มหารถวิมาน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๑๔. มหารถวิมาน
ว่าด้วยวิมานที่รถทิพย์คันใหญ่เป็นพาหนะเกิดขึ้นแก่คนเลี้ยงโค
(พระมหาโมคคัลานเถระถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า)
[๑๐๑๕] ท่านขึ้นรถเทียมด้วยม้า ๑,๐๐๐ ตัวเป็นพาหนะ งามวิจิตรอเนกประการ รุ่งเรืองเหมือนกับท้าววาสวปุรินททะ (เป็นชื่อของท้าวสักกะ ผู้เคยให้ที่พักอาศัยในกาลก่อน) ผู้เป็นจอมเทพซึ่งกำลังเสด็จไปใกล้พื้นที่อุทยานโดยลำดับ
[๑๐๑๖] แคร่รถทั้งสองข้างของท่านก็ล้วนแล้วด้วยทองคำ ประกอบไม้เท้าแขนสองข้าง ไม้คานทั้งสองสนิทดี มีลูกกรงจัดไว้ได้ระเบียบเรียบร้อย เหมือนช่างศิลป์บรรจงจัดไว้เสร็จแล้ว รถของท่านนี้รุ่งเรืองดังดวงจันทร์ในวันเพ็ญ
[๑๐๑๗] รถคันนี้คลุมด้วยข่ายทองคำ วิจิตรด้วยรัตนะต่างๆ มากมาย มีเสียงกึกก้องไพเราะน่าเพลิดเพลิน ทั้งมีรัศมีรุ่งโรจน์ รุ่งเรืองด้วยหมู่เทวดาถือแส้จามร
[๑๐๑๘] ดุมรถเหล่านี้ประดับตรงกลางระหว่างล้อรถ ประดุจเนรมิตด้วยใจ ทั้งวิจิตรด้วยลวดลายเป็นร้อย สว่างไสวดังสายฟ้าแลบ
[๑๐๑๙] รถคันนี้พราวไปด้วยลวดลายวิจิตรอเนกประการ และกงล้อใหญ่มีรัศมีตั้งพัน มีเสียงดังไพเราะน่าฟัง คล้ายดนตรีเครื่องห้าที่ขับประโคมแล้ว
[๑๐๒๐] งอนรถร้อยไว้ด้วยแก้วมณี มีสัณฐานกลมดังดวงจันทร์ วิจิตร บริสุทธิ์ งดงาม ผุดผ่องทุกเมื่อ ประกอบด้วยลายทองเนียนสนิท งามล้ำดุจลายแก้วไพฑูรย์
[๑๐๒๑] ม้าเหล่านี้ผูกร้อยไว้ด้วยแก้วมณี มีสัณฐานกลมดังดวงจันทร์ สูงใหญ่ ว่องไว เปรียบเหมือนม้าใหญ่ที่เจริญเติบโต มีฤทธิ์มาก ทรงพลัง รวดเร็วมาก รู้ใจของท่าน วิ่งไปได้เร็วดังใจนึก
[๑๐๒๒] ด้วยว่า ม้าทั้งหมดนี้อดทน เหยาะย่างไปด้วยเท้าทั้ง ๔ รู้ใจของท่าน วิ่งไปได้เร็วดังใจนึก มีกิริยาท่าทางนุ่มนวล ไม่ลำพอง วิ่งเรียบ ทำให้ผู้ขับขี่เบิกบานใจ เป็นยอดม้าทั้งหลาย
[๑๐๒๓] บางคราวก็แกว่งขนหางไปมา บางคราวก็วิ่งเหยาะย่างเท้าไป บางคราวก็เหาะไป ทำเครื่องประดับที่เขาตกแต่งไว้เรียบร้อยให้กวัดแกว่ง เสียงเครื่องประดับเหล่านั้นดังไพเราะน่าฟัง คล้ายดนตรีเครื่องห้าที่ขับประโคมแล้ว
[๑๐๒๔] เสียงรถ เสียงเครื่องประดับทั้งหลาย เสียงกีบเท้าม้า เสียงม้าเสียดสีกัน และเสียงเทพผู้บันเทิงดังไพเราะ คล้ายดนตรีของคนธรรพ์ในสวนจิตรลดา
[๑๐๒๕] เหล่าเทพอัปสรอยู่บนรถ มีดวงตาอ่อนโยนคล้ายดวงตาลูกเนื้อทราย มีขนตาดก มีใบหน้ายิ้มแย้ม พูดจาอ่อนหวาน มีร่างกายคลุมด้วยข่ายแก้วไพฑูรย์ มีผิวเนียน ซึ่งคนธรรพ์และเทวดาผู้สูงศักดิ์บูชาทุกเมื่อเป็นประจำ
[๑๐๒๖] เทพอัปสรเหล่านั้นมีรูปโฉมเย้ายวนน่ายินดี ทรงพัสตราภรณ์สีแดงและสีเหลือง มีดวงตากลมโต มีนัยน์ตางามน่ารักยิ่งนัก เป็นผู้ดีมีสกุล มีเรือนร่างสวยงาม ยิ้มแย้มแจ่มใส ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ
[๑๐๒๗] เธอเหล่านั้นสวมใส่ทองต้นแขน ทรงพัสตราภรณ์งดงาม มีเอวกลมกลึง ขาเรียวงาม ถันเต่งตึง นิ้วมือเรียวกลม พักตร์ผุดผ่อง น่าชม ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ
[๑๐๒๘] เทพอัปสรบางพวกมีช้องผมงาม ล้วนเป็นสาวแรกรุ่น มีมวยผมแซมสลับด้วยแก้วทับทิมและพวงดอกไม้จัดแต่งไว้เรียบร้อย มีประกายพรายพราว เทพอัปสรเหล่านั้นมีกิริยาแช่มช้อย มีใจชื่นชมต่อท่าน ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ
[๑๐๒๙] บางพวกมีมาลัยแก้วประดับเทริด และทับทรวงด้วยดอกปทุมและอุบล ทรงเครื่องประดับ อบด้วยแก่นจันทน์ เทพอัปสรเหล่านั้นมีกิริยาแช่มช้อย มีใจชื่นชมต่อท่าน ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ
[๑๐๓๐] เทพอัปสรเหล่านั้นประดับพวงมาลัย และทับทรวงด้วยดอกปทุมและดอกอุบล ทรงเครื่องประดับ อบด้วยแก่นจันทน์ ถึงพวกนางก็มีกิริยาแช่มช้อย มีใจชื่นชมต่อท่าน ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ
[๑๐๓๑] บางพวกสว่างไสวไปทั่วทั้งสิบทิศด้วยเครื่องประดับคอ มือ เท้า และศีรษะ เหมือนพระอาทิตย์ในสารทกาลกำลังอุทัย
[๑๐๓๒] ดอกไม้และเครื่องประดับที่แขนทั้งสองต้องลมก็ไหวพริ้ว เปล่งเสียงกังวานไพเราะจับใจ อันวิญญูชนทุกคนควรฟัง
[๑๐๓๓] ท่านผู้เป็นจอมเทพ เสียงรถ ช้าง ม้า และดนตรีทั้งหลาย ซึ่งอยู่สองข้างพื้นอุทยานทำให้ท่านบันเทิงใจ ดุจพิณทั้งหลายมีรางและคันถือที่ประกอบไว้เรียบร้อยแล้ว
[๑๐๓๔] เมื่อพิณมีเสียงไพเราะจับใจจำนวนมากเหล่านี้ ที่เทพอัปสรทั้งหลายบรรเลงอย่างซาบซึ้งตรึงใจยิ่งอยู่ เหล่านางอัปสรเทพกัญญา ผู้ล้วนชำนาญศิลป์ ต่างพากันร่ายรำอยู่บนดอกปทุมทั้งหลาย
[๑๐๓๕] ในเวลาที่มีการขับร้อง การประโคม และการฟ้อนเหล่านี้ ประสานกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน เทพอัปสรพวกหนึ่งฟ้อนรำอยู่บนรถของท่านนี้ อีกพวกหนึ่งทางด้านนี้เปล่งรัศมีสว่างไสวทั้งสองด้าน
[๑๐๓๖] ท่านนั้นผู้อันหมู่เทพดุริยางค์ปลุกเร้าให้เกิดปีติโสมนัส อันทวยเทพทั้งหลายบูชาอยู่ บันเทิงใจอยู่ ดังพระอินทร์ผู้ทรงวชิราวุธ ในเมื่อพิณมีเสียงไพเราะจับใจจำนวนมากเหล่านี้ ที่เทพอัปสรทั้งหลายบรรเลงอย่างซาบซึ้งตรึงใจยิ่งอยู่
[๑๐๓๗] เมื่อชาติก่อน ท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำกรรมอะไรไว้ ท่านได้รักษาอุโบสถ หรือว่าได้ชอบใจการประพฤติธรรมและการสมาทานวัตรอะไร
[๑๐๓๘] การที่ท่านมีอิทธานุภาพไพบูลย์รุ่งโรจน์ยิ่งกว่าหมู่เทพนี้ มิใช่ผลกรรมเล็กน้อยที่ท่านทำไว้แล้ว หรืออุโบสถที่ท่านประพฤติแล้วในชาติก่อน
[๑๐๓๙] นี้เป็นผลของทาน หรือศีล หรือการกราบไหว้ของท่าน อาตมาถามท่านแล้ว โปรดบอกผลกรรมนั้นแก่อาตมาเถิด
[๑๐๔๐] เทพบุตรนั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า
[๑๐๔๑] ข้าพเจ้าได้เห็นพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงชนะอินทรีย์แล้ว มีความเพียรไม่ย่อหย่อน ผู้สูงสุดแห่งนระทั้งหลาย เป็นอัครบุคคล เปิดประตูอมตนิพพาน เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ซึ่งมีบุญลักษณะนับร้อย
[๑๐๔๒] ครั้นได้เห็นพระองค์ผู้ข้ามโอฆะได้แล้วเช่นกับกุญชร มีพระวรกายงดงามเช่นกับทองสิงคี (ทองเนื้อสุก) และทองชมพูนุท (ทองวิเศษ) พลันข้าพเจ้าก็มีใจหมดจดเพราะได้เห็นพระองค์ ผู้มีธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วเป็นธงนั่นเอง
[๑๐๔๓] ข้าพเจ้านั้นมีใจไม่ติดข้องในอะไร ได้มอบถวายข้าวน้ำ จีวร และของที่สะอาด ประณีต มีรสชาติ เฉพาะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ในที่อยู่ของตนซึ่งดารดาษด้วยดอกไม้
[๑๐๔๔] ได้อังคาสพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นซึ่งทรงเป็นผู้สูงสุดกว่าเหล่ามนุษย์ ให้อิ่มหนำด้วยข้าว น้ำ จีวร ของเคี้ยว ของฉัน และของลิ้ม จึงรื่นรมย์อยู่ในสวรรค์อันเป็นเทวบุรี
[๑๐๔๕] โดยอุบายนี้ ข้าพเจ้าได้ถวายทานที่มีลิ่มสลักออกแล้วนี้ (บริจาคสมบัติของตนทั้งหมด) อันมีความบริสุทธิ์ ๓ ประการ ละร่างมนุษย์แล้ว รื่นรมย์อยู่ในเทวบุรี เสมอเหมือนกับพระอินทร์
[๑๐๔๖] ท่านพระมุนี บุคคลผู้มุ่งหวังอายุ วรรณะ สุขะ พละ และรูปที่ประณีต มีใจไม่ติดข้องในอะไรๆ พึงถวายข้าวและน้ำซึ่งปรุงดีแล้วให้มากแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
[๑๐๔๗] ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกหน้า ผู้ที่ประเสริฐกว่า หรือเสมอด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มี บรรดาผู้ควรบูชาทั้งหลาย พระพุทธเจ้าถึงความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง ของเหล่าชนผู้ต้องการบุญหวังผลอันไพบูลย์
มหารถวิมานที่ ๑๔ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕
๑๔. มหารถวิมาน
อรรถกถามหารถวิมาน
มหารถวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี.
สมัยนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริกโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง ได้ปรากฏในที่ไม่ไกลเทวบุตรชื่อว่าโคปาละ ในภพดาวดึงส์ ผู้ออกจากวิมานของตน ขึ้นรถทิพย์คันใหญ่เทียมม้าพันหนึ่ง ไปเล่นอุทยานด้วยบริวารยศใหญ่ ด้วยเทวฤทธิ์ยิ่งใหญ่.
เทวบุตรเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้วเกิดความเคารพมาก รีบลงจากรถเข้าไปไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วยืนประคองอัญชลีไว้เหนือเศียร.
เทวบุตรนั้นมีบุพกรรมดังต่อไปนี้.
เล่ากันมาว่า เทวบุตรนั้นเป็นพราหมณ์ชื่อว่าโคปาละ เป็นอาจารย์ของพระราชธิดาผู้เสมือนเทพกัญญา เธอบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ด้วยพวงดอกไม้ทอง แล้วตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอพวงดอกไม้ประดับอกที่เป็นทองจงเกิดแก่ข้าพเจ้าทุกๆ ภพ ด้วยอานุภาพแห่งบุญนี้ เธอท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภพทั้งหลายนั่นแลหลายกัป.
ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เธอบังเกิดในครรภ์อัครมเหสีของพระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกิ ได้นามว่าอุรัจฉทมาลา เพราะได้พวงดอกไม้ทองตามปรารถนา. เทวบุตรได้ถวายมหาทานเช่นอสทิสทานเป็นต้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ พร้อมด้วยสงฆ์สาวก.
แม้ฟังธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงเฉพาะตน และราชธิดาก็ไม่อาจทำคุณวิเศษให้เกิดได้เพราะอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า ตายทั้งที่เป็นปุถุชนนั่นเอง บังเกิดในวิมานทองร้อยโยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอัปสรหลายโกฏิเป็นบริวาร ด้วยอานุภาพแห่งบุญตามที่สั่งสมไว้.
อนึ่ง รถเทียมม้าอาชาไนยเป็นทิพย์ สำเร็จด้วยรัตนะเจ็ด เทียมม้าพันหนึ่ง วิจิตรด้วยฝาที่จัดไว้อย่างดี เอิกอึงด้วยเสียงไพเราะนุ่มนวล เหมือนบุคคลกระหยิ่มอยู่ด้วยการเกิดแห่งรัศมีของตน ดังดวงทิพากร ก็บังเกิดแก่เทวบุตรนั้น.
เทวบุตรนั้นเสวยทิพยสมบัติในดาวดึงส์นั้นชั่วอายุแล้วท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในเทวโลกทั้งหลาย แม้ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดเป็นเทวบุตรนามว่าโคปาละนั่นเอง เสวยสมบัติตามที่กล่าวแล้ว ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้วยเศษวิบากแห่งกรรมนั้นแหละ
เทวบุตรนั้นเข้าไปหาแล้วยืนอยู่อย่างนี้ ท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ท่านขึ้นรถม้างดงาม มิใช่น้อยคันนี้ เทียมด้วยม้าพันหนึ่ง เข้ามาใกล้พื้นที่อุทยาน รุ่งเรืองดังท้าววาสวะ ผู้ให้ทานในก่อน ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา ทูบรถทั้งสองของท่านก็ล้วนแล้วด้วยทองประกอบด้วยแผ่นทองสองข้างสนิทดี มีลูกกรงจัดไว้ได้ระเบียบเรียบร้อย เหมือนนายช่างพากเพียรบรรจงจัด โชติช่วงดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ รถคันนี้คลุมด้วยข่ายทอง วิจิตรด้วยรัตนะต่างๆ เป็นอันมาก เอิกอึงน่าเพลิดเพลินดี มีรัศมีรุ้งร่วง โชติช่วงด้วยหมู่เทพผู้ถือพัดจามร.
อนึ่ง ดุมรถเหล่านี้ประดับตรงกลางระหว่างล้อรถ อันจิตจัดเนรมิต วิจิตรไปด้วยลายร้อยลาย พร่างพรายดังสายฟ้าแลบ รถคันนี้ดาดาษด้วยลวดลายวิจิตรมิใช่น้อย กงใหญ่มีรัศมีตั้งพัน เสียงของกงเหล่านั้นฟังไพเราะ ดุจดนตรีเครื่องห้าที่เขาประโคม ที่งอนรถงดงามตกแต่งด้วยดวงจันทร์ แก้วมณีวิจิตรบริสุทธิ์ผุดผ่องทุกเมื่อ ประกอบด้วยลายทองเนียนสนิท โสภิตล้ำลายแก้วไพฑูรย์
ม้าเหล่านี้ผูกสอดแล้วด้วยดวงจันทร์แก้วมณี สูงใหญ่ ว่องไว อุปมาได้ดังผู้เติบใหญ่มีอำนาจมาก ร่างใหญ่มีกำลังเร็วมาก รู้ใจของท่าน วิ่งไปได้รวดเร็วดังใจนึก ม้าทั้งหมดนี้อดทนก้าวไปด้วยเท้าทั้ง ๔ รู้ใจของท่านวิ่งไปได้รวดเร็วดังใจนึก เป็นม้าอ่อนโอน ไม่ลำพอง วิ่งเรียบ ทำใจผู้ขับขี่ให้เบิกบาน เป็นยอดของม้าทั้งหลาย ผูกสอดเครื่องประดับที่ทำดีแล้ว บางครั้งสะบัดขน บางครั้งก็วิ่งเหยาะย่างไปด้วยเท้า บางครั้งก็เหาะไป เสียงของม้าเหล่านั้นฟังไพเราะดุจดนตรีเครื่องห้าที่เขาประโคม เสียงรถ เสียงเครื่องประดับ เสียงกีบม้า เสียงร้องคำรน และเสียงเทพผู้บรรเลงฟังไพเราะดี ดุจดนตรีของคนธรรพ์ในสวนจิตรลดา.
เหล่าอัปสรที่ยืนอยู่บนรถ มีดวงตาอ่อนดังตาลูกเนื้อทราย มีขนตาดก มีรอยยิ้มจากดวงหน้า พูดจาน่ารัก คลุมด้วยข่ายแก้วไพฑูรย์ มีผิวละเอียด อันคนธรรพ์และเทวดาผู้เลิศบูชาทุกเมื่อทีเดียว อัปสรเหล่านั้นนุ่งห่มผ้าแดงและผ้าเหลืองน่ายินดี มีเนตรไพศาล มีดวงตาอ่อนน่ารักยิ่ง เป็นผู้ดีมีสกุล มีองค์งาม สรวลเสียงใส
อัปสรทั้งหลายยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ เธอเหล่านั้นสวมทองต้นแขนแต่งองค์ดี เอวส่วนกลางงาม มีขาและถันสมบูรณ์ นิ้วมือกลม หน้าสวยน่าชม
อัปสรพวกอื่นๆ ที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถมีช้องผมงาม เป็นสาวรุ่นๆ มีผมสอดแซมด้วยแก้วทับทิมและดอกไม้ จัดลอนผมเรียบร้อย มีประกาย อัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน
เหล่าอัปสรที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ มีดอกไม้กรองบนศีรษะ คลุมด้วยดอกปทุมและดอกอุบล ตกแต่งแล้วลูบไล้ด้วยแก่นจันทร์ อัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน
เหล่าอัปสรที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถเหล่านั้น สวมพวงมาลัยคลุมด้วยดอกปทุมและดอกอุบล ตกแต่งแล้วลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์ อัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน
เหล่าอัปสรที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถส่องแสงสว่างไปทั่วสิบทิศ ด้วยเครื่องประดับที่คอ ที่มือ ที่เท้าและที่ศีรษะ เหมือนดวงอาทิตย์ในสารทกาลกำลังอุทัยขึ้นมา ดอกไม้และเครื่องประดับที่แขนทั้งสองไหวพริ้วเพราะแรงลม ก็เปล่งเสียงกังวานไพเราะเพราะจับใจ อันวิญญูชนทุกคนพึงฟัง
ดูก่อนท่านจอมเทพ รถช้างม้าและดนตรีทั้งหลายที่อยู่สองข้างพื้นที่อุทยาน ส่งเสียงทำให้ท่านบันเทิงใจ ดุจพิณทั้งหลายมีรางและคันถือที่ปรับไว้เรียบร้อยอันนักดีดพิณบรรเลงอยู่ ย่อมทำชนผู้ฟังให้บันเทิงฉะนั้น เมื่อพิณเป็นอันมากเหล่านี้มีเสียงไพเราะเจริญใจ อันอัปสรทั้งหลายบรรเลงอยู่สนิทสนมกลมกลืน ซาบซึ้งตรึงใจ เหล่าเทพกัญญาผู้ชำนาญศิลป์ พากันฟ้อนรำขับร้องอยู่ในดอกปทุมทั้งหลาย
เมื่อใดการขับร้อง การประโคมและการฟ้อนรำเหล่านี้ ผสมผสานเป็นอันเดียวกัน เมื่อนั้น อัปสรพวกหนึ่งก็ฟ้อนรำอยู่ในรถของท่านนี้.
อีกพวกหนึ่งซึ่งเป็นเทพกัญญาชั้นสูง ก็ส่องรัศมีอยู่สองข้างในรถของท่านนั้น ท่านอันหมู่ดนตรีปลุกให้ตื่น บันเทิงใจ อันทวยเทพทั้งหลายบูชาอยู่ ดุจท้าวสักกะผู้ทรงวชิราวุธ เมื่อพิณเป็นอันมากเหล่านี้ มีเสียงไพเราะเจริญใจ ซาบซึ้งตรึงใจ อันอัปสรบรรเลงอยู่
เมื่อก่อนท่านทำกรรมอะไรไว้ด้วยตนเอง ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ท่านได้รักษาอุโบสถ หรือว่าได้ชอบใจการประพฤติธรรมและการสมาทานวัตรอะไร
นี้คงมิใช่ผลของกรรมเล็กน้อยที่ท่านทำไว้ หรือฤทธานุภาพอันไพบูลย์ของท่านนี้คงมิใช่วิบากของอุโบสถ ที่ท่านประพฤติดีแล้ว ในชาติก่อนๆ ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านรุ่งโรจน์ข่มหมู่เทพเป็นนักหนา
นี้คงเป็นผลแห่งทาน ศีล หรืออัญชลีกรรมของท่าน ท่านถูกอาตมาถามแล้ว โปรดบอกกรรมนั้นแก่อาตมาเถิด.
เทวบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ชนะอินทรีย์แล้ว มีความเพียรไม่ทราม ผู้สูงสุดแห่งนระทั้งหลาย ทรงพระนามว่ากัสสปะ เป็นอัครบุคคล ผู้เปิดประตูแห่งอมตนคร ผู้เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา ผู้มีบุญลักษณะตั้งร้อย ผู้เป็นเช่นกับกุญชร ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว ผู้มีพระรูปงามเช่นกับทองสิงคีและทองชมพูนุท
ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็มีใจเลื่อมใสทันที ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้มีสุภาษิตเป็นธง ได้ถวายข้าวและน้ำอันสะอาด ประณีต ประกอบด้วยรส และจีวรในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ในที่อยู่ของตนอันเกลื่อนกล่นไปด้วยดอกไม้
ข้าพเจ้านั้นมีใจไม่ข้องในอะไรๆ ได้อังคาส [เลี้ยงดู] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้สูงสุดกว่าเหล่าสัตว์สองเท้า ด้วยข้าวน้ำ จีวร ของเคี้ยวของบริโภคและของลิ้ม จึงรื่นรมย์อยู่ในสวรรค์อันเป็นเทวบุรี โดยอุบายนี้
ข้าพเจ้าได้บูชายัญ ชื่อนิรัคคฬะ (มีลิ่มสลักอันออกแล้ว เพราะได้บริจาคสมบัติของตนทั้งหมด) อันบริสุทธิ์ ๓ อย่างนี้ ละร่างมนุษย์แล้วเป็นผู้เสมอกับพระอินทร์ รื่นรมย์อยู่ในเทวบุรี
ข้าแต่ท่านพระมุนี บุคคลเมื่อหวังอายุ วรรณะ สุขะ พละและรูปอันประณีต พึงตั้งข้าวและน้ำที่ปรุงแต่งดีแล้วเป็นอันมากถวาย แด่พระพุทธเจ้าผู้มีพระทัยไม่ข้องเกี่ยวอะไรๆ ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกหน้า ไม่มีผู้ประเสริฐสุดหรือเสมอด้วยพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง บรรดาผู้ควรบูชาทั้งหลาย สำหรับชนผู้ต้องการบุญ ผู้แสวงผลอันไพบูลย์.
พระเถระรู้ว่า เทวบุตรนั้นซึ่งกำลังกล่าวอยู่อย่างนั้นแล มีจิตสบาย มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตรื่นเริงและมีจิตเลื่อมใส จึงได้ประกาศสัจจะทั้งหลาย เวลาจบสัจจะ เทวบุตรนั้นก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
ลำดับนั้น พระเถระกลับมามนุษยโลก ได้กราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตามทำนองที่ตนและเทวบุตรกล่าวแล้วนั่นแล. พระศาสดาทรงทำความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชนแล.
จบอรรถกถามหารถวิมาน
-----------------------------------------------------