เด็กหลายล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะวิตกกังวล และน่าตกใจที่พ่อแม่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์แย่ลงโดยไม่รู้ตัว ผ่านพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน จากรายงานล่าสุดของ HuffPost ที่เผยแพร่เมื่อ 8 มิถุนายน 2025 แม้หลายคนจะมองว่าความวิตกกังวลเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แต่ผลการวิเคราะห์ชี้ว่าเยาวชนมากถึง 20.5% มีอาการวิตกกังวลในระดับที่น่าเป็นห่วง ซึ่งปัญหานี้สะท้อนมาถึงครอบครัวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางวัฒนธรรมและความคาดหวังของสังคมที่ส่งผลลึกซึ้งต่อการเลี้ยงดูลูกหลาน
ภาวะวิตกกังวลในเด็กมีความซับซ้อนและแสดงออกได้หลายทาง ตั้งแต่อาการทางกายอย่างปวดท้อง ปวดหัว ไปจนถึงการแสดงออกทางอารมณ์ เช่น อาละวาด แยกตัว หรือติดพ่อแม่ผู้ปกครองมากกว่าปกติ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและนักการศึกษาในไทยเองก็สังเกตเห็นลักษณะคล้ายกันนี้ในกลุ่มเด็กนักเรียน ซึ่งบางครั้งความวิตกกังวลก็ถูกมองข้ามไปเป็นเพียง “พฤติกรรมดื้อ” หรือ “ความขี้อาย” โดยเฉพาะเมื่อเด็กต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กดดันสูงทั้งที่โรงเรียนและในสังคม
รายงานของ HuffPost ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากนักจิตวิทยาคลินิกและผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูกชั้นนำ สรุป 8 พฤติกรรมสำคัญของผู้ปกครองที่อาจกำลังสร้างความวิตกกังวลให้ลูกโดยไม่รู้ตัว ดังนี้
ปัจจัยแรกคือ การปกป้องลูกจนเกินเหตุ ทำให้ลูกเลี่ยงสิ่งที่กลัว พ่อแม่อาจพยายามช่วยให้ลูกหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้กังวลเพราะความเป็นห่วง เช่น ขับรถไปส่งที่โรงเรียนแทนที่จะให้ลูกลองนั่งรถประจำทางด้วยตัวเอง ลอร่า ลินน์ ไนต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูก อธิบายว่า แม้การหลีกเลี่ยงจะช่วยให้สบายใจในระยะสั้น แต่มันกลับตอกย้ำความวิตกกังวลและบั่นทอนความมั่นใจของเด็กในการแก้ปัญหา ด้าน ดร.คาดิยาห์ บูธ วัตคินส์ รองผู้อำนวยการศูนย์ Clay Center for Young Healthy Minds จากโรงพยาบาลแมสซาชูเซตส์เจเนอรัล เสริมว่า การยื่นมือเข้าไปช่วยมากเกินไปเพื่อไม่ให้ลูกลำบากใจ จะกลายเป็นการ “ขัดขวางโอกาสที่เด็กจะได้พัฒนาทักษะการรับมือที่จำเป็น”
อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงคือ เมื่อพ่อแม่จัดการความกังวลของตัวเองไม่ได้ เด็กๆ ซึมซับอารมณ์และพฤติกรรมของผู้เลี้ยงดูได้อย่างรวดเร็ว หากผู้ใหญ่ไม่สามารถจัดการความเครียดของตนเองและแสดงความกังวลให้เห็นบ่อยครั้ง ก็เท่ากับกำลังส่งสารว่าโลกใบนี้เป็นสถานที่ที่น่ากลัว ดร.บูธ วัตคินส์ เน้นว่า “หากตัวเราเองกำลังเผชิญกับความวิตกกังวล เราก็ต้องใส่ใจจัดการความเครียดของตัวเองให้ดี และแสดงให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่างว่าเราจะรับมือกับปัญหาอย่างเหมาะสมได้อย่างไร” การเป็นแบบอย่างที่ดี เช่น เปิดใจคุยถึงช่วงเวลาที่กังวลและแสดงเทคนิคผ่อนคลายให้ลูกดู จะช่วยสอนให้เด็กมีความยืดหยุ่นทางใจ
งานวิจัยชี้ว่า การปิดกั้น ไม่คุยเรื่องความรู้สึก ยิ่งเพิ่มความวิตกกังวล ในหลายครอบครัวไทย การพูดคุยเรื่องอารมณ์อาจเป็นเรื่องน่ากระอักกระอ่วนหรือไม่คุ้นเคย ทำให้เด็กต้องเก็บความกังวลไว้คนเดียว แอนน์-หลุยส์ ล็อกฮาร์ต นักจิตวิทยาเด็ก แนะนำให้ผู้ปกครอง “ช่วยสะท้อนอารมณ์ให้ลูกฟัง” (เช่น “ดูเหมือนลูกจะไม่ค่อยสบายใจที่ต้องลงน้ำนะ”) และยอมรับความรู้สึกเหล่านั้น เพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะจัดการอารมณ์ของตนเองอย่างถูกวิธี อัลวิน โทมัส ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน แนะนำว่าการที่พ่อแม่แสดงความรู้สึกของตนเอง (“วันนี้พ่อรู้สึกเศร้านิดหน่อยเพราะว่า…”) จะช่วยเพิ่มคลังคำศัพท์ทางอารมณ์ของลูกและทำให้การพูดคุยในบ้านเป็นเรื่องปกติ
การเตือนว่า ‘ระวัง!’ ตลอดเวลา ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง การพร่ำเตือนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นตลอดเวลา สามารถทำให้เด็กกลายเป็นคนขี้กลัวและไม่กล้าตัดสินใจ ดร.เจนนี ยิป นักจิตวิทยาคลินิก แนะนำว่า แทนที่จะตีกรอบด้วยคำเตือน พ่อแม่ควรอธิบายความเสี่ยงอย่างสมเหตุสมผล และสนับสนุนให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเองจากข้อมูลที่มี ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นตัวของตัวเองให้เด็ก
ผลกระทบจาก การชมเชยผิดวิธี ก็สำคัญไม่แพ้กัน การชื่นชมลูกเฉพาะเมื่อทำสำเร็จ แต่ไม่เคยชมที่ความพยายาม จะเป็นการปลูกฝังความกลัวความล้มเหลวและนิสัยสมบูรณ์แบบ (perfectionism) ดร.เคนีชา ซินแคลร์-แมคไบรด์ นักจิตวิทยาคลินิกจากโรงพยาบาลเด็กบอสตัน กระตุ้นให้ผู้ปกครอง “หันมาชมที่ความพยายาม และย้ำเตือนลูกเสมอว่าพวกเขามีคุณค่า เป็นที่รัก และเป็นคนสำคัญ…ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร” งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันตรงกันว่า การให้ความสำคัญกับความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ ช่วยลดความวิตกกังวลจากการแข่งขันและเสริมสร้างคุณค่าในตนเองของเด็ก
การใช้คำถามชี้นำ คืออีกหนึ่งข้อควรระวัง การถามในลักษณะชี้โพรงให้กระรอก เช่น “กังวลไหมที่เพื่อนสนิทไม่ได้มาเข้าค่ายด้วย?” อาจเป็นการจุดประกายความกังวลให้เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ตอนแรกเด็กอาจไม่ได้คิดอะไรเลย การใช้คำถามปลายเปิดที่เน้นการหาทางออกจะช่วยให้เด็กได้แสดงความรู้สึกของตนเองโดยไม่รู้สึกว่าต้องตอบสนองความคาดหวังของผู้ใหญ่
การเลี้ยงลูกแบบเข้มงวดเกินไป ที่เน้นกฎระเบียบเหล็ก การลงโทษรุนแรง และขาดความอบอุ่น ก็สัมพันธ์โดยตรงกับระดับความวิตกกังวลที่สูงขึ้นในเด็ก ประเด็นนี้สะท้อนภาพความกังวลในแวดวงการศึกษาไทย ที่ซึ่งวินัยอันเข้มข้นและการแข่งขันที่สูงลิ่วอาจบดบังการสนับสนุนทางอารมณ์ที่จำเป็นต่อสุขภาวะของเด็กๆ
และสุดท้ายคือ การสื่อสารที่ย้อนแย้ง ทำให้เด็กสับสนและเครียด เช่น การบอกว่าวัยเด็กควรได้พักผ่อน แต่ขณะเดียวกันก็คาดหวังให้ลูกมีผลการเรียนเป็นเลิศ อาจทำให้เด็กรู้สึกสับสนและกังวล ดร.ยิป แนะนำให้สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เช่น “ช่วงนี้ใกล้สอบแล้ว พ่อ/แม่อยากให้ลูกลองวางแผนจัดลำดับความสำคัญดูนะ” วิธีนี้จะช่วยให้เด็กรู้สึกเป็นเจ้าของการตัดสินใจ แทนที่จะรู้สึกแบกรับความคาดหวังที่ขัดแย้งกัน
ข้อค้นพบเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมไทย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันทางการศึกษาที่สูง และความผูกพันในครอบครัว ล้วนสร้างทั้งแรงสนับสนุนและแรงกดดันที่เป็นเอกลักษณ์ให้แก่เด็ก หลักพุทธธรรมเรื่องสติและสมาธิสามารถเป็นเกราะป้องกันความวิตกกังวลได้หากนำมาปรับใช้ในครอบครัว แต่จะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อผู้ใหญ่ตระหนักว่าคำพูดและการกระทำของตนส่งผลต่อลูกอย่างไร
ทั้งหน่วยงานด้านสาธารณสุข การศึกษา และนักจิตวิทยาเด็กในไทย ต่างตระหนักดีว่าสุขภาพจิตของเยาวชนคือวาระสำคัญของชาติ ดังที่ กระทรวงสาธารณสุข ได้ขยายบริการให้คำปรึกษาในโรงเรียนและให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งทางใจในแผนสุขภาพแห่งชาติ โครงการนำร่องล่าสุดในโรงเรียนกรุงเทพฯ ได้นำกิจกรรมฝึกสติ กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน และเวิร์กช็อปสำหรับผู้ปกครองมาใช้เพื่อรับมือกับความวิตกกังวลเชิงรุก (Bangkok Post) อย่างไรก็ตาม ทัศนคติในสังคมที่ยังมองว่าปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องน่าอาย ยังคงเป็นอุปสรรคทำให้บางครอบครัวลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ
ในวัฒนธรรมไทย “ความเกรงใจ” ซึ่งหมายถึงการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า อาจทำให้การพูดคุยเรื่องอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนกลายเป็นเรื่องยาก แต่นักรณรงค์ด้านสุขภาพจิตแนะนำว่า การค่อยๆ ทำให้การพูดคุยเรื่องอารมณ์เป็นเรื่องปกติ และกล้าที่จะแสดงความเปราะบางของตนเองให้เห็น จะช่วยทลายกำแพงอคติและสร้างเด็กรุ่นใหม่ที่แข็งแกร่งทางใจได้ พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำค่านิยมดั้งเดิมอย่างความผูกพันในครอบครัวและหลักทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) มาปรับใช้เพื่อสร้างสมดุล ทั้งในด้านกิจกรรม การแสดงออกทางอารมณ์ และมุมมองต่อความสำเร็จและความล้มเหลว
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 การแข่งขันทางการศึกษา และโลกดิจิทัล อาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาความวิตกกังวลในหมู่เยาวชนไทยให้รุนแรงขึ้น (UNICEF Thailand) การเตรียมความพร้อมให้ทั้งผู้ปกครองและโรงเรียนมีทักษะความเข้าใจเรื่องบาดแผลทางใจ (trauma-informed skills) มีเครื่องมือสร้างความฉลาดทางอารมณ์ และมีระบบสนับสนุนในชุมชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ดังที่ ดร.ซินแคลร์-แมคไบรด์ เน้นย้ำว่า “หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณในฐานะพ่อแม่ทำได้ คือการช่วยให้ลูกมีชุดเครื่องมือทักษะของตัวเองเพื่อรับมือกับความวิตกกังวล”
โดยสรุป ขั้นตอนเชิงรุกที่ครอบครัวไทยทำได้คือการหันมาทบทวนตัวเองและค่อยๆ ปรับพฤติกรรมการเลี้ยงลูกในทุกๆ วัน ซึ่งรวมถึง: (1) เปิดโอกาสให้ลูกได้เผชิญหน้ากับความกลัวอย่างปลอดภัย (2) พูดคุยเรื่องความรู้สึกอย่างเปิดเผย และเป็นแบบอย่างในการจัดการอารมณ์ (3) ให้คุณค่ากับความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ และ (4) สร้างบรรยากาศในบ้านที่อบอุ่น ชัดเจน และคอยสนับสนุนเสมอ หากผู้ปกครองสังเกตเห็นสัญญาณของความวิตกกังวลในตัวลูกอย่างต่อเนื่อง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เช่น นักจิตวิทยาแนะแนวในโรงเรียน หรือนักจิตวิทยาคลินิก การนำแนวทางปฏิบัติสากลมาปรับใช้ร่วมกับภูมิปัญญาที่เข้ากับบริบทวัฒนธรรม จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่แข็งแกร่งทางใจ มั่นใจ และมีความฉลาดทางอารมณ์ได้
ที่มา: HuffPost, กระทรวงสาธารณสุข, Bangkok Post, UNICEF Thailand