนังสือขายดีจากการเจาะลึกและเสนอทางแก้ปัญหานี้ ขณะที่หนังสือเล่มอื่นๆ เช่น “iGen” โดยจีน ทเวนจี และ “The Anxious Generation” โดยโจนาธาน ไฮดต์ ต่างชี้ให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่คือกลุ่มที่เปราะบางต่อสิ่งรบกวนในโลกดิจิทัลเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญบางคนกลับมองว่าภาวะสมาธิสั้นเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงานไม่น้อยไปกว่าผลกระทบจากสมาร์ทโฟน แคล นิวพอร์ต นักวิทยาการคอมพิวเตอร์และนักคิดคนสำคัญด้านสิ่งรบกวน ชี้ว่าเครื่องมืออย่างอีเมล ปฏิทินดิจิทัล และวัฒนธรรมการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (multitasking) ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า “ประสิทธิภาพจอมปลอม” (pseudo-productivity) ขึ้นมา ทำให้เราติดกับดักของงานจุกจิกที่ดูเหมือนยุ่งตลอดเวลาและการสลับงานไปมาไม่หยุดหย่อน ซึ่งต้องแลกมาด้วยการสูญเสียความสามารถในการทำงานที่ต้องใช้สมาธิลึกซึ้ง จนเกิดเป็นภาวะหัวหมุนที่แม้จะรู้สึกว่าทำงานเยอะ แต่กลับไม่เติมเต็มและไม่ได้เนื้องานที่สำคัญเลย (Vulture)

ภาพสะท้อนของปัญหานี้เห็นได้ชัดในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ “วัฒนธรรมที่ต้องพร้อมทำงานตลอดเวลา” หรือ “always-on culture” ก็เป็นที่ยอมรับในหลายองค์กร พนักงานออฟฟิศจำนวนมากต้องสลับสับเปลี่ยนระหว่างการตอบไลน์กลุ่ม โปรแกรมแชตในที่ทำงาน และการแจ้งเตือนที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน แถมยังต้องทำงานล่วงเวลาเป็นปกติ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่รุนแรงขึ้นทั้งในช่วงและหลังการระบาดของโควิด-19 (Bangkok Post)

เพื่อต่อสู้กับปัญหานี้ ผู้คนจึงเริ่มหาวิธีทวงคืนสมาธิของตัวเองในรูปแบบที่สร้างสรรค์และมักทำร่วมกันเป็นกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น “ชมรมอ่านหนังสือเล่มหนา” ที่ท้าทายให้สมาชิกมาร่วมกันอ่านวรรณกรรมคลาสสิกสุดซับซ้อน การฟื้นฟูงานอดิเรกที่ต้องใช้เวลาอย่างการถักนิตติ้งและปั้นดินเผา การทำ “สวนดิจิทัล” (digital gardening) ไปจนถึงการตั้งกฎจำกัดการใช้อุปกรณ์ของตัวเอง ครีเอเตอร์บางคนถึงกับแชร์ประสบการณ์ “บำบัดสมาธิ” ของตัวเองบน TikTok หรือจัดไลฟ์ใน YouTube ชวนคนมาดูภาพยนตร์ที่ดำเนินเรื่องช้าและยาวนานอย่าง “Jeanne Dielman” ผลงานระดับตำนานปี 1975 เพื่อฝึกสมองให้กลับมาจดจ่อได้ลึกซึ้งอีกครั้ง

บางคนเลือกใช้แอปบล็อกเว็บหรือตั้งค่าโทรศัพท์เป็นโหมดสีเทา ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยคนที่ขาดการควบคุมตัวเองได้ดี ศาสตราจารย์มาร์กกล่าวว่า สำหรับคนราวครึ่งหนึ่ง เครื่องมือเหล่านี้ช่วยทำลายวงจรการถูกดึงความสนใจได้ชั่วคราว แต่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการปรับเปลี่ยนนิสัยอย่างเป็นระบบ นั่นคือ การพัฒนา “การตระหนักรู้ในตนเอง” (meta-awareness) เกี่ยวกับพฤติกรรมของเรา การฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง และที่สำคัญที่สุดคือการหยุดพักให้บ่อยขึ้น ซึ่งน่าแปลกที่การพักกลับช่วยป้องกันภาวะหมดไฟและความอยากวอกแวกไปท่องโลกออนไลน์ได้ (Vulture)

ถึงกระนั้น ไม่ใช่ทุกคนที่มองว่า “วิกฤตสมาธิ” จะเลวร้ายอย่างที่สื่อนำเสนอ ศาสตราจารย์แดเนียล อิมเมอร์วาร์ นักประวัติศาสตร์ ชี้ว่าช่วงความสนใจที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่ว่าสมาธิเราแย่ลง แต่เป็นเพราะวิธีที่เราเสพข้อมูลเปลี่ยนไปต่างหาก เขาแย้งว่าการเติบโตของเนื้อหาเสียงและวิดีโออาจไม่ได้ด้อยค่าทางปัญญาไปกว่าการอ่านบทความยาวๆ เสมอไป อันที่จริง ตอนนี้หลายคนใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการจดจ่ออย่างยิ่งยวดกับการดูไลฟ์สตรีม เรียนออนไลน์ หรือเชื่อมต่อกับชุมชนเฉพาะกลุ่ม

มุมมองนี้สอดคล้องกับการถกเถียงในสังคมไทยเรื่องคุณค่าของการเรียนรู้แบบท่องจำเทียบกับการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลในยุคใหม่ ขณะที่บุคลากรทางการศึกษาของไทยกำลังทดลองใช้ “ห้องเรียนอัจฉริยะ” และการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) ก็เกิดคำถามตามมาว่าเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังบั่นทอนหรือส่งเสริมการคิดเชิงลึกของนักเรียนกันแน่ (Bangkok Post)

ผู้เชี่ยวชาญชาวไทยในแวดวงสาธารณสุขและการศึกษาเตือนว่า การฟื้นฟูสมาธิไม่ใช่แค่การลดการใช้เทคโนโลยี แต่ยังเกี่ยวกับการสร้างสมดุลในชีวิตประจำวันด้วย “วิถีชีวิตแบบสบายๆ ของคนไทย ถือเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ช่วยต้านทานแรงกดดันที่ต้องทำงานและติดต่อได้ตลอดเวลา” ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจากหลักสูตรประสาทวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมตั้งข้อสังเกตว่าคนไทยในเมือง โดยเฉพาะนักเรียนและคนทำงานรุ่นใหม่ กลับรู้สึกผิดมากขึ้นเมื่อต้องพักผ่อน ทำกิจกรรมยามว่าง หรือปล่อยให้ตัวเองเบื่อ ซึ่งความรู้สึกนี้เองที่กลับผลักดันให้พวกเขาหันไปหาความบันเทิงในโลกดิจิทัลเพื่อหลีกหนี คล้ายกับที่ผู้เขียนบทความสังเกตว่าผู้คนมักหลีกเลี่ยงการใช้เวลาที่ “หรูหรา” แต่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ (เช่น การดูหนังหรือเดินเล่น) ทั้งที่กิจกรรมเหล่านั้นจำเป็นต่อการฟื้นฟูพลังใจ (Vulture)

“ชุมชน” อาจเป็นกุญแจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นชมรมหนังสือ กลุ่มทำงานอดิเรก หรือแม้แต่เว็บบอร์ดออนไลน์ การมีส่วนร่วมกับกลุ่มช่วยสร้างโครงสร้างและความหมายให้กับช่วงเวลาที่ห่างจากหน้าจอ ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังแนะนำให้เราเปิดรับ “ความเบื่อ” อีกครั้ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้ “ปล่อยให้เด็กๆ เบื่อบ้าง” นักจิตวิทยาเด็กผู้มีประสบการณ์ท่านหนึ่งแนะนำผ่านบางกอกโพสต์ “ในช่วงเวลาที่เงียบสงบเหล่านั้นเองที่ความอยากรู้อยากเห็นและความแข็งแกร่งทางใจจะเติบโตขึ้น มากกว่าตอนที่ถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าดิจิทัลตลอดเวลา”

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทยก็พยายามสร้างสมดุลระหว่างการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลกับสุขภาวะที่ดีในโรงเรียน โดยได้ริเริ่มโครงการนำร่องใหม่ๆ เช่น ชั่วโมงเรียน “ปลอดเทคโนโลยี” และการฝึกสติในโรงเรียนมัธยมหลายแห่งในกรุงเทพฯ

เมื่อมองไปข้างหน้า ความท้าทายอาจไม่ได้อยู่ที่การกำจัดเทคโนโลยีให้หมดไป แต่อยู่ที่การเรียนรู้ที่จะควบคุมมันเพื่อใช้งานอย่างตั้งใจและมีความหมาย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า:

  • กำหนดชั่วโมง “ปลอดเทคโนโลยี” ที่บ้านและที่ทำงานให้ชัดเจน
  • จัดกิจกรรมกลุ่มเป็นประจำ เช่น วงอ่านหนังสือ กลุ่มทำงานฝีมือ หรือเล่นกีฬา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้ง
  • ฝึกเทคนิคการเจริญสติ เช่น การทำสมาธิ แม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ในแต่ละวัน
  • ฝึกการรู้เท่าทันตัวเอง (meta-awareness) โดยสังเกตช่วงเวลาที่ใจเริ่มวอกแวก แล้วค่อยๆ ดึงตัวเองกลับมาจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่
  • เปิดรับความเบื่อหน่ายในฐานะกลไกที่ปกติและจำเป็นของสมอง

ท้ายที่สุดแล้ว งานวิจัยชี้ว่าการทวงคืนสมาธิของเราไม่ใช่การปฏิเสธโลกดิจิทัล แต่คือการรู้เท่าทันว่าเมื่อใดที่มันเป็นประโยชน์ และเมื่อใดที่ไม่ใช่ สำหรับคนไทยที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ข้อคิดที่สำคัญที่สุดอาจเป็นการกลับไปทวงคืนช่วงเวลาที่ไม่ต้องเร่งรีบ การเชื่อมโยงกันผ่านชุมชน และการปล่อยให้จิตใจได้ล่องลอยไปบ้าง เหมือนที่คนรุ่นก่อนเคยทำ ไม่ว่าจะในสวนของวัด หรือใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่เพื่อรอแรงบันดาลใจ

สำหรับแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฝึกสมาธิ การเจริญสติ และการเรียนรู้ในชุมชน สามารถศึกษาคู่มือออนไลน์ของกรมสุขภาพจิตได้ที่ dmh.go.th และค้นหาโครงการในพื้นที่ เช่น ศูนย์ส่งเสริมสติในกรุงเทพฯ (Bangkok Mindfulness Centre) และชมรมหนังสือของมหาวิทยาลัยต่างๆ เหมือนกับหลายสิ่งในวิถีไทย หนทางข้างหน้าอาจอยู่ที่การกลับไปเชื่อมต่อกับ “ความสมดุล” อีกครั้ง ทั้งในโลกดิจิทัลและโลกแห่งความเป็นจริง