งานวิจัยล่าสุดที่สร้างเสียงฮือฮาและตีพิมพ์ในวารสาร Cell Metabolism ได้ค้นพบคุณประโยชน์ที่น่าทึ่งของการทำ Intermittent Fasting (IF) หรือการอดอาหารเป็นช่วงๆ ว่าสามารถปลุกพลังทางเพศในหนูทดลองเพศผู้สูงวัยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผ่านการปรับเปลี่ยนสารเคมีในสมองที่ควบคุมแรงขับทางเพศโดยตรง การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการกินอาหารอาจส่งผลโดยตรงต่อความเสื่อมถอยตามวัยและสุขภาวะทางเพศ ซึ่งจุดประกายความหวังให้กับผู้สูงวัยทั่วโลก รวมถึงคนไทยที่กำลังมองหาเคล็ดลับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงยืนยาวไปจนถึงบั้นปลาย (PsyPost)
เช่นเดียวกับคนทั่วโลก คนไทยจำนวนมากคุ้นเคยกับการทำ Intermittent Fasting (IF) เพื่อควบคุมน้ำหนักและดูแลสุขภาพเมตาบอลิซึม แต่การค้นพบครั้งนี้ได้เปิดมิติใหม่ที่น่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างพฤติกรรมการกินกับพลังทางเพศในวัยชรา ซึ่งนับเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในยุคที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว (สำนักงานสถิติแห่งชาติ) ที่ผ่านมาเรามักเชื่อกันว่าความต้องการทางเพศและสุขภาพการเจริญพันธุ์ที่ลดลงเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่ออายุมากขึ้น แต่งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งนำโดยทีมนักวิจัยจากสถาบัน DZNE ในเยอรมนี และมหาวิทยาลัยชิงเต่าในจีน ได้ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ด้วยการศึกษาปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จในการสืบพันธุ์ของเพศผู้ ทั้งในแง่พฤติกรรมและกลไกทางเคมีในสมอง นอกเหนือไปจากปัจจัยทางกายภาพ
จุดเริ่มต้นของงานวิจัยนี้ ทีมวิจัยตั้งใจจะศึกษาว่าการทำ IF ในหนูเพศผู้จะส่งผลต่อสุขภาพของลูกหลานอย่างไร แต่กลับพบเรื่องน่าประหลาดใจ เมื่อสังเกตเห็นว่าหนูสูงวัยในกลุ่มที่ทำ IF มีพฤติกรรมการผสมพันธุ์บ่อยครั้งและให้กำเนิดลูกหลานมากกว่ากลุ่มที่กินอาหารได้ตลอดเวลาอย่างเห็นได้ชัด ชี้ให้เห็นว่าการทำ IF ไม่ได้เป็นเพียงการจำกัดแคลอรี แต่มีกลไกซับซ้อนที่ส่งผลลึกซึ้งถึงการทำงานของสมองและพฤติกรรม
เพื่อเจาะลึกกลไกดังกล่าว ทีมวิจัยได้แบ่งหนูทดลองเพศผู้ออกเป็นสองกลุ่มตั้งแต่อายุแปดสัปดาห์ กลุ่มแรกสามารถกินอาหารได้ตามใจชอบ ส่วนอีกกลุ่มจะอดอาหารแบบวันเว้นวัน ซึ่งเป็นรูปแบบ IF ที่คนไทยหลายคนรู้จักกันดี เมื่อติดตามผลจนหนูเข้าสู่วัยชรา (อายุ 24 เดือน ซึ่งเทียบได้กับวัยชราของมนุษย์) ก็พบว่าหนูที่ทำ IF สามารถให้กำเนิดลูกหลานได้มากกว่ากลุ่มที่กินตามปกติถึงสองเท่า อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์นี้ไม่พบในหนูที่อายุน้อยกว่า ซึ่งยังคงมีศักยภาพในการสืบพันธุ์สูงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะกินอาหารแบบใดก็ตาม
เมื่อเจาะลึกไปที่ตัวชี้วัดสุขภาพการเจริญพันธุ์แบบดั้งเดิม เช่น จำนวนอสุจิ น้ำหนักอัณฑะ และระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การทำ IF กลับไม่ได้ช่วยให้ค่าเหล่านี้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในบางกรณี หนูที่อดอาหารกลับมีจำนวนอสุจิหรือขนาดอัณฑะที่ด้อยกว่าเล็กน้อย คำถามจึงเกิดขึ้นว่า หากไม่ใช่ปัจจัยทางกาย แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกมันสืบพันธุ์ได้ดีขึ้น?
คำตอบของปริศนานี้ซ่อนอยู่ในการศึกษาพฤติกรรม พบว่าหนูสูงวัยที่ทำ IF เริ่มต้นผสมพันธุ์เร็วกว่า ใช้เวลาเกี้ยวพาราสีตัวเมียนานขึ้น และมีความถี่ในการผสมพันธุ์มากกว่า “เราพบว่าหนูที่ทำ IF มีแรงขับเคลื่อนและพฤติกรรมทางเพศเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แม้ว่าคุณภาพอสุจิจะไม่ได้ดีขึ้นเลยก็ตาม” นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยในเยอรมนีสรุป (PsyPost) การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมนี้ชี้ชัดว่ากุญแจสำคัญอยู่ที่สารเคมีในสมอง
การวิเคราะห์สารเคมีในสมองเผยให้เห็นว่าระดับเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่เหมือน ‘เบรก’ ของความต้องการทางเพศ อยู่ในระดับต่ำกว่าในสมองของหนูสูงวัยที่ทำ IF ขณะที่ระดับโดพามีน (ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ) จะลดลงตามวัยในหนูทุกกลุ่ม บทบาทของเซโรโทนินในการยับยั้งพฤติกรรมทางเพศนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด รวมถึงมนุษย์ ซึ่งระดับเซโรโทนินที่สูงเกินไปอาจลดความต้องการทางเพศและเป็นสาเหตุของภาวะความต้องการทางเพศบกพร่องได้ (PubMed) เพื่อพิสูจน์สมมติฐานนี้ เมื่อนักวิจัยให้สารตั้งต้นของเซโรโทนิน (5-HTP) แก่หนูที่ทำ IF พฤติกรรมทางเพศที่เคยคึกคักของพวกมันก็ลดลงในทันที
แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ระดับเซโรโทนินในหนูที่ทำ IF ต่ำลง? นักวิจัยพบว่าคำตอบอยู่ที่ “ทริปโตเฟน” (Tryptophan) กรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายใช้สร้างเซโรโทนิน แม้ว่าหนูที่ทำ IF จะกินอาหารในปริมาณที่มากกว่าในช่วงวันที่ได้รับอนุญาตให้กิน แต่ระดับทริปโตเฟนในกระแสเลือดและสมองกลับต่ำกว่า การทดลองด้วยไอโซโทปพบว่า ในหนูที่ทำ IF ร่างกายจะส่งทริปโตเฟนไปให้เนื้อเยื่อส่วนอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้อ ใช้งานก่อน ทำให้มีทริปโตเฟนเหลือเข้าสู่สมองเพื่อเปลี่ยนเป็นเซโรโทนินน้อยลง
กล่าวโดยสรุปคือ การทำ IF ได้เปลี่ยนเส้นทางการใช้ทริปโตเฟนในร่างกาย ส่งผลให้ระดับทริปโตเฟนในสมองลดลง และการสร้างเซโรโทนินก็น้อยลงตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีนี้จึงเปรียบได้กับการ ‘ปลดเบรก’ ช่วยปลุกสัญชาตญาณทางเพศให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ในขณะที่ความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับสุขภาพทางเพศที่เสื่อมถอยในวัยชรามักมุ่งไปที่ฮอร์โมนและคุณภาพอสุจิ แต่หลักฐานใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนโภชนาการและการเผาผลาญเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลดีต่อพฤติกรรมได้อย่างน่าทึ่ง แม้สมรรถภาพทางกายภาพจะลดลงตามวัยก็ตาม
ผลการวิจัยนี้สอดรับกับสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างน่าสนใจ ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะอัตราการเกิดต่ำและสังคมสูงวัย อันเป็นโจทย์ท้าทายทั้งด้านสาธารณสุขและนโยบายสังคม (Bangkok Post) ผู้สูงวัยชาวไทยจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาความต้องการทางเพศลดลง ซึ่งไม่ได้กระทบแค่เรื่องการมีบุตร แต่ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์และคุณภาพชีวิตโดยรวมด้วย ที่ผ่านมา แนวทางการแก้ไขมักเน้นไปที่การใช้ฮอร์โมนบำบัดหรือยา ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงและไม่เป็นที่ยอมรับในเชิงวัฒนธรรมสำหรับบางคน การปรับเปลี่ยนอาหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยอยู่แล้ว จึงอาจเป็นอีกทางเลือกที่เข้าถึงง่ายเพื่อส่งเสริมสุขภาวะในวัยชรา
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่ายังต้องใช้ความระมัดระวังในการนำผลวิจัยนี้มาปรับใช้กับมนุษย์โดยตรง ทีมวิจัยยอมรับว่าการศึกษาครั้งนี้จำกัดอยู่แค่ในหนูทดลองสายพันธุ์เดียว และยังไม่ได้ทดสอบในสัตว์ฟันแทะสายพันธุ์อื่นหรือในมนุษย์ “ในมนุษย์ก็เช่นกัน ความต้องการทางเพศจะลดลงตามอายุ และเซโรโทนินก็มีบทบาทคล้ายคลึงกัน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่การปรับเปลี่ยนอาหารอย่างการทำ IF อาจช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ แต่เรายังขาดหลักฐานจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์” หนึ่งในผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยกล่าว (PsyPost)
ประเด็นสำคัญคือ การทำ IF เพียงระยะสั้น (6 สัปดาห์) ไม่พบผลลัพธ์ทางพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอาจต้องทำอย่างต่อเนื่องในระยะยาวจึงจะเห็นผล นอกจากนี้ งานวิจัยยังไม่ได้เปรียบเทียบ IF กับการควบคุมอาหารรูปแบบอื่น เช่น การจำกัดแคลอรีอย่างสม่ำเสมอ หรือการจำกัดเวลากิน (Time-restricted eating) ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่นิยมในหมู่คนไทยที่รักสุขภาพ อีกทั้งยังไม่ได้ประเมินว่าต้องทำ IF นานเพียงใดจึงจะเห็นผล หรือกลไกเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นในเพศหญิงหรือไม่ ซึ่งล้วนเป็นคำถามที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก็ได้เปิดประตูสู่การศึกษาในอนาคตที่น่าติดตามอย่างยิ่ง และยังจุดประกายคำถามว่า เราจะสามารถนำการปรับเปลี่ยนอาหารมาใช้ประโยชน์เพื่อส่งเสริมสุขภาพเมตาบอลิซึม ควบคู่ไปกับการรักษาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและชีวิตชีวาในการสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของครอบครัวและชุมชนได้หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจมีการวิจัยเพิ่มเติม ซึ่งอาจนำไปสู่การทดลองทางคลินิกในผู้สูงวัยชาวไทย เพื่อพิสูจน์ว่า IF จะให้ประโยชน์ทางพฤติกรรมและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศได้จริงหรือไม่
สำหรับคนไทยที่สนใจการทำ IF สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ โดยควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนลงมือทำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือต้องรับประทานยาเป็นประจำ เพราะการอดอาหารอาจมีความเสี่ยงได้ นอกจากนี้ บุคลากรด้านสาธารณสุขอาจนำความรู้เกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของ IF ไปบูรณาการในโครงการให้ความรู้ต่างๆ ที่สำคัญคือไม่ควรมองว่า IF เป็นยาวิเศษที่แก้ได้ทุกปัญหา เพราะความสัมพันธ์ที่ดี การจัดการความเครียด และการควบคุมโรคประจำตัว ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาวะทางเพศและอารมณ์เช่นกัน
ในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกยิ่งตอกย้ำคุณค่าของสุภาษิตไทยโบราณที่ว่า “อาหารเป็นยา” แม้วิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้ยังคงต้องศึกษาค้นคว้าต่อไป แต่ผลการวิจัยใหม่นี้ได้มอบความหวังว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตง่ายๆ ที่ผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่การมีชีวิตที่เปี่ยมสุขและสุขภาพดีได้แม้ในวัยชรา
แหล่งข้อมูล: