รายงานล่าสุดจากยูโรสแตท (Eurostat) หน่วยงานสถิติของสหภาพยุโรป เผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในปี 2024 เยาวชนอายุ 15–29 ปีในสหภาพยุโรป (EU) เกือบ 6% หรือราว 1 ใน 17 คน กำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนรุนแรงทั้งทางวัตถุและสังคม ตัวเลขนี้สะท้อนความท้าทายของปัญหาความยากจนและการถูกกีดกันที่ยังฝังรากลึกในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แม้แต่ในภูมิภาคที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังเป็นภาพสะท้อนที่น่ากังวลมาถึงสังคมไทย ซึ่งกำลังเผชิญโจทย์ท้าทายลักษณะเดียวกันเกี่ยวกับสวัสดิการและโอกาสของคนรุ่นใหม่

นิยามของคำว่า “ภาวะขาดแคลนรุนแรงทั้งทางวัตถุและสังคม” ไม่ได้หมายถึงแค่ความจนข้นแค้น แต่คือการขาดสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน เช่น การมีบ้านที่อบอุ่นและเหมาะสม มีอาหารที่มีประโยชน์ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น รวมถึงโอกาสทางสังคมอย่างการไปมาหาสู่เพื่อนฝูง หรือการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เกณฑ์นี้ไม่ได้วัดความยากจนแบบสุดขั้ว (absolute poverty) แต่เป็นการวัดการขาดแคลนสิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในสังคม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ปรับใช้ได้ทั้งในบริบทของยุโรปและไทย ตามระเบียบวิธีของยูโรสแตทและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับดัชนีชี้วัดภาวะขาดแคลน (ec.europa.eu, Wikipedia)

ในภาพรวมของสหภาพยุโรป ข้อมูลปี 2024 แสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศอย่างชัดเจน บัลแกเรีย (17.2%) โรมาเนีย (14.7%) และกรีซ (14.4%) มีอัตราเยาวชนที่เผชิญภาวะขาดแคลนรุนแรงสูงสุด ขณะที่โครเอเชีย สโลวีเนีย โปแลนด์ และอีกหลายประเทศมีอัตราต่ำกว่า 3% ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ยังคงเป็นกลุ่มเปราะบางต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ ความล้มเหลวเชิงนโยบาย และช่องว่างในการสนับสนุนจากครอบครัวหรือชุมชน (ec.europa.eu)

นอกเหนือจากปัญหาปากท้องแล้ว อัตรา “กลุ่มเสี่ยงต่อความยากจนหรือการกีดกันทางสังคม” (AROPE) ในกลุ่มเยาวชนของสหภาพยุโรปยังสูงถึง 24.1% ในปี 2024 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประชากรทั่วไป (21.0%) ถึง 3% ดัชนีนี้วัดความเสี่ยงจาก 3 มุมหลักๆ คือ ความยากจนด้านรายได้, ภาวะขาดแคลนรุนแรง และการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานที่ต่ำมาก ตัวเลขนี้เป็นสัญญาณว่าเยาวชนยุโรปเกือบ 1 ใน 4 กำลังขาดเส้นทางที่มั่นคงสู่ความสำเร็จทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ว่าเยาวชนที่เผชิญความยากลำบากซ้ำซ้อนตั้งแต่วัยเด็ก มีแนวโน้มสูงที่จะกลายเป็นกลุ่ม NEET (กลุ่มที่ไม่ได้เรียน ไม่ได้ทำงาน หรือไม่ได้ฝึกทักษะใดๆ) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่บั่นทอนทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพไปตลอดชีวิต (PubMed)

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสังคมจากยูโรสแตทได้เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของปัญหานี้ว่า “เยาวชนมีความเสี่ยงที่จะเผชิญความยากจนหรือถูกกีดกันทางสังคมมากกว่าประชากรกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงาน รวมถึงผลกระทบจากวิกฤตสุขภาพและเศรษฐกิจ การจะแก้ปัญหานี้ได้ต้องอาศัยมาตรการที่ตรงจุด นโยบายที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และระบบสนับสนุนที่มั่นคง” (ec.europa.eu)

เมื่อหันกลับมามองในบริบทของไทย สถานการณ์ยิ่งน่าสนใจเมื่อเทียบเคียงกับข้อมูลจากยุโรป งานวิจัยล่าสุดของยูนิเซฟ ประเทศไทย พบว่าเด็กที่ยากจนที่สุดในไทยประมาณ 1 ใน 3 ไม่ได้รับเงินอุดหนุนเด็กเล็กจากภาครัฐ (UNICEF Thailand) สถานการณ์นี้สะท้อนช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ทำให้กลุ่มเปราะบางที่สุดหลุดออกจากตาข่ายความช่วยเหลือของรัฐ ซึ่งผลกระทบมักจะลุกลามต่อเนื่องไปจนถึงช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ขณะเดียวกัน งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ชี้ว่า ภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมส่งผลโดยตรงต่อโอกาสทางการศึกษาและการทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวกับที่สร้างปัญหาการกีดกันในระยะยาวแบบที่พบในยุโรป (Chula Thesis) นอกจากนี้ ผลสำรวจที่เผยแพร่โดยเดอะเนชั่นยังระบุว่า เยาวชนไทยที่อยู่นอกระบบการศึกษาหรือว่างงานเกือบ 70% ไม่ได้รับความคุ้มครองทางสังคมในรูปแบบใดเลย (Nation Thailand)

ผลกระทบระยะยาวของภาวะขาดแคลนทั้งทางวัตถุและสังคมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และมีงานวิจัยระยะยาว (longitudinal research) มายืนยันชัดเจนขึ้น งานวิจัยจากเดนมาร์กที่เผยแพร่ในปี 2025 พบว่าเยาวชนที่เผชิญความทุกข์ยากหลายด้านในวัยเด็ก เช่น ความยากจน ความไม่มั่นคงในครอบครัว หรือการขาดการสนับสนุนทางสังคม มีแนวโน้มสูงที่จะต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพจิต (เช่น โรคซึมเศร้า) รู้สึกแปลกแยกจากสังคม และต้องพึ่งพิงระบบสวัสดิการของรัฐในวัยผู้ใหญ่ (PubMed) ที่สำคัญ ผลกระทบเชิงลบไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงความโดดเดี่ยวทางสังคม ความเหงา และการถูกตีตราเป็นตราบาป ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความท้าทายของเยาวชนจากครอบครัวด้อยโอกาส

แน่นอนว่าไทยมีความก้าวหน้าในการออกนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจนในเด็กและเยาวชน ตั้งแต่การขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานฟรี การเข้าถึงบริการสุขภาพ ไปจนถึงมาตรการช่วยเหลือกลุ่ม NEET แต่ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อสังเกตว่า “แม้ว่าอัตราความยากจนขั้นรุนแรงของไทยอาจจะดูต่ำตามมาตรฐานของธนาคารโลก แต่ความรุนแรง ความเรื้อรัง และความซับซ้อนของปัญหาการขาดแคลนในกลุ่มเยาวชนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและกลุ่มประชากรข้ามชาติ ยังต้องการเครื่องมือเชิงนโยบายและการเข้าถึงที่ละเอียดอ่อนกว่าเดิม” (UNICEF Thailand)

ดัชนีชี้วัดภาวะขาดแคลนยังเผยให้เห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างไร ในสังคมไทยที่การรวมกลุ่ม การทำบุญ และความสัมพันธ์ในครอบครัวขยายเป็นหัวใจสำคัญของชีวิต เยาวชนที่ไม่สามารถจ่ายค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์เพื่อการเรียน หรือแม้แต่ค่าเครื่องแบบนักเรียน อาจเสี่ยงต่อการถูกโดดเดี่ยว ไม่ใช่แค่ลำบากทางการเงิน แต่ยังถูกตัดขาดออกจากวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ปัญหานี้ไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นในยุโรป ซึ่งเยาวชนที่ขาดแคลนมักจะไม่มีโอกาสไปเที่ยวพักผ่อน ต้อนรับเพื่อนมาที่บ้าน เข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม หรือแม้แต่ทำบ้านให้อบอุ่นได้ ซึ่งการขาดสิ่งเหล่านี้จะสะสมและนำไปสู่การถูกกีดกันทางสังคมในที่สุด

การทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนของเยาวชนไม่ใช่แค่เรื่องของความยุติธรรม แต่คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดเพื่ออนาคตของชาติ ทั้งในด้านสุขภาพของประชาชน ความเป็นปึกแผ่นทางสังคม และความแข็งแกร่งของแรงงาน หลักฐานจากทั่วโลกชี้ตรงกันว่า หากไม่ลงมือทำอะไรเลย ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายในระยะยาวนั้นมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้น ปัญหาการว่างงานระยะยาว และความยากจนข้ามรุ่น ซึ่งล้วนมีรากส่วนหนึ่งมาจากการถูกกีดกันทางเศรษฐกิจและสังคมตั้งแต่วัยเด็ก

เมื่อมองไปข้างหน้า ทั้งสหภาพยุโรปและไทยต่างก็เผชิญโจทย์ที่คล้ายกัน มาตรการที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลในต่างประเทศ เช่น เงินอุดหนุนแบบเจาะจง อาหารกลางวันฟรี ที่อยู่อาศัยราคาประหยัด และการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต จำเป็นต้องถูกนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของแต่ละประเทศและมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง องค์กรระหว่างประเทศต่างมองว่า นโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การรับฟังเสียงของเยาวชนที่ได้รับผลกระทบ และการลงทุนเพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ คือเสาหลักของยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องนี้ (Eurostat)

บทสรุปสำหรับสังคมไทยคือ รายงานชิ้นนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ดังและชัดเจน ในขณะที่สหภาพยุโรปกำลังฉายภาพให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนที่ซ่อนอยู่ในกลุ่มเยาวชนของตน ประเทศไทยก็ต้องหันมาสำรวจและยอมรับรูปแบบการกีดกันที่เกิดขึ้นในสังคมของเราเช่นกัน บทเรียนที่ได้ร่วมกันนั้นชัดเจน นั่นคือ โครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมต้องเข้าถึงเด็กและเยาวชนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด เส้นทางสู่การศึกษาและการทำงานต้องเปิดกว้างและยืดหยุ่น และองค์กรในระดับชุมชนต้องเข้ามามีบทบาทในการประคับประคองให้เยาวชนทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าของประเทศ ทั้งผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และครอบครัว จึงต้องร่วมมือกันค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ จังหวัดในชนบท หรือในกลุ่มประชากรข้ามชาติที่เปราะบาง

สำหรับประชาชนและครอบครัวที่กังวลเกี่ยวกับปัญหานี้ มีข้อเสนอแนะที่นำไปปฏิบัติได้ดังนี้:

  • ติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือและโครงการสวัสดิการต่าง ๆ ของภาครัฐ
  • สนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และกลุ่มในชุมชนที่ทำงานกับเยาวชนชายขอบ
  • เปิดใจพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ในครอบครัวเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตและการมีส่วนร่วมในสังคม
  • ร่วมกันผลักดันนโยบายสาธารณะที่เข้มแข็งและโปร่งใสยิ่งขึ้นในประเด็นการขาดแคลนของเด็กและเยาวชน

แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิงเพิ่มเติม: