ทัศนคติของคนรุ่นมิลเลนเนียลต่อการมีลูกกำลังเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง จนเกิดข้อถกเถียงในหมู่ผู้เชี่ยวชาญว่า คนรุ่นใหม่ทุกวันนี้ “ไม่มีลูก” (childless) เพราะสถานการณ์บังคับ หรือ “เลือกที่จะไม่มีลูก” (childfree) ด้วยความตั้งใจของตนเอง บทความแสดงความคิดเห็นหลายชิ้นใน The New York Times ได้สะท้อนแง่มุมที่ซับซ้อนของเรื่องนี้ ซึ่งสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในวงกว้าง และจุดประกายคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของสถาบันครอบครัว สุขภาวะ และสังคม ทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากงานวิจัยล่าสุดและประเด็นถกเถียงในสังคม จะเห็นได้ชัดว่าการตัดสินใจเรื่องการมีลูกของคนรุ่นมิลเลนเนียลนั้นซับซ้อนกว่าที่เคยเป็นมา โดยมีทั้งปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ค่านิยมที่เปลี่ยนไป และความคาดหวังของสังคมเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ

ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสังคมไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ว่า อัตราการเกิดของไทยลดลงเหลือเพียง 760,000 คนในปี 2023 ซึ่งต่ำกว่าระดับที่จำเป็นต่อการทดแทนประชากรเดิม (population replacement level) อันเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นคล้ายกันในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้น การทำความเข้าใจว่าเหตุใดคนรุ่นมิลเลนเนียลทั่วโลกจึงต้องขบคิดเรื่องการสร้างครอบครัว จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อนโยบายสังคม การวางแผนเศรษฐกิจ และโครงสร้างครอบครัวของไทยในอนาคต

งานวิจัยล่าสุดจาก Pew Research Center ช่วยฉายภาพปรากฏการณ์นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยพบว่าในสหรัฐอเมริกา อัตราการเจริญพันธุ์ลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2023 และสัดส่วนผู้หญิงอายุ 25 ถึง 44 ปีที่ไม่เคยมีบุตรก็เพิ่มสูงขึ้น แต่เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียด ชาวอเมริกันได้แยกความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างการ “ไม่มีลูก” (childless) ซึ่งหมายถึงการไม่มีบุตรจากปัจจัยแวดล้อมหรืออุปสรรคต่างๆ และการ “เลือกที่จะไม่มีลูก” (childfree) ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มาจากค่านิยมและเป้าหมายส่วนตัว สอดคล้องกับผลสำรวจที่ Newsweek นำมาเปิดเผยเมื่อเดือนเมษายน 2025 ที่พบว่าจำนวนผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนรุ่นมิลเลนเนียล ที่ระบุว่าตนเอง “เลือกที่จะไม่มีลูก” เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

แล้วอะไรคือปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังเทรนด์เหล่านี้? มุมมองที่สะท้อนผ่านคอลัมน์ใน The New York Times เผยให้เห็นเหตุผลที่ซับซ้อนเบื้องหลัง โดยปัญหาเศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยหลัก คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่มั่นใจว่าจะสามารถเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและวิกฤตสภาพภูมิอากาศก็เป็นอีกสาเหตุที่สร้างความกังวล นักเขียนท่านหนึ่งซึ่งเป็นจิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผลทางใจ ชี้ว่า แม้บางคนอาจมีปมจากวัยเด็ก แต่จากประสบการณ์ของเขา การบำบัดมักช่วยให้คนรู้สึกสบายใจกับการมีลูกมากขึ้น ไม่ใช่การผลักไสให้ไม่อยากมีลูก (New York Times) ในทางกลับกัน นักบำบัดอีกท่านหนึ่งโต้แย้งว่า “วัฒนธรรมการบำบัด” ไม่ได้ทำให้คนไม่อยากมีลูก แต่ช่วยให้ผู้คนได้สำรวจทางเลือกในชีวิตอย่างอิสระและมีคนคอยสนับสนุน ท้ายที่สุดแล้ว การบำบัดคือเครื่องมือที่ช่วยให้คนได้ใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ไม่ว่าจะมีลูกหรือไม่ก็ตาม

ข้อแตกต่างที่สำคัญในประเด็นนี้ ทั้งในโลกตะวันตกและในสังคมไทย คือความแตกต่างระหว่างคนที่ไม่สามารถมีลูกได้เพราะแรงกดดันภายนอก กับคนที่เลือกออกแบบชีวิตด้วยตนเองโดยไม่มีลูก ข้อมูลจาก Wikipedia ในหัวข้อ Childlessness (การไม่มีบุตร) ระบุว่า คำว่า “เลือกที่จะไม่มีลูก” (childfree) นั้นสงวนไว้สำหรับผู้ที่ตัดสินใจด้วยตนเองอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีลูก ขณะที่คำว่า “ไม่มีลูก” (childless) มักหมายถึงกรณีที่เกิดจากภาวะมีบุตรยาก จังหวะชีวิตที่ไม่เอื้ออำนวย หรือสถานการณ์อื่นๆ

ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ต่างกัน ผลสำรวจของกรมอนามัยในปี 2022 พบว่า คนรุ่นมิลเลนเนียลชาวไทยที่ยังโสดกว่า 50% รู้สึกไม่พร้อมหรือยังไม่อยากมีลูกในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยให้เหตุผลเรื่องความไม่มั่นคงทางการเงิน ภาระหน้าที่การงาน และความต้องการอิสระส่วนตัว (Bangkok Post) ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ภาระการดูแลพ่อแม่สูงวัย และสังคมเมืองที่ขยายตัว ล้วนทำให้โครงสร้างครอบครัวไทยแบบดั้งเดิมกลายเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคนรุ่นใหม่ จากการพูดคุยกับนักจิตวิทยาคลินิกและนักวางแผนสังคมในไทย ประเด็นที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือ คนรุ่นมิลเลนเนียลจำนวนมากมองว่าการ “ลงหลักปักฐาน” และมีลูกเป็นเพียงหนึ่งในหลายเส้นทางสู่ชีวิตที่สมบูรณ์ ไม่ใช่บรรทัดฐานเดียวที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม คงไม่ถูกต้องนักหากจะเหมารวมว่าคนรุ่นมิลเลนเนียลทุกคนคิดเหมือนกัน สำหรับบางคน ค่านิยมทางวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสร้างครอบครัว อาจารย์ด้านสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “คนหนุ่มสาวไทยจำนวนมากยังคงมีความรู้สึกกตัญญูต่อครอบครัวอย่างเข้มแข็ง แต่สภาพเศรษฐกิจและไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ที่เห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ก็ทำให้การเดินตามขนบเดิมแบบไม่ตั้งคำถามกลายเป็นเรื่องท้าทาย” โซเชียลมีเดียเองก็มีอิทธิพลสองด้าน คือทั้งเปิดให้คนรุ่นใหม่เห็นทางเลือกของครอบครัวในรูปแบบอื่นๆ (หรือการใช้ชีวิตแบบไม่มีลูก) และในขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันให้ต้องเป็นพ่อแม่ในอุดมคติที่บางครั้งก็ไกลเกินเอื้อม

ในมุมมองเชิงประวัติศาสตร์ การเลือกที่จะไม่มีลูกไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ใหม่คือการยอมรับทางสังคมที่เพิ่มขึ้นและการพูดคุยในที่สาธารณะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในระดับโลก อัตราการเกิดที่ลดลงและค่านิยมครอบครัวที่เปลี่ยนไป ทำให้รัฐบาลหลายประเทศเริ่มพิจารณามาตรการจูงใจต่างๆ ตั้งแต่การลาคลอดที่ยาวนานขึ้น การอุดหนุนค่าดูแลเด็ก ไปจนถึงการให้เงินสดแก่พ่อแม่มือใหม่ ประเทศไทยเองก็ได้ทดลองใช้นโยบายบางอย่างแล้ว แต่ผลลัพธ์และการนำไปปฏิบัติยังคงมีจำกัด (UNFPA Thailand)

เมื่อมองไปข้างหน้า ผลกระทบจากเทรนด์นี้ต่อประเทศไทยนั้นใหญ่หลวงนัก สังคมสูงวัยที่ขาดแคลนคนวัยทำงานรุ่นใหม่ อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่พุ่งสูงขึ้น และความท้าทายต่อความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม ผู้กำหนดนโยบาย นักสังคมศาสตร์ และผู้นำภาคธุรกิจในไทยจึงกำลังเร่งหาแนวทางสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงด้านประชากร กับสิทธิและความต้องการของปัจเจกบุคคลที่อยากเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง ตัวอย่างเช่น การเพิ่มการเข้าถึงการรักษาภาวะมีบุตรยากในราคาที่เหมาะสม การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อพ่อแม่ที่ทำงาน และการรับรองเงื่อนไขการจ้างงานที่เป็นธรรมสำหรับผู้ใหญ่ที่เลือกจะไม่มีลูก ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของทางออกได้

ในทางปฏิบัติ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าคนหนุ่มสาวไทยควรไตร่ตรองถึงค่านิยมและความต้องการของตนเองอย่างรอบด้านในการตัดสินใจเรื่องนี้ การมีพื้นที่สนับสนุนทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา คำแนะนำทางการเงิน หรือการพูดคุยอย่างเปิดอกกับคนในครอบครัว จะช่วยให้แต่ละคนเข้าใจแรงจูงใจของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น และลดอคติจากสังคมต่อทางเลือกที่แตกต่าง สำหรับผู้กำหนดนโยบาย การรับฟังเสียงและความต้องการของคนรุ่นใหม่เพื่อนำมาประกอบการวางแผนด้านประชากรและเศรษฐกิจ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยปรับตัวเข้ากับอนาคตได้

เหนือสิ่งอื่นใด ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นนี้กำลังผลักดันให้เกิดการพูดคุยที่เปิดกว้างมากขึ้น ทั้งในไทยและต่างประเทศ เกี่ยวกับความหมายของการมีหรือไม่มีลูกในศตวรรษที่ 21 ดังที่นักจิตบำบัดท่านหนึ่งสรุปไว้ในบทความของ The New York Times ว่า: “แทนที่จะโทษวัฒนธรรมการบำบัด เราควรถามตัวเองว่า สังคมแบบไหนกันที่ทำให้การเป็นพ่อแม่ดูเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อมหรือเป็นภาระขนาดนั้น? และเราจะสนับสนุนผู้คน—ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกเป็นพ่อแม่หรือไม่—ให้มีชีวิตที่มีความหมายได้อย่างไร?”

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังเผชิญกับคำถามเหล่านี้ สิ่งสำคัญที่สุดอาจเป็นการหาข้อมูล รับฟังประสบการณ์ที่หลากหลาย และเปิดใจต่อคำนิยามของความสำเร็จ ความสุข และครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป โครงสร้างการสนับสนุนจากภาครัฐ ชุมชน และครอบครัว จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับความเป็นจริงใหม่นี้ ที่ซึ่งการ “ไม่มีลูก” หรือ “เลือกที่จะไม่มีลูก” ไม่ได้เป็นแค่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่

แหล่งข้อมูล: New York Times, Pew Research Center, Newsweek, Wikipedia - Childlessness, Bangkok Post - Demographic Challenges, UNFPA Thailand